จากที่ข่าวเล่า พอตำรวจถามว่าใช่คุณปนัดดาหรือเปล่า คุณบุ๋มตอบว่า “น่าจะใช่” พอถูกถามต่อ เธออมยิ้มแล้วพูดว่า “พี่ตำรวจดูเขินนะ” เราว่าที่คนสะดุดเพราะคำถามจริงจัง แต่คำตอบฟังเหมือนหยอกกัน ยิ่งพอมีรอยยิ้มกับคำแซวตามมา คำว่า “น่าจะใช่” ก็ยิ่งฟังเหมือนมีลูกเล่น ทั้งที่ถ้าได้ยินน้ำเสียงจริง เราอาจอ่านประโยคนั้นต่างออกไปค่ะ

บุ๋ม ปนัดดา ในรายงานข่าวเหตุการณ์เจ้าหน้าที่เข้าแสดงหมายค้นและหมายจับ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ภาพจาก Thai PBS News
ในทางจิตเวช เราเรียกการแสดงอารมณ์ที่สังเกตได้จากสีหน้าและน้ำเสียงว่า affect จากที่ข่าวบรรยาย ท่าทีของเธอช่วงนั้นดูขี้เล่นค่ะ ส่วนตัวเราว่าจุดที่น่าสนใจกว่ารอยยิ้มคือ เธอแซวคนที่กำลังถามเธอ เมื่อกี้เรายังรอฟังว่าคุณบุ๋มจะตอบอะไร พอเธอพูดว่า “พี่ตำรวจดูเขินนะ” เรากลับอยากเห็นว่าตำรวจทำหน้ายังไง คำว่า “พี่” ยังทำให้บทสนทนาที่เป็นทางการฟังเหมือนคนสองคนแซวกันขึ้นมาชั่วครู่ บางคนเลยฟังว่าเธอเป็นกันเอง บางคนก็ได้ยินเป็นการแซวกลับแบบมีเชิง
ลองนึกถึงตอนหัวหน้าเรียกเราไปคุยเรื่องงานที่ส่งผิด พอเปิดประตูเข้าไปเห็นทุกคนนั่งเงียบ เราหลุดปากว่า “เห็นนั่งกันพร้อมหน้าแบบนี้ หนูยิ่งตื่นเต้นเลยค่ะ” แล้วก็ยิ้ม พอมีคนยิ้มตอบ เราอาจหายเกร็งพอที่จะเริ่มเล่าว่าเกิดอะไรขึ้น เรื่องที่ต้องคุยยังจริงจังเหมือนเดิม แต่ตอนเริ่มพูดมันง่ายขึ้นนิดหนึ่ง ถ้ามุกช่วยให้เราผ่อนลงแบบนี้ ก็เป็นตัวอย่างของการกำกับอารมณ์ (emotion regulation) ผ่านอารมณ์ขันค่ะ
ถ้าให้ชั่งน้ำหนักในมุมจิตเวช เราเอนเอียงไปทางว่าคุณบุ๋มอาจใช้มุกเป็นวิธีตั้งหลัก หรือที่เรียกว่า *coping* ค่ะ เพราะในจังหวะที่อีกฝ่ายเป็นคนถาม เธอได้พูดในแบบของตัวเองขึ้นมาหนึ่งประโยค และมีส่วนเปลี่ยนโทนการคุยได้บ้าง สำหรับบางคน แค่นี้ก็ช่วยให้รับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าได้ง่ายขึ้น ส่วนคุณบุ๋มกำลังเกร็งแล้วใช้มุกช่วย หรือแค่เห็นจังหวะแล้วอดแซวไม่ได้ จากที่ข่าวเล่ายังแยกยากค่ะ คนเราอาจขำกับจังหวะตรงหน้าได้จริง ๆ ทั้งที่ยังรู้สึกกดดันกับเรื่องที่กำลังเกิดขึ้น
"พี่ตำรวจดูเขินนะ" ท่าทีของคุณบุ๋มปนัดดา ตอนอ่านหมายจับสื่ออะไรในมุมจิตเวช
บุ๋ม ปนัดดา ในรายงานข่าวเหตุการณ์เจ้าหน้าที่เข้าแสดงหมายค้นและหมายจับ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ภาพจาก Thai PBS News
ในทางจิตเวช เราเรียกการแสดงอารมณ์ที่สังเกตได้จากสีหน้าและน้ำเสียงว่า affect จากที่ข่าวบรรยาย ท่าทีของเธอช่วงนั้นดูขี้เล่นค่ะ ส่วนตัวเราว่าจุดที่น่าสนใจกว่ารอยยิ้มคือ เธอแซวคนที่กำลังถามเธอ เมื่อกี้เรายังรอฟังว่าคุณบุ๋มจะตอบอะไร พอเธอพูดว่า “พี่ตำรวจดูเขินนะ” เรากลับอยากเห็นว่าตำรวจทำหน้ายังไง คำว่า “พี่” ยังทำให้บทสนทนาที่เป็นทางการฟังเหมือนคนสองคนแซวกันขึ้นมาชั่วครู่ บางคนเลยฟังว่าเธอเป็นกันเอง บางคนก็ได้ยินเป็นการแซวกลับแบบมีเชิง
ลองนึกถึงตอนหัวหน้าเรียกเราไปคุยเรื่องงานที่ส่งผิด พอเปิดประตูเข้าไปเห็นทุกคนนั่งเงียบ เราหลุดปากว่า “เห็นนั่งกันพร้อมหน้าแบบนี้ หนูยิ่งตื่นเต้นเลยค่ะ” แล้วก็ยิ้ม พอมีคนยิ้มตอบ เราอาจหายเกร็งพอที่จะเริ่มเล่าว่าเกิดอะไรขึ้น เรื่องที่ต้องคุยยังจริงจังเหมือนเดิม แต่ตอนเริ่มพูดมันง่ายขึ้นนิดหนึ่ง ถ้ามุกช่วยให้เราผ่อนลงแบบนี้ ก็เป็นตัวอย่างของการกำกับอารมณ์ (emotion regulation) ผ่านอารมณ์ขันค่ะ
ถ้าให้ชั่งน้ำหนักในมุมจิตเวช เราเอนเอียงไปทางว่าคุณบุ๋มอาจใช้มุกเป็นวิธีตั้งหลัก หรือที่เรียกว่า *coping* ค่ะ เพราะในจังหวะที่อีกฝ่ายเป็นคนถาม เธอได้พูดในแบบของตัวเองขึ้นมาหนึ่งประโยค และมีส่วนเปลี่ยนโทนการคุยได้บ้าง สำหรับบางคน แค่นี้ก็ช่วยให้รับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าได้ง่ายขึ้น ส่วนคุณบุ๋มกำลังเกร็งแล้วใช้มุกช่วย หรือแค่เห็นจังหวะแล้วอดแซวไม่ได้ จากที่ข่าวเล่ายังแยกยากค่ะ คนเราอาจขำกับจังหวะตรงหน้าได้จริง ๆ ทั้งที่ยังรู้สึกกดดันกับเรื่องที่กำลังเกิดขึ้น