เราอยากมาแชร์ประสบการณ์และข้อคิดเรื่องสุขภาพที่เพิ่งเจอมากับตัวเอง เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทุกคนนะคะ
🔍 จุดเริ่มต้น: ตรวจสุขภาพประจำปีและ Follow up มาตลอด แต่เพิ่งมาเจอรอบนี้
ปกติแล้วเราตรวจสุขภาพประจำปีตลอด รวมถึงไป Follow up ติดตามอาการโรคอื่นตามนัดปกติอยู่เสมอ ตรวจมาตลอดหลายปีก็ไม่เคยพบสิ่งผิดปกติเลยค่ะ
จนกระทั่งมารอบล่าสุดนี้ คุณหมอตรวจพบว่า "หัวใจเราเต้นแปลกๆ" คุณหมอสั่งส่งตรวจเอคโค่หัวใจ (Echocardiogram) เพิ่มเติม พอลองเอคโค่ปุ๊บ... ถึงได้รู้เลยว่าเรามีภาวะ ผนังหัวใจห้องบนมีรูรั่ว (ASD) มาตั้งแต่กำเนิด โดยที่ตัวเราเองไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลย
😰 วินาทีแรกที่รู้: กังวลเรื่องโรคแต่กำเนิด ตัดสินใจส่งตัวมา รพ. ตามสิทธิ์ประกันสังคม ก่อนจะมาพลิกเจอเงื่อนไขประกันสุขภาพทีหลัง!
พอรู้ว่าเป็น ASD ด้วยความที่เป็นโรคที่เป็นมาแต่กำเนิด ทำให้เรากังวลเรื่องประกันสุขภาพมากๆ จึงขอให้ทาง รพ. ที่ตรวจพบ ส่งตัวเรามา รพ.ตามสิทธิ์ประกันสังคมของเราก่อน
พอจัดการเรื่องส่งตัวเรียบร้อยแล้ว ถึงได้มีเวลามาย้อนเปิดอ่านเช็กเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันสุขภาพอย่างละเอียดอีกที (โดยมีเพื่อนที่มีแฟนเป็นตัวแทนช่วยแนะนำให้เช็ก) ถึงได้เห็นข้อความข้อยกเว้นระบุไว้ชัดเจนว่า:
“การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองค่าใช้จ่ายจากการรักษาพยาบาล... ภาวะที่เป็นผลจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นแต่กำเนิด หรือระบบการสร้างอวัยวะของร่างกายไม่สมบูรณ์แต่กำเนิด หรือโรคทางพันธุกรรม หรือความผิดปกติในการพัฒนาการของร่างกาย เว้นแต่ สัญญาเพิ่มเติมนี้มีผลคุ้มครองมาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี (1 ปี) และปรากฏอาการหลังผู้เอาประกันภัยมีอายุครบ 16 ปี”
สรุปคือถ้าทำมาเกิน 1 ปีและแสดงอาการหลังอายุ 16 ปีก็คุ้มครองค่ะ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเราไม่รู้และไม่เคยตรวจพบโรคนี้มาก่อน รวมถึงไม่มีอาการใดๆทั้งสิ้น ส่งผลให้กรมธรรม์ฉบับนี้คุ้มครอง
ดังนั้นหากใครเป็นโรคที่มีมาแต่กำเนิด ให้ทุกคนลองอ่านกรมธรรม์ของตัวเองดีๆ เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ในคสเราใช้สองสิทธิ์ร่วมกัน เพราะครั้งแรกในการทำหัตการต้องรอ บ.ประกัน สืบประวัติทำให้ต้องสำรองจ่ายไปก่อน ยอดเงินค่อนข้างสูง เราจึงใช้สิทธิ์ประกันสังคมแทน ส่วนต่างค่าห้องออกเอง เอาบิลมาเบิกประกันทีหลัง พอสืบประวัติเสร็จ ประกันก็รับเคลม
ส่วนหัตการรอบสอง หมอนัดอาทิตย์หน้า ไว้เราจะมาอัพเดทเรื่องค่าใช้จ่ายใหม่อีกที เผื่อเป็นความรู้ทุกคน
บทสรุป
🔴 1. ประกันสุขภาพ... ทำไว้ดีมากๆ แต่ก็มีเงื่อนไขเรื่องเงินสดสำรองจ่าย ยังไงประกันสุขภาพก็ยังจำเป็นและควรมีไว้คู่กันมากๆ ช่วยเรื่องความสะดวกสบาย วงเงินความคุ้มครอง ค่ายานอกระบบ หรือค่าห้องพักฟื้น เพียงแต่ถ้าเจอโรคซับซ้อนหรือโรคแต่กำเนิด ทางประกันก็อาจจะขอสืบประวัติย้อนหลังและต้องสำรองจ่ายเงินสดไปก่อน
🔵 2. ประกันสังคม... คือ "ตาข่ายนิรภัย" ขั้นสุดที่ไม่ต้องสำรองจ่าย! คุ้มครองค่ารักษาโรคซับซ้อนและหัตถการก้อนใหญ่เกือบทั้งหมด อาจมีส่วนต่างบ้างขึ้นอยู่กับแต่ละเคส ให้สอบถามกับ รพ..ก่อนทำหัตการได้เลย
บทเรียนครั้งนี้สอนให้รู้ว่า: ทั้งสองอย่างมีดีคนละแบบ และควรมีคู่กันค่ะ! ให้มองว่า ประกันสังคม = ตาข่ายนิรภัยหลัก ที่ช่วยเซฟสภาพคล่อง ไม่ต้องสำรองจ่าย และรักษาโรคใหญ่ก้อนโต ส่วนประกันสุขภาพ = ส่วนเสริม ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย เติมเต็มค่าห้องและค่ายานอกระบบ พอมันทำงานคู่กัน มันคือเกราะป้องกันทางการเงินที่สมบูรณ์แบบที่สุด
ใครที่เคยบ่นเรื่องโดนหักประกันสังคมทุกเดือน ลองเปลี่ยนมุมมองดู ในวันที่เราป่วยหนักขึ้นมาจริงๆ ทั้งสองสิทธิ์จะกลายเป็นตัวช่วยชีวิตและตัวเซฟเงินสดในบัญชี ที่เราจะรู้สึกขอบคุณตัวเองมากๆ ที่มีไว้ ❤️✨
แชร์ประสบการณ์ตรงเรื่องหัวใจ...”❤️💸
🔍 จุดเริ่มต้น: ตรวจสุขภาพประจำปีและ Follow up มาตลอด แต่เพิ่งมาเจอรอบนี้
ปกติแล้วเราตรวจสุขภาพประจำปีตลอด รวมถึงไป Follow up ติดตามอาการโรคอื่นตามนัดปกติอยู่เสมอ ตรวจมาตลอดหลายปีก็ไม่เคยพบสิ่งผิดปกติเลยค่ะ
จนกระทั่งมารอบล่าสุดนี้ คุณหมอตรวจพบว่า "หัวใจเราเต้นแปลกๆ" คุณหมอสั่งส่งตรวจเอคโค่หัวใจ (Echocardiogram) เพิ่มเติม พอลองเอคโค่ปุ๊บ... ถึงได้รู้เลยว่าเรามีภาวะ ผนังหัวใจห้องบนมีรูรั่ว (ASD) มาตั้งแต่กำเนิด โดยที่ตัวเราเองไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลย
😰 วินาทีแรกที่รู้: กังวลเรื่องโรคแต่กำเนิด ตัดสินใจส่งตัวมา รพ. ตามสิทธิ์ประกันสังคม ก่อนจะมาพลิกเจอเงื่อนไขประกันสุขภาพทีหลัง!
พอรู้ว่าเป็น ASD ด้วยความที่เป็นโรคที่เป็นมาแต่กำเนิด ทำให้เรากังวลเรื่องประกันสุขภาพมากๆ จึงขอให้ทาง รพ. ที่ตรวจพบ ส่งตัวเรามา รพ.ตามสิทธิ์ประกันสังคมของเราก่อน
พอจัดการเรื่องส่งตัวเรียบร้อยแล้ว ถึงได้มีเวลามาย้อนเปิดอ่านเช็กเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันสุขภาพอย่างละเอียดอีกที (โดยมีเพื่อนที่มีแฟนเป็นตัวแทนช่วยแนะนำให้เช็ก) ถึงได้เห็นข้อความข้อยกเว้นระบุไว้ชัดเจนว่า:
“การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองค่าใช้จ่ายจากการรักษาพยาบาล... ภาวะที่เป็นผลจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นแต่กำเนิด หรือระบบการสร้างอวัยวะของร่างกายไม่สมบูรณ์แต่กำเนิด หรือโรคทางพันธุกรรม หรือความผิดปกติในการพัฒนาการของร่างกาย เว้นแต่ สัญญาเพิ่มเติมนี้มีผลคุ้มครองมาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี (1 ปี) และปรากฏอาการหลังผู้เอาประกันภัยมีอายุครบ 16 ปี”
สรุปคือถ้าทำมาเกิน 1 ปีและแสดงอาการหลังอายุ 16 ปีก็คุ้มครองค่ะ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเราไม่รู้และไม่เคยตรวจพบโรคนี้มาก่อน รวมถึงไม่มีอาการใดๆทั้งสิ้น ส่งผลให้กรมธรรม์ฉบับนี้คุ้มครอง
ดังนั้นหากใครเป็นโรคที่มีมาแต่กำเนิด ให้ทุกคนลองอ่านกรมธรรม์ของตัวเองดีๆ เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ในคสเราใช้สองสิทธิ์ร่วมกัน เพราะครั้งแรกในการทำหัตการต้องรอ บ.ประกัน สืบประวัติทำให้ต้องสำรองจ่ายไปก่อน ยอดเงินค่อนข้างสูง เราจึงใช้สิทธิ์ประกันสังคมแทน ส่วนต่างค่าห้องออกเอง เอาบิลมาเบิกประกันทีหลัง พอสืบประวัติเสร็จ ประกันก็รับเคลม
ส่วนหัตการรอบสอง หมอนัดอาทิตย์หน้า ไว้เราจะมาอัพเดทเรื่องค่าใช้จ่ายใหม่อีกที เผื่อเป็นความรู้ทุกคน
บทสรุป
🔴 1. ประกันสุขภาพ... ทำไว้ดีมากๆ แต่ก็มีเงื่อนไขเรื่องเงินสดสำรองจ่าย ยังไงประกันสุขภาพก็ยังจำเป็นและควรมีไว้คู่กันมากๆ ช่วยเรื่องความสะดวกสบาย วงเงินความคุ้มครอง ค่ายานอกระบบ หรือค่าห้องพักฟื้น เพียงแต่ถ้าเจอโรคซับซ้อนหรือโรคแต่กำเนิด ทางประกันก็อาจจะขอสืบประวัติย้อนหลังและต้องสำรองจ่ายเงินสดไปก่อน
🔵 2. ประกันสังคม... คือ "ตาข่ายนิรภัย" ขั้นสุดที่ไม่ต้องสำรองจ่าย! คุ้มครองค่ารักษาโรคซับซ้อนและหัตถการก้อนใหญ่เกือบทั้งหมด อาจมีส่วนต่างบ้างขึ้นอยู่กับแต่ละเคส ให้สอบถามกับ รพ..ก่อนทำหัตการได้เลย
บทเรียนครั้งนี้สอนให้รู้ว่า: ทั้งสองอย่างมีดีคนละแบบ และควรมีคู่กันค่ะ! ให้มองว่า ประกันสังคม = ตาข่ายนิรภัยหลัก ที่ช่วยเซฟสภาพคล่อง ไม่ต้องสำรองจ่าย และรักษาโรคใหญ่ก้อนโต ส่วนประกันสุขภาพ = ส่วนเสริม ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย เติมเต็มค่าห้องและค่ายานอกระบบ พอมันทำงานคู่กัน มันคือเกราะป้องกันทางการเงินที่สมบูรณ์แบบที่สุด
ใครที่เคยบ่นเรื่องโดนหักประกันสังคมทุกเดือน ลองเปลี่ยนมุมมองดู ในวันที่เราป่วยหนักขึ้นมาจริงๆ ทั้งสองสิทธิ์จะกลายเป็นตัวช่วยชีวิตและตัวเซฟเงินสดในบัญชี ที่เราจะรู้สึกขอบคุณตัวเองมากๆ ที่มีไว้ ❤️✨