จิบกาแฟยามบ่าย
.....
ปีนี้ผมอายุ 51 แล้ว รู้สึกว่า ... เวลาผ่านไปเร็วมาก ๆ สมัยหนุ่ม ๆ ผมยังฝันถึงการสร้างเนื้อสร้างตัว อยากรวย อยากมีอิสรภาพทางการเงินอยู่เลย ... เผลอแว๊บเดียว ผมก็ย่างเข้าเลขห้าแล้ว ...
.
ย้อนกลับไปดูตัวเอง ... การที่ผมตัดสินใจลงทุนในช่วงปี 2009-2010 ถือเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ของชีวิตเลยก็คงจะกล่าวไม่ผิด เพราะหากผมไม่ตัดสินใจลงทุน วันนี้ผมยังคงต้องทำงานประจำ ยังมีหนี้สิน ผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์ ตัวเองก็แก่ลง พ่อแม่ก็แก่ลง ลูกก็ต้องส่งเรียนหนังสือ เรียกว่าทุกอย่างคงรุมเร้า และคงรู้สึกอีกแบบ
.
ผมคิดว่า ... การที่คนเราจะค้นหาความสุขในชีวิต แน่นอนว่า "เงิน" คือเรื่องพื้นฐานที่สำคัญ ไม่แพ้มิติด้านอื่น ๆ แต่พออายุมากขึ้น ผมก็เข้าใจว่า "สุขภาพกาย" และ "สุขภาพใจ" สำคัญไม่แพ้เงินเลย ... ผมเคยร่างกายอวบอัดจนน้ำหนักเกือบ 80 kg และเคยวิตกกังวลจนนอนไม่หลับไปหลายคืน
.
แต่พอผมเรื่องเรื่องนี้ ผมรีบปรับเปลี่ยนตัวเองทันที ผมเริ่มออกกำลังกาย เดินทุกเช้าเย็น รวม ๆ วันละ 5-8 กิโลเมตร ทำให้น้ำหนักตัวผมลดลงเหลือ 70-72 kg เท่านั้น ... ผมรู้สึกดีขึ้นมาก เพราะตัวเบาขึ้น เวลาเดินขึ้นบันไดก็ไม่เหนื่อยแล้ว นี่ถือเป็นการลงทุนด้านสุขภาพที่ผมรู้สึกภูมิใจมาจนทุกวันนี้
.
ด้านจิตใจ ... ผมประกาศเลยว่า ผมจะเลิกคบกับ "ความวิตกกังวล" เลิกคบกับความโลภ ทำให้ผมนอนหลับสนิทได้ทุกคืน ตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นแจ่มใส ... หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้คงคิดในใจว่าผม "โม้" แต่เรื่องจริงก็คือ ผมนอนหลับได้ทุกคืน จากที่เคยนอนไม่หลับ ตื่นมาแม้จะเมื่อยเนื้อตัวบ้างตามประสาคนมีอายุ แต่ก็น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด สุขภาพจิตดีขึ้นมาก
.
เพื่อน ๆ อาจจะคิดว่า ... ผมทำได้ยังไง ... คำตอบก็คือ ผมเริ่มลงทุนหุ้นปันผล หรืออย่างที่ผมบอกว่า "ทำฟาร์มหุ้นปันผล" นั่นแหละครับ เพราะผมไม่ได้คาดหวังส่วนต่างราคาหุ้น ทำให้ผมไม่ว้าวุ่น และผมเองพยายามซื้อหุ้นราคาถูก ๆ ไม่ซื้อหุ้นราคาแพงแรงแซงทุกโค้ง ทำให้เวลาหุ้นตก หุ้นผมมักจะไม่ตกแรง เพราะมันตกกองอยู่กับพื้นอยู่แล้ว และบางตัวขึ้นสวนด้วยซ้ำ !
.
แน่นอนว่า พอร์ตแบบนี้ไม่ได้โตเร็ว แต่กลับทำให้ผมนอนหลับได้สบายทุกคืน และการที่ผมไม่ไล่ซื้อหุ้นพีอีสูง ๆ ที่ราคากำลังร้อนแรง นั่นเท่ากับผมเลิกคบกับ "ความโลภ" ไปในตัว ผมถือคติว่า ... เขาให้เท่าไหร่ เราเอาเท่านั้น ไม่ไล่ล่าหาความสำเร็จแบบไม่ลืมหูลืมตา
.
ความคิดแบบนี้อาจทำให้เราโตช้า แต่โตชัวร์ ๆ เพระาผมนำเอาเงินปันผลมาลงทุน "ทบต้น" หรือ re-invest ทำให้จำนวนหุ้นในพอร์ตเพิ่มขึ้นทุกปี = เงินปันผลควรจะเติบโตขึ้น แต่ก็นั่นแหละครับ ... บางปีหุ้นบางตัวอาจปันผลลดลงได้ ซึ่งผมเข้าใจอยู่แล้ว เลยไม่ได้วิตกกังวลอะไร
.
อย่างที่ผมเคยบอกว่า ผมจะมี "แก้วสามประการ" ที่แตกต่างจาก อาจารย์นิเวศน์ นั่นคือ สุขภาพเงิน สุขภาพกาย สุขภาพใจ เพราะเงินเพียงอย่างเดียวคงไม่ตอบโจทย์ทุกอย่าง โดยเฉพาะคนที่ถูก "เงินกินใจ" คือ เห็นแต่เงินเพียงอย่างเดียว แต่นั่นก็เป็นเรื่อง นานาจิตตังค์
.
อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกสองประการที่ผมทำอยู่ ได้แก่ ความอบอุ่นในครอบครัว และมิตรภาพที่จริงใจ เรื่องราวเหล่านี้คุณต้องเขียนมันขึ้นมาเอง ถ้าคุณเป็นคนรักครอบครัวการแสดงออกของคุณจะเป็นไปเอง หรือคุณเป็นมิตรแท้ มิตรที่ดี คนรอบข้างก็จะรับรู้ได้เอง ไม่ต้องไปใช้ตัวชี้วัดอะไรมาวัดให้ยุ่งยาก
.
กลับมาที่แก้วกาแฟของผม ... มันยังคงอุ่นอยู่ บ่ายวันนี้ผมมานั่งรอลูกสาว เป็นกิจวัตรของคุณพ่ออย่างผม ผมตัดสินใจจะแก่อย่างมีคุณภาพ คือ เลือกที่จะเป็นคนสูงอายุที่เบิกบานใจ ไม่ขุ่นข้องหมองใจ ไม่วุ่นวายด่ารัฐบาล การเมือง ดราม่า หรือเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ไม่คิดจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรนอกจากจะเปลี่ยนที่ตัวผมเองครับ.
.
สวัสดียามบ่ายครับ
จิบกาแฟยามบ่าย