ทหารแอนดรอยด์หลายนายเดินทางไปที่เกิดเหตุโดยใช้ยานของนิวตรอน
ประชาชนทั้ง 133 คนตกอยู่ในความตื่นตระหนก
พวกเขาขวัญเสีย คามิลประกาศตนเป็นหัวหน้า
ทั้งๆที่มีดยังปักคาอกของปาสคาล
แบรี่ ทหารแอนดรอยด์นายหนึ่งตัดสินใจยิงคามิลจนสิ้นชีพ
เขาพร้อมรับกับผลทุกอย่างที่เกิดขึ้น ทหารที่เหลือนำศพของปาสคาลและคามิลกลับพระราชวัง
โดยนำศพทั้งสองไว้ที่ห้องใต้ดิน ซันเดินไปอีกห้องหนึ่งโดยที่ไม่ได้สนใจพลอย
พลอยยืนนิ่งในห้องเดิม โดยที่ไม่ได้สนใจซันเหมือนกัน
เชนเข้ามาในห้องที่พลอยอยู่ เขาเห็นเธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยอาการอ่อนล้า
เชนเดินเข้าไปใกล้และตั้งใจปลอบ
“อย่าคิดมากเลยพลอย ไม่มีใครตั้งใจให้เป็นแบบนี้หรอก”
พลอยหันไปมองเชน แล้วก็ละสายตาจากเขาโดยที่ไม่ได้พูดอะไร
ตอนนั้นซันรู้สึกเจ็บปวดเหมือนกับว่าโลกกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ
แต่พออังตวนเดินเข้ามาบอกกับเขาว่า “ท่านโอซิริส เฉินแจ้งว่าบิดาและมารดาของท่านเสียชีวิตแล้ว”
โลกก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆจริงๆโดยไม่สามารถนำมาปะติดปะต่อได้อีกต่อไป
ซันรู้สึกชาที่หน้าและหัวใจ เขาแทบจะล้มทั้งยืนและเหมือนจะตื่นในขณะยังหลับ
งานสวดศพของพ่อและแม่ของซันจัดให้มีขึ้น ณ วัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพ
หลายคนคงแปลกใจว่าทำไมถึงไม่มีเจ้าภาพสวดศพเลย
แต่จริงๆแล้วทั้งเจ็ดอาณาจักรเป็นเจ้าภาพอาณาจักรละคืน
งานนี้น่าจะเป็นงานศพงานแรกของโลกที่มีเจ้าภาพมาจากเจ็ดจักรวาล
เฉินต้องรับผิดชอบเรื่องชุดที่จะมาร่วมงานของชาวโพซิตรอน
ส่วนอุรุเวลากับจอห์นช่วยกันเรื่องการเดินทาง
โดยให้ทุกคนผ่านมิติมาที่ตึกแห่งหนึ่งแล้วจัดรถไว้รอรับ
ซันเองก็มารอต้อนรับแขกในงาน จนเหนื่อย จึงมานั่งพักด้านหน้า
เชน คิมและหญิงจึงช่วยกันรับแขกแทน
ขณะที่ซันกำลังนั่งพักเหนื่อยรอพระมาสวด พลอยเดินมานั่งข้างๆ
ทั้งคู่สบตากัน ต่างคนต่างเห็นน้ำตาคลอในดวงตาของทั้งคู่
ต่างคนต่างรู้ดีว่าต่างคนต่างก็ปวดร้าว บางครั้งการไม่มีคำพูดก็บอกความหมายได้ดีกว่าสุรเสียง
พลอยเอื้อมมือไปจับมือของซันที่วางอยู่บนโต๊ะ ซันเอามือไปวางทับมือของพลอย
ไม่นานนัก แขกคนสำคัญก็มาถึง เป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่มาเยือนโลก
อดัมนั่งข้างซัน ส่วนเอวานั่งข้างพลอย
อดัมจับมือของซัน ขณะนั้นซันรู้สึกว่าวิญญาณเขาถูกปลดปล่อย
และเขาสามารถสัมผัสได้ถึงจุดเริ่มต้นและจุดจบของจักรวาล
บัดนี้หัวใจซันว่างเปล่า แต่ก็เจ็บปวด เขาเคยฝันว่าเขาจะเติบโตขึ้น
และได้มีโอกาสเลี้ยงดูพ่อแม่ของเขา แต่ตอนนี้ความฝันได้พังทลายลงจนหมดสิ้น
เหมือนโลกไม่มีความงามเหลืออยู่ เหมือนทุกที่มีแต่ความว่างเปล่า
ถึงแม้ในงานศพจะมีผู้คนมากหน้าหลายตา แต่ก็เหมือนกับว่าซันไม่เห็นผู้ใด
ตอนนั้นเชนสังเกตเห็นชายผู้ใส่หน้ากากเงินซ่อนตัวอยู่ตรงอีกศาลาหนึ่ง
ซึ่งเป็นศาลาที่ไร้ผู้คน เชนจึงได้ตามชายผู้นั้นไป
เขาเดินสวนกับท่านจีโอดีที่กำลังเดินขึ้นศาลาสวดศพพร้อมกับโจชัว
ท่านจีโอดีนั่งตรงกลางระหว่างซันกับพลอย
ท่านจีโอดีหันมามองหน้าซันแล้วเอามือโอบไหล่ของซันไว้
บางครั้งการสัมผัสก็มีความหมายมากกว่าการพูด
เมื่อพระมาถึง ทุกคนก็ฟังพระสวดอย่างตั้งใจ
ซันรู้สึกว่าเสียงพระที่สวดในวันนี้เป็นเสียงที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน
เวลาแห่งความเศร้ามักจะเดินไปอย่างเชื่องช้า
มีหลายครั้งที่ซันรู้สึกเหมือนกับว่าวิญญาณกำลังหลุดลอย
เวลานี้เป็นเวลาที่เขาไม่ได้สงสัยสิ่งใด มันเป็นเวลาที่เขารู้สึกว่าเขาถูกคุมขัง
มันเป็นโซ่ตรวนที่พันธนาการจิตวิญญาณของเขา
ซันยังเด็กนัก และไม่เคยคิดเลยว่ามัจจุราชจะพาพ่อกับแม่เขาไปเร็วถึงเพียงนี้
ซันอยากให้เวลาย้อนกลับได้ อยากให้วันคืนแห่งความสุขกลับมาอีกครั้ง
แต่แน่นอนว่ามันไม่สามารถจะย้อนกลับคืนมาได้
ใช่แล้ว โลกไม่ได้มีระบบฟิสิกส์เหมือนกับอาณาจักรวีนัส
ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดี เขาจะได้รู้สึกว่าเขายังจะมีโอกาสบ้าง ไม่มากก็น้อย
การมีโอกาสและเวลาที่ได้รอคอยว่าคนที่เรารักอาจฟื้นคืน
นับเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ ถึงแม้มันจะล้มเหลวก็ตาม แต่มันก็ยังเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่
วันนี้ บนโลก ซันรู้สึกว่าเขาไม่ได้รับโอกาสใดๆ
หลังจากพระสวดจบและงานเลิกแล้ว ซันยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น
มันเป็นการนั่งที่เขาไม่ได้รู้สึกเลยว่ามันคือการนั่ง
จิตใจเขาล่องลอย แตกเป็นเสี่ยงๆ แล้วกลับมาประกอบกันใหม่
แล้วก็แตกเป็นเสี่ยงๆอีกครั้ง หมุนวนแบบนี้เรื่อยไปไม่มีวันสิ้นสุด
หลังจากพลอยช่วยซันส่งแขกในงาน เธอก็เดินมาบนศาลาอีกครั้ง
พลอยเห็นซันอยู่คนเดียว เธอจึงเดินไปนั่งข้างๆ
ซันหันหน้ามาหาพลอย น้ำตาไหลอาบแก้มเขา พลอยใช้มือปาดน้ำตาให้เขา
ในขณะที่น้ำตาของพลอยก็ไหลอาบแก้มเช่นกัน
ซันซบไหล่พลอย เขาร้องไห้ออกมาเหมือนจะปลดปล่อยวิญญาณของตัวเองออกจากที่คุมขัง
ณ มุมหนึ่งของวัด โจชัวทิ้งประโยคสุดท้ายให้กับอุรุเวลาก่อนที่เขาจะกลับนิวตรอน
“อย่าให้โอซิริสรู้ว่าใครฆ่าพ่อแม่ของเขา ให้เขาคิดว่าเป็นอุบัติเหตุก็ดีอยู่แล้ว”
โปรดติดตามตอนต่อไป
นิวตรอน : โลกที่ไม่มีอยู่กับศัตรูที่ไม่มีเงา ตอนที่ 27 สิ่งที่ไม่คาดคิด
ประชาชนทั้ง 133 คนตกอยู่ในความตื่นตระหนก
พวกเขาขวัญเสีย คามิลประกาศตนเป็นหัวหน้า
ทั้งๆที่มีดยังปักคาอกของปาสคาล
แบรี่ ทหารแอนดรอยด์นายหนึ่งตัดสินใจยิงคามิลจนสิ้นชีพ
เขาพร้อมรับกับผลทุกอย่างที่เกิดขึ้น ทหารที่เหลือนำศพของปาสคาลและคามิลกลับพระราชวัง
โดยนำศพทั้งสองไว้ที่ห้องใต้ดิน ซันเดินไปอีกห้องหนึ่งโดยที่ไม่ได้สนใจพลอย
พลอยยืนนิ่งในห้องเดิม โดยที่ไม่ได้สนใจซันเหมือนกัน
เชนเข้ามาในห้องที่พลอยอยู่ เขาเห็นเธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยอาการอ่อนล้า
เชนเดินเข้าไปใกล้และตั้งใจปลอบ
“อย่าคิดมากเลยพลอย ไม่มีใครตั้งใจให้เป็นแบบนี้หรอก”
พลอยหันไปมองเชน แล้วก็ละสายตาจากเขาโดยที่ไม่ได้พูดอะไร
ตอนนั้นซันรู้สึกเจ็บปวดเหมือนกับว่าโลกกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ
แต่พออังตวนเดินเข้ามาบอกกับเขาว่า “ท่านโอซิริส เฉินแจ้งว่าบิดาและมารดาของท่านเสียชีวิตแล้ว”
โลกก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆจริงๆโดยไม่สามารถนำมาปะติดปะต่อได้อีกต่อไป
ซันรู้สึกชาที่หน้าและหัวใจ เขาแทบจะล้มทั้งยืนและเหมือนจะตื่นในขณะยังหลับ
งานสวดศพของพ่อและแม่ของซันจัดให้มีขึ้น ณ วัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพ
หลายคนคงแปลกใจว่าทำไมถึงไม่มีเจ้าภาพสวดศพเลย
แต่จริงๆแล้วทั้งเจ็ดอาณาจักรเป็นเจ้าภาพอาณาจักรละคืน
งานนี้น่าจะเป็นงานศพงานแรกของโลกที่มีเจ้าภาพมาจากเจ็ดจักรวาล
เฉินต้องรับผิดชอบเรื่องชุดที่จะมาร่วมงานของชาวโพซิตรอน
ส่วนอุรุเวลากับจอห์นช่วยกันเรื่องการเดินทาง
โดยให้ทุกคนผ่านมิติมาที่ตึกแห่งหนึ่งแล้วจัดรถไว้รอรับ
ซันเองก็มารอต้อนรับแขกในงาน จนเหนื่อย จึงมานั่งพักด้านหน้า
เชน คิมและหญิงจึงช่วยกันรับแขกแทน
ขณะที่ซันกำลังนั่งพักเหนื่อยรอพระมาสวด พลอยเดินมานั่งข้างๆ
ทั้งคู่สบตากัน ต่างคนต่างเห็นน้ำตาคลอในดวงตาของทั้งคู่
ต่างคนต่างรู้ดีว่าต่างคนต่างก็ปวดร้าว บางครั้งการไม่มีคำพูดก็บอกความหมายได้ดีกว่าสุรเสียง
พลอยเอื้อมมือไปจับมือของซันที่วางอยู่บนโต๊ะ ซันเอามือไปวางทับมือของพลอย
ไม่นานนัก แขกคนสำคัญก็มาถึง เป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่มาเยือนโลก
อดัมนั่งข้างซัน ส่วนเอวานั่งข้างพลอย
อดัมจับมือของซัน ขณะนั้นซันรู้สึกว่าวิญญาณเขาถูกปลดปล่อย
และเขาสามารถสัมผัสได้ถึงจุดเริ่มต้นและจุดจบของจักรวาล
บัดนี้หัวใจซันว่างเปล่า แต่ก็เจ็บปวด เขาเคยฝันว่าเขาจะเติบโตขึ้น
และได้มีโอกาสเลี้ยงดูพ่อแม่ของเขา แต่ตอนนี้ความฝันได้พังทลายลงจนหมดสิ้น
เหมือนโลกไม่มีความงามเหลืออยู่ เหมือนทุกที่มีแต่ความว่างเปล่า
ถึงแม้ในงานศพจะมีผู้คนมากหน้าหลายตา แต่ก็เหมือนกับว่าซันไม่เห็นผู้ใด
ตอนนั้นเชนสังเกตเห็นชายผู้ใส่หน้ากากเงินซ่อนตัวอยู่ตรงอีกศาลาหนึ่ง
ซึ่งเป็นศาลาที่ไร้ผู้คน เชนจึงได้ตามชายผู้นั้นไป
เขาเดินสวนกับท่านจีโอดีที่กำลังเดินขึ้นศาลาสวดศพพร้อมกับโจชัว
ท่านจีโอดีนั่งตรงกลางระหว่างซันกับพลอย
ท่านจีโอดีหันมามองหน้าซันแล้วเอามือโอบไหล่ของซันไว้
บางครั้งการสัมผัสก็มีความหมายมากกว่าการพูด
เมื่อพระมาถึง ทุกคนก็ฟังพระสวดอย่างตั้งใจ
ซันรู้สึกว่าเสียงพระที่สวดในวันนี้เป็นเสียงที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน
เวลาแห่งความเศร้ามักจะเดินไปอย่างเชื่องช้า
มีหลายครั้งที่ซันรู้สึกเหมือนกับว่าวิญญาณกำลังหลุดลอย
เวลานี้เป็นเวลาที่เขาไม่ได้สงสัยสิ่งใด มันเป็นเวลาที่เขารู้สึกว่าเขาถูกคุมขัง
มันเป็นโซ่ตรวนที่พันธนาการจิตวิญญาณของเขา
ซันยังเด็กนัก และไม่เคยคิดเลยว่ามัจจุราชจะพาพ่อกับแม่เขาไปเร็วถึงเพียงนี้
ซันอยากให้เวลาย้อนกลับได้ อยากให้วันคืนแห่งความสุขกลับมาอีกครั้ง
แต่แน่นอนว่ามันไม่สามารถจะย้อนกลับคืนมาได้
ใช่แล้ว โลกไม่ได้มีระบบฟิสิกส์เหมือนกับอาณาจักรวีนัส
ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดี เขาจะได้รู้สึกว่าเขายังจะมีโอกาสบ้าง ไม่มากก็น้อย
การมีโอกาสและเวลาที่ได้รอคอยว่าคนที่เรารักอาจฟื้นคืน
นับเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ ถึงแม้มันจะล้มเหลวก็ตาม แต่มันก็ยังเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่
วันนี้ บนโลก ซันรู้สึกว่าเขาไม่ได้รับโอกาสใดๆ
หลังจากพระสวดจบและงานเลิกแล้ว ซันยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น
มันเป็นการนั่งที่เขาไม่ได้รู้สึกเลยว่ามันคือการนั่ง
จิตใจเขาล่องลอย แตกเป็นเสี่ยงๆ แล้วกลับมาประกอบกันใหม่
แล้วก็แตกเป็นเสี่ยงๆอีกครั้ง หมุนวนแบบนี้เรื่อยไปไม่มีวันสิ้นสุด
หลังจากพลอยช่วยซันส่งแขกในงาน เธอก็เดินมาบนศาลาอีกครั้ง
พลอยเห็นซันอยู่คนเดียว เธอจึงเดินไปนั่งข้างๆ
ซันหันหน้ามาหาพลอย น้ำตาไหลอาบแก้มเขา พลอยใช้มือปาดน้ำตาให้เขา
ในขณะที่น้ำตาของพลอยก็ไหลอาบแก้มเช่นกัน
ซันซบไหล่พลอย เขาร้องไห้ออกมาเหมือนจะปลดปล่อยวิญญาณของตัวเองออกจากที่คุมขัง
ณ มุมหนึ่งของวัด โจชัวทิ้งประโยคสุดท้ายให้กับอุรุเวลาก่อนที่เขาจะกลับนิวตรอน
“อย่าให้โอซิริสรู้ว่าใครฆ่าพ่อแม่ของเขา ให้เขาคิดว่าเป็นอุบัติเหตุก็ดีอยู่แล้ว”
โปรดติดตามตอนต่อไป