ก่อนอื่น อันนี้ไม่ใช่สปอยล์นะครับ ไม่มีเนื้อหาใด ๆ เป็นการวิจารณ์ล้วนๆครับ
ผมขอแยกออกเป็นประเด็นๆนะครับ จะได้ง่ายในการอ่าน
ประเด็นแรก วิธีการดำเนินเรื่อง ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของหนังทุกเรื่อง ถ้าดำเนินเรื่องดี คนก็จะชมมาก ถ้าดำเนินเรื่องแล้วงง คนก็จะด่าเละ ซึ่งเรื่องนี้เข้าข่ายทั้งสองข้อที่ว่า ส่วนตัวผม คิดว่า นี่เป็นวิธีการดำเนินเรื่องที่ดีที่สุดแล้วสำหรับหนังเรื่องนี้ เพราะถ้าไม่ตัดไปตัดมา คนดูจะไม่มีทางรู้เลยว่าทั้งหกเรื่องมันเกี่ยวพันกันยังไง ใครเป็นใครในแต่ละยุคยังไงบ้าง นอกจากนี้โดยส่วนตัว ผมคิดว่าการตัดสลับไปมาของหนังเรื่องนี้ไม่ได้ให้ความรำคาญหรือน่าเบื่อใดๆ ในการรับชมเลย (เมื่อเปรียบเทียบกับเรื่องอื่นๆที่ใช้วิธีตัดสลับเหมือนกัน แต่น่าเบื่อกว่ากันมาก เช่น เรื่อง Love actually เป็นต้น) ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหนังเรื่องนี้ ทั้งหกเรื่องย่อยเป็นแนวผจญภัย ไล่ล่า และมีฉากหลังที่งดงามตระการตาทั้งหกเรื่อง ทำให้ความน่าเบื่อไม่มี
หากดูตั้งแต่แรก ทุกคนย่อมงงแน่ เพราะยังไม่ชินกับวิธีการดำเนินเรื่องแบบนี้ แต่ในทุกคอมเม้นท์ทั้งที่ด่าและชม ก็มีความเห็นตรงกันว่า ตอนแรกงง แต่พอจับวิธีการได้ ก็ดูได้รู้เรื่องตลอด (ชอบไม่ชอบอีกเรื่อง)
ปล.สำหรับประเด็นนี้ ผมเป็นคนนึงที่ให้ความสำคัญกับวิธีการดำเนินเรื่องมาก หลายเรื่องที่ดำเนินเรื่องแบบตัดสลับทำให้งง และน่าเบื่อ ผมทิ้งไปหมด ยกเว้นเรื่องนี้ที่กลับคิดว่า ตัดสลับได้แจ๋วจริงๆ แต่ทั้งนี้ก็อาจเพราะเนื้อเรื่องด้วย ดังที่กล่าว
ประเด็นที่สอง ปรัชญาแฝง ผมเห็นด้วยกับท่านอื่นๆที่ว่า ปรัชญาในเรื่องนี้ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไรมากนัก ความเห็นส่วนตัวคิดว่า เรื่องแมทริกซ์ให้ความลึกมากกว่าด้วยซ้ำ ประเด็นปรัชญาที่นำเสนอสามารถตีความได้หลายข้อ เช่น การเวียนว่ายตายเกิด กรรมใดใครก่อ การผูกเวรผูกกรรมกันในทุกภพชาติ ซึ่งเรื่องนำเสนอเข้าใจได้ง่ายมาก ถ้าดูไปสักพักแล้ว
ประเด็นที่สาม อื่นๆที่ผมจับได้ สังเกตว่า พี่น้องวาโชสกี้ จะชอบมากเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิวัติ (อิงแค่สามเรื่องคือ แมทริกซ์ วี ฟอร์ เวนเด็ทต้า และเรื่องนี้) จะเห็นว่าจุดเน้นอีกอย่างนึงในเรื่องก็คือ การปฏิวัติไปสู่ความเสมอภาค หรือสิ่งที่คิดว่าเป็นความจริง หรือสิ่งที่ดีกว่า แล้วแต่ใครจะตีความ โดยผู้ที่มักแสดงเป็นพวกหัวเก่า หรือผู้คุมกฎ หรือกรอบเดิมๆ ก็คือ เอเจนท์สมิธ (Hugo Weaving) ตั้งแต่เรื่องแมทริกซ์ มาจนถึงเรื่องนี้ แกแสดงแต่บทแบบนี้ทั้งสิ้น อาจเพราะหน้าให้ อิอิ (มีแค่เรื่อง วี ฟอร์ ที่แกแสดงเป็นผู้ปฏิวัติเสียเอง)
ที่นึกออกตอนนี้ มีแค่นี้ครับ ใครที่ได้อ่านแล้ว แล้วอยากจะเพิ่มเติมเรื่องประเด็นอื่นๆ ก็ยินดีครับ ผมจะได้มีแนวคิดกว้างขึ้นด้วย
สรุป ใครที่ยังไม่ได้ดู รอแผ่นละกันนะครับ เพราะตอนนี้น่าจะไม่มีโรงฉายแล้ว แถมถ้าดูแผ่นน่าจะเก็บรายละเอียดได้มากกว่าดูโรงด้วย เพราะในหกเรื่องย่อย มีรายละเอียดเยอะพอควร ถ้าพลาดไปแม้แต่วิเดียว มีสิทธิ์พลาดรายละเอียดสำคัญได้ และผมคิดว่า มันคุ้มค่าที่จะซื้อนะ เพราะนอกจากจะได้ความสนุกแล้ว ยังมีแง่คิดอยู่อีกพอสมควร แม้จะไม่ลึกแต่ก็ยังดีกว่าหนังหลายเรื่อง ที่มีแต่ความสนุกและมีแต่คุณธรรมตลาด (เช่น ความกล้าหาญ ความรับผิดชอบ ความรักพวกพ้อง ฯลฯ ซึ่งในเรื่องนี้ก็มีอยู่ครบถ้วนเหมือนกัน)
ปล.สุดท้าย จากที่ประมวลมาทั้งหมด พบว่า คนที่ไม่ชอบเรื่องนี้ ทั้งหมดจะมีความเห็นเกี่ยวกับ วิธีการดำเนินเรื่อง ที่ตัดสลับไปมาจนงง และดูไม่สนุก ผมขอยืมคำในเรื่อง สุดเขตเสลตเป็ดมานะครับ ว่า "เค้าไม่ได้แปลกหรอก แค่คุณยังไม่ชิน" ถ้าจะให้เข้ากับเรื่องนี้ ก็คงเป็น "เค้าไม่ได้ไม่สนุกหรอก แค่คุณยังไม่ชิน"
ยินดีรับความเห็นทุกท่านครับ
ขอบคุณครับ
รีวิว ฉบับเต็ม Cloud Atlas
ผมขอแยกออกเป็นประเด็นๆนะครับ จะได้ง่ายในการอ่าน
ประเด็นแรก วิธีการดำเนินเรื่อง ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของหนังทุกเรื่อง ถ้าดำเนินเรื่องดี คนก็จะชมมาก ถ้าดำเนินเรื่องแล้วงง คนก็จะด่าเละ ซึ่งเรื่องนี้เข้าข่ายทั้งสองข้อที่ว่า ส่วนตัวผม คิดว่า นี่เป็นวิธีการดำเนินเรื่องที่ดีที่สุดแล้วสำหรับหนังเรื่องนี้ เพราะถ้าไม่ตัดไปตัดมา คนดูจะไม่มีทางรู้เลยว่าทั้งหกเรื่องมันเกี่ยวพันกันยังไง ใครเป็นใครในแต่ละยุคยังไงบ้าง นอกจากนี้โดยส่วนตัว ผมคิดว่าการตัดสลับไปมาของหนังเรื่องนี้ไม่ได้ให้ความรำคาญหรือน่าเบื่อใดๆ ในการรับชมเลย (เมื่อเปรียบเทียบกับเรื่องอื่นๆที่ใช้วิธีตัดสลับเหมือนกัน แต่น่าเบื่อกว่ากันมาก เช่น เรื่อง Love actually เป็นต้น) ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหนังเรื่องนี้ ทั้งหกเรื่องย่อยเป็นแนวผจญภัย ไล่ล่า และมีฉากหลังที่งดงามตระการตาทั้งหกเรื่อง ทำให้ความน่าเบื่อไม่มี
หากดูตั้งแต่แรก ทุกคนย่อมงงแน่ เพราะยังไม่ชินกับวิธีการดำเนินเรื่องแบบนี้ แต่ในทุกคอมเม้นท์ทั้งที่ด่าและชม ก็มีความเห็นตรงกันว่า ตอนแรกงง แต่พอจับวิธีการได้ ก็ดูได้รู้เรื่องตลอด (ชอบไม่ชอบอีกเรื่อง)
ปล.สำหรับประเด็นนี้ ผมเป็นคนนึงที่ให้ความสำคัญกับวิธีการดำเนินเรื่องมาก หลายเรื่องที่ดำเนินเรื่องแบบตัดสลับทำให้งง และน่าเบื่อ ผมทิ้งไปหมด ยกเว้นเรื่องนี้ที่กลับคิดว่า ตัดสลับได้แจ๋วจริงๆ แต่ทั้งนี้ก็อาจเพราะเนื้อเรื่องด้วย ดังที่กล่าว
ประเด็นที่สอง ปรัชญาแฝง ผมเห็นด้วยกับท่านอื่นๆที่ว่า ปรัชญาในเรื่องนี้ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไรมากนัก ความเห็นส่วนตัวคิดว่า เรื่องแมทริกซ์ให้ความลึกมากกว่าด้วยซ้ำ ประเด็นปรัชญาที่นำเสนอสามารถตีความได้หลายข้อ เช่น การเวียนว่ายตายเกิด กรรมใดใครก่อ การผูกเวรผูกกรรมกันในทุกภพชาติ ซึ่งเรื่องนำเสนอเข้าใจได้ง่ายมาก ถ้าดูไปสักพักแล้ว
ประเด็นที่สาม อื่นๆที่ผมจับได้ สังเกตว่า พี่น้องวาโชสกี้ จะชอบมากเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิวัติ (อิงแค่สามเรื่องคือ แมทริกซ์ วี ฟอร์ เวนเด็ทต้า และเรื่องนี้) จะเห็นว่าจุดเน้นอีกอย่างนึงในเรื่องก็คือ การปฏิวัติไปสู่ความเสมอภาค หรือสิ่งที่คิดว่าเป็นความจริง หรือสิ่งที่ดีกว่า แล้วแต่ใครจะตีความ โดยผู้ที่มักแสดงเป็นพวกหัวเก่า หรือผู้คุมกฎ หรือกรอบเดิมๆ ก็คือ เอเจนท์สมิธ (Hugo Weaving) ตั้งแต่เรื่องแมทริกซ์ มาจนถึงเรื่องนี้ แกแสดงแต่บทแบบนี้ทั้งสิ้น อาจเพราะหน้าให้ อิอิ (มีแค่เรื่อง วี ฟอร์ ที่แกแสดงเป็นผู้ปฏิวัติเสียเอง)
ที่นึกออกตอนนี้ มีแค่นี้ครับ ใครที่ได้อ่านแล้ว แล้วอยากจะเพิ่มเติมเรื่องประเด็นอื่นๆ ก็ยินดีครับ ผมจะได้มีแนวคิดกว้างขึ้นด้วย
สรุป ใครที่ยังไม่ได้ดู รอแผ่นละกันนะครับ เพราะตอนนี้น่าจะไม่มีโรงฉายแล้ว แถมถ้าดูแผ่นน่าจะเก็บรายละเอียดได้มากกว่าดูโรงด้วย เพราะในหกเรื่องย่อย มีรายละเอียดเยอะพอควร ถ้าพลาดไปแม้แต่วิเดียว มีสิทธิ์พลาดรายละเอียดสำคัญได้ และผมคิดว่า มันคุ้มค่าที่จะซื้อนะ เพราะนอกจากจะได้ความสนุกแล้ว ยังมีแง่คิดอยู่อีกพอสมควร แม้จะไม่ลึกแต่ก็ยังดีกว่าหนังหลายเรื่อง ที่มีแต่ความสนุกและมีแต่คุณธรรมตลาด (เช่น ความกล้าหาญ ความรับผิดชอบ ความรักพวกพ้อง ฯลฯ ซึ่งในเรื่องนี้ก็มีอยู่ครบถ้วนเหมือนกัน)
ปล.สุดท้าย จากที่ประมวลมาทั้งหมด พบว่า คนที่ไม่ชอบเรื่องนี้ ทั้งหมดจะมีความเห็นเกี่ยวกับ วิธีการดำเนินเรื่อง ที่ตัดสลับไปมาจนงง และดูไม่สนุก ผมขอยืมคำในเรื่อง สุดเขตเสลตเป็ดมานะครับ ว่า "เค้าไม่ได้แปลกหรอก แค่คุณยังไม่ชิน" ถ้าจะให้เข้ากับเรื่องนี้ ก็คงเป็น "เค้าไม่ได้ไม่สนุกหรอก แค่คุณยังไม่ชิน"
ยินดีรับความเห็นทุกท่านครับ
ขอบคุณครับ