ทุกวันนี้เราได้ยินคำว่าไบโพลาร์กันบ่อยค่ะ บางทีเห็นใครเมื่อเช้ายังอารมณ์ดีอยู่ พอตกบ่ายหงุดหงิด ก็ถูกแซวว่าเป็นไบโพลาร์ ทั้งที่จริงแล้วโรคนี้ไม่ใช่แค่อารมณ์แปรปรวนธรรมดา
ในทางจิตเวช โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) ส่งผลต่อทั้งอารมณ์ พลังงาน การนอน ความคิด และพฤติกรรม โดยอาการจะเกิดเป็นช่วง ๆ ต่อเนื่องหลายวันหรือหลายสัปดาห์ ไม่ใช่แค่อารมณ์ที่เปลี่ยนไปมาตามเหตุการณ์ในแต่ละวันค่ะ

อาการและการรักษา : Thai PBS
ไบโพลาร์ต่างจากอารมณ์แปรปรวนทั่วไป คนทั่วไปอาจอารมณ์ดีในตอนเช้า แต่พอเจอเรื่องเครียดที่ทำงาน รถติด หรือมีใครพูดอะไรไม่ถูกใจ ก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาได้ เป็นเรื่องธรรมดาที่อารมณ์จะเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ และเมื่อเหตุการณ์ผ่านไป อารมณ์ก็มักค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติ
แต่สำหรับโรคไบโพลาร์ ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นแค่อารมณ์เท่านั้น ผู้ป่วยอาจมีพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ นอนน้อยแต่ไม่รู้สึกเหนื่อย พูดเร็ว คิดเร็ว มั่นใจในตัวเองมากขึ้น หรือทำอะไรที่ต่างไปจากนิสัยเดิมอย่างชัดเจน อาการหลายอย่างมักเกิดร่วมกันและต่อเนื่องเป็นช่วง ๆ จนส่งผลต่อการใช้ชีวิต
บางช่วงผู้ป่วยอาจมีอารมณ์และพลังงานสูงผิดปกติ ขณะที่บางช่วงกลับเข้าสู่ภาวะซึมเศร้า แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องสลับจากอารมณ์ดีเป็นเศร้าอยู่ตลอดเวลานะคะ ผู้ป่วยบางคนมีช่วงที่อารมณ์คงที่เป็นเดือนหรือเป็นปีได้เช่นกัน

กราฟแสดงการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์

เปรียบเทียบ Mania กับ Depression ที่มา: Mentalmate
Mania กับ Hypomania ต่างกัน ช่วงที่ผู้ป่วยมีอารมณ์และพลังงานสูงผิดปกติ อาจเป็นภาวะ Mania หรือ Hypomania ซึ่งมีอาการคล้ายกัน แต่ต่างกันที่ความรุนแรงและผลกระทบต่อการใช้ชีวิต
ลองนึกถึงคนที่ปกติเป็นคนเงียบ ๆ ใช้เงินระมัดระวัง แต่จู่ ๆ กลับพูดมากผิดปกติ มีความคิดใหม่ ๆ ตลอดเวลา นอนคืนละสองสามชั่วโมงก็ยังไม่รู้สึกเหนื่อย และมั่นใจในตัวเองมากจนรู้สึกว่าทำอะไรก็สำเร็จไปหมด
ถ้าเป็น Mania อาการอาจรุนแรงจนกระทบชีวิตอย่างมาก บางคนตัดสินใจลาออกจากงาน เอาเงินเก็บไปลงทุนก้อนใหญ่ หรือกู้เงินมาทำธุรกิจทั้งที่ไม่เคยวางแผนมาก่อน ในรายที่รุนแรงอาจมีอาการหลงผิด เช่น เชื่อว่าตัวเองมีพลังพิเศษหรือได้รับภารกิจสำคัญบางอย่าง จนจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
ส่วน Hypomania จะมีอาการคล้ายกันแต่ไม่รุนแรงเท่าค่ะ ผู้ป่วยอาจร่าเริงขึ้น พูดเก่งขึ้น มีไอเดียเต็มหัว ทำงานหลายอย่างพร้อมกัน หรือเข้าสังคมมากกว่าปกติ บางคนดูเหมือนกำลังมีไฟในการทำงาน และยังใช้ชีวิตประจำวันได้โดยไม่ได้เสียการทำงานหรือความสัมพันธ์อย่างรุนแรง คนรอบข้างจึงอาจไม่ทันสังเกตว่านี่เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ผิดไปจากเดิม
อย่างไรก็ตาม Hypomania ก็ไม่ใช่แค่การขยันหรือมีความสุขมากขึ้นตามปกติ และหากมีอาการทางจิต เช่น หลงผิดหรือประสาทหลอนร่วมกับช่วงอารมณ์สูง จะไม่จัดเป็น Hypomania
ตามเกณฑ์ DSM-5-TR ภาวะ Mania โดยทั่วไปต้องมีอาการต่อเนื่องอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ หรือมีความรุนแรงจนจำเป็นต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล ส่วน Hypomania ต้องมีอาการอย่างน้อยสี่วันติดต่อกัน และมีความเปลี่ยนแปลงจากพฤติกรรมปกติอย่างชัดเจน
เรื่องการนอนเป็นอีกอาการหนึ่งที่น่าสังเกตค่ะ ผู้ป่วยในช่วง Mania หรือ Hypomania บางคนอาจนอนเพียงคืนละสองถึงสามชั่วโมงติดต่อกันหลายวัน แต่กลับไม่รู้สึกเหนื่อย ตื่นมาก็ยังมีพลังงานเต็มที่
ภาวะนี้เรียกว่า Decreased Need for Sleep หรือความต้องการนอนลดลง ซึ่งต่างจากอาการนอนไม่หลับทั่วไป (Insomnia) เพราะคนที่นอนไม่หลับมักอยากนอนแต่หลับไม่ได้ และวันรุ่งขึ้นก็มักรู้สึกอ่อนเพลีย
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าคนที่นอนน้อย ทำงานหนัก หรือมีพลังงานมากจะเป็นไบโพลาร์เสมอไปนะคะ แพทย์ต้องดูอาการอื่นร่วมด้วย ทั้งอารมณ์ พฤติกรรม ระยะเวลา และผลกระทบต่อชีวิต
อีกด้านหนึ่งของโรคคือภาวะซึมเศร้า ช่วงซึมเศร้าของโรคไบโพลาร์เรียกว่า Bipolar Depression ซึ่งอาการอาจต่างจากช่วง Mania อย่างมาก
ลองนึกถึงคนที่เคยชอบออกไปเที่ยว พบเพื่อน หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ แต่พอเข้าสู่ช่วงซึมเศร้ากลับไม่อยากออกจากบ้าน ไม่สนใจสิ่งที่เคยชอบ รู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา บางคนไม่มีแรงแม้แต่จะลุกไปอาบน้ำหรือเตรียมอาหารให้ตัวเอง
อาการที่ไม่รู้สึกสนุกกับสิ่งที่เคยชอบเรียกว่า Anhedonia หรือการสูญเสียความรู้สึกเพลิดเพลิน ผู้ป่วยบางคนนอนไม่หลับ บางคนนอนมากกว่าปกติแต่ก็ยังเหนื่อย ไม่มีสมาธิ รู้สึกผิด หรือมองว่าตัวเองไม่มีคุณค่า ในรายที่รุนแรงอาจมีความคิดอยากฆ่าตัวตายได้
เรื่องที่น่าสนใจคือ ผู้ป่วยบางคนมาพบแพทย์เฉพาะช่วงที่มีอาการซึมเศร้า เพราะตอนที่มีพลังงานสูงกลับรู้สึกว่าตัวเองสบายดี ไม่ได้คิดว่าเป็นอาการป่วย ทำให้ในระยะแรกอาจได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า ก่อนที่แพทย์จะพบประวัติ Mania หรือ Hypomania ในภายหลัง
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจิตแพทย์ต้องซักประวัติย้อนหลังอย่างละเอียด ไม่ใช่ดูเพียงอารมณ์ในวันที่ผู้ป่วยมาตรวจเท่านั้น
โรคไบโพลาร์มีหลายชนิด แต่สองชนิดที่พูดถึงกันบ่อยคือ Bipolar I Disorder และ Bipolar II Disorder

ประเภทของโรคไบโพลาร์ ที่มา: โรงพยาบาลวิภาวดี
Bipolar I คือผู้ที่เคยมีภาวะ Mania อย่างน้อยหนึ่งครั้ง โดยอาจมีช่วงซึมเศร้าร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้
ส่วน Bipolar II จะมีภาวะ Hypomania ร่วมกับช่วงซึมเศร้ารุนแรง (Major Depressive Episode) และไม่เคยมีภาวะ Mania
หลายคนอาจเข้าใจว่า Bipolar II เป็นชนิดที่เบากว่า แต่จริง ๆ ไม่เสมอไปค่ะ เพราะแม้ช่วงอารมณ์สูงจะไม่รุนแรงเท่า Bipolar I แต่ช่วงซึมเศร้าอาจเป็นอยู่นานและกระทบการทำงาน ความสัมพันธ์ รวมถึงคุณภาพชีวิตได้มากเช่นกัน
โรคไบโพลาร์เกิดจาก ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดเพียงอย่างเดียวได้ แต่เชื่อว่าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งพันธุกรรม การทำงานของวงจรสมอง และระบบสารสื่อประสาท เช่น Dopamine, Serotonin และ Glutamate
คนที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นไบโพลาร์อาจมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นโรคนี้เสมอไป และในปัจจุบันยังไม่มีการตรวจเลือดหรือการตรวจระดับสารสื่อประสาทที่สามารถยืนยันโรคไบโพลาร์ได้โดยตรง
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์กับนาฬิกาชีวภาพของร่างกาย (Circadian Rhythm) ซึ่งเกี่ยวข้องกับวงจรการนอนและการตื่น ผู้ป่วยบางคนไวต่อการเปลี่ยนแปลงของเวลานอนมากกว่าคนทั่วไป การอดนอน การทำงานเป็นกะ หรือการเปลี่ยนกิจวัตรอย่างกะทันหัน อาจกระตุ้นให้อาการกำเริบได้
นี่จึงเป็นเหตุผลที่แพทย์ให้ความสำคัญกับการนอนหลับอย่างเพียงพอและเป็นเวลา เพราะสำหรับผู้ป่วยไบโพลาร์ การรักษารูปแบบการนอนให้สม่ำเสมอเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลโรค ไม่ใช่แค่เรื่องการพักผ่อนธรรมดา
ปัจจุบันโรคไบโพลาร์สามารถรักษาและควบคุมอาการได้ โดยเป้าหมายไม่ได้มีแค่ทำให้อาการในช่วงที่ป่วยดีขึ้น แต่ยังรวมถึงการป้องกันไม่ให้โรคกลับมากำเริบบ่อย ๆ ด้วย
ยาที่ใช้มีหลายกลุ่ม เช่น ยาควบคุมอารมณ์ (Mood Stabilizers) อย่าง Lithium และ Lamotrigine รวมถึงยากลุ่ม Atypical Antipsychotics เช่น Quetiapine โดยแพทย์จะเลือกใช้ตามชนิดของโรค อาการในแต่ละช่วง และสุขภาพของผู้ป่วย
Lithium เป็นยาที่ใช้กันมานานและมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคกลับเป็นซ้ำ แต่ต้องตรวจติดตามระดับยาในเลือด รวมถึงการทำงานของไตและต่อมไทรอยด์เป็นระยะ
ส่วน Lamotrigine มีบทบาทในการรักษาและป้องกันอาการซึมเศร้าของโรคไบโพลาร์ โดยเฉพาะการป้องกันการกลับเป็นซ้ำ แต่ไม่ได้ใช้รักษา Mania เฉียบพลัน และต้องระวังเรื่องผื่นแพ้ยาที่อาจรุนแรงได้
สำหรับยาต้านเศร้า (Antidepressants) ต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะในผู้ป่วยบางรายอาจกระตุ้นให้เกิด Mania หรือ Hypomania โดยเฉพาะการใช้ยาต้านเศร้าเพียงอย่างเดียวในผู้ป่วย Bipolar I ซึ่งไม่แนะนำ
นอกจากยาแล้ว การทำจิตบำบัด เช่น Cognitive Behavioural Therapy (CBT) การจัดการความเครียด และการรักษากิจวัตรประจำวันให้สม่ำเสมอก็มีส่วนช่วยได้เช่นกัน
สิ่งสำคัญคือไม่ควรหยุดยาเองแม้จะรู้สึกดีขึ้นแล้ว เพราะการที่อาการสงบไม่ได้หมายความว่าโรคหายขาด การหยุดยาอย่างกะทันหันอาจเพิ่มโอกาสที่โรคจะกลับมากำเริบได้
สำหรับครอบครัวหรือคนใกล้ชิด การสังเกตความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เนิ่น ๆ มีประโยชน์มากค่ะ โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยเริ่มนอนน้อยลงผิดปกติ พูดเร็วขึ้น ใช้เงินมากขึ้น หรือมีพฤติกรรมต่างไปจากเดิมอย่างชัดเจน
การพูดคุยด้วยความเข้าใจและชวนไปพบแพทย์มักช่วยได้มากกว่าการตำหนิ ส่วนในช่วงที่ผู้ป่วยมีอาการซึมเศร้า บางครั้งการรับฟังและอยู่เป็นเพื่อนก็มีความหมายมากกว่าการบอกให้คิดบวกหรือเข้มแข็งขึ้น เพราะอาการซึมเศร้าไม่ใช่สิ่งที่จะหายไปได้เพียงเพราะมีคนบอกให้สู้ ๆ
อย่างไรก็ตาม มีอาการบางอย่างที่ไม่ควรรอดูเอง โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยมีภาวะ Mania รุนแรงจนควบคุมพฤติกรรมไม่ได้ มีอาการทางจิต (Psychosis) เช่น ได้ยินเสียงที่คนอื่นไม่ได้ยินหรือมีความเชื่อหลงผิด รวมถึงมีความคิดหรือแผนฆ่าตัวตาย
อีกภาวะหนึ่งที่ควรรู้จักคือ Mixed Features ซึ่งหมายถึงการมีอาการของขั้วอารมณ์ตรงข้ามเกิดร่วมกันในช่วงเดียวกัน เช่น ผู้ป่วยอาจรู้สึกเศร้าและสิ้นหวัง แต่ขณะเดียวกันกลับกระวนกระวาย คิดเร็ว และมีพลังงานเพิ่มขึ้นผิดปกติ ในบางรายอาจมีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตัวเองสูงขึ้น จึงควรได้รับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว
หากผู้ป่วยพูดถึงการฆ่าตัวตาย มีแผนทำร้ายตัวเอง หรือมีพฤติกรรมที่เป็นอันตราย ไม่ควรมองว่าเป็นเพียงการเรียกร้องความสนใจ ควรรีบขอความช่วยเหลือจากบุคลากรทางการแพทย์ หากมีอันตรายเฉียบพลันให้โทร 1669 ระหว่างรอความช่วยเหลือควรอยู่เป็นเพื่อนเมื่อทำได้อย่างปลอดภัย และลดการเข้าถึงสิ่งของที่อาจใช้ทำร้ายตัวเอง ส่วนผู้ที่ต้องการคำปรึกษาด้านสุขภาพจิตสามารถติดต่อสายด่วน 1323 ได้

เช็กลิสต์ 8 สัญญาณ ที่มา: โรงพยาบาลมนารมย์
สิ่งที่อยากฝากไว้เกี่ยวกับโรคนี้
ส่วนตัวมองว่าโรคไบโพลาร์เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของความซับซ้อนของสมองมนุษย์ เพราะบางครั้งสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นความขยัน ความมั่นใจ หรือความกระตือรือร้น อาจเป็นส่วนหนึ่งของอาการป่วย หากเกิดขึ้นมากผิดปกติและมีอาการอื่นร่วมด้วย
ขณะเดียวกัน คนที่ดูเงียบลง หมดแรง หรือไม่สนใจอะไรเลย ก็อาจกำลังเผชิญกับภาวะซึมเศร้าที่หนักกว่าที่คนรอบข้างมองเห็น
เราไม่ควรตัดสินว่าใครเป็นไบโพลาร์เพียงเพราะเขาอารมณ์เปลี่ยนง่าย หรือมีพฤติกรรมแปลกไปจากเดิมไม่กี่วัน เพราะโรคนี้มีเกณฑ์การวินิจฉัยทางการแพทย์ที่ชัดเจน และต้องอาศัยการประเมินอย่างละเอียด
ที่สำคัญ ผู้ป่วยไบโพลาร์ไม่ได้มีอาการอยู่ตลอดเวลา หลายคนมีช่วงที่อารมณ์คงที่ (Euthymia) สามารถทำงาน เรียนหนังสือ มีครอบครัว และใช้ชีวิตได้ตามปกติ การรักษาอย่างต่อเนื่องช่วยลดโอกาสที่โรคจะกลับมากำเริบ และทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้
สุดท้ายแล้ว การเข้าใจโรคไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมรับทุกพฤติกรรมของผู้ป่วย แต่หมายถึงการแยกให้ออกระหว่างตัวตนของคนคนหนึ่งกับอาการเจ็บป่วยที่เขากำลังเผชิญอยู่
เพราะคนที่เป็นไบโพลาร์ก็ยังเป็นคนคนเดิม เพียงแต่ในบางช่วงการทำงานของสมองและการควบคุมอารมณ์อาจเปลี่ยนไปจากปกติ และเมื่อได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เขาก็มีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคงและมีความสุขเช่นเดียวกับคนอื่นค่ะ
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากจิตแพทย์ได้
โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) ไม่ใช่แค่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แต่เป็นความผิดปกติที่เปลี่ยนทั้งอารมณ์ ความคิด และการใช้ชีวิต
ในทางจิตเวช โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) ส่งผลต่อทั้งอารมณ์ พลังงาน การนอน ความคิด และพฤติกรรม โดยอาการจะเกิดเป็นช่วง ๆ ต่อเนื่องหลายวันหรือหลายสัปดาห์ ไม่ใช่แค่อารมณ์ที่เปลี่ยนไปมาตามเหตุการณ์ในแต่ละวันค่ะ
อาการและการรักษา : Thai PBS
ไบโพลาร์ต่างจากอารมณ์แปรปรวนทั่วไป คนทั่วไปอาจอารมณ์ดีในตอนเช้า แต่พอเจอเรื่องเครียดที่ทำงาน รถติด หรือมีใครพูดอะไรไม่ถูกใจ ก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาได้ เป็นเรื่องธรรมดาที่อารมณ์จะเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ และเมื่อเหตุการณ์ผ่านไป อารมณ์ก็มักค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติ
กราฟแสดงการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์
เปรียบเทียบ Mania กับ Depression ที่มา: Mentalmate
Mania กับ Hypomania ต่างกัน ช่วงที่ผู้ป่วยมีอารมณ์และพลังงานสูงผิดปกติ อาจเป็นภาวะ Mania หรือ Hypomania ซึ่งมีอาการคล้ายกัน แต่ต่างกันที่ความรุนแรงและผลกระทบต่อการใช้ชีวิต
ตามเกณฑ์ DSM-5-TR ภาวะ Mania โดยทั่วไปต้องมีอาการต่อเนื่องอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ หรือมีความรุนแรงจนจำเป็นต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล ส่วน Hypomania ต้องมีอาการอย่างน้อยสี่วันติดต่อกัน และมีความเปลี่ยนแปลงจากพฤติกรรมปกติอย่างชัดเจน
เรื่องการนอนเป็นอีกอาการหนึ่งที่น่าสังเกตค่ะ ผู้ป่วยในช่วง Mania หรือ Hypomania บางคนอาจนอนเพียงคืนละสองถึงสามชั่วโมงติดต่อกันหลายวัน แต่กลับไม่รู้สึกเหนื่อย ตื่นมาก็ยังมีพลังงานเต็มที่
ภาวะนี้เรียกว่า Decreased Need for Sleep หรือความต้องการนอนลดลง ซึ่งต่างจากอาการนอนไม่หลับทั่วไป (Insomnia) เพราะคนที่นอนไม่หลับมักอยากนอนแต่หลับไม่ได้ และวันรุ่งขึ้นก็มักรู้สึกอ่อนเพลีย
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าคนที่นอนน้อย ทำงานหนัก หรือมีพลังงานมากจะเป็นไบโพลาร์เสมอไปนะคะ แพทย์ต้องดูอาการอื่นร่วมด้วย ทั้งอารมณ์ พฤติกรรม ระยะเวลา และผลกระทบต่อชีวิต
อีกด้านหนึ่งของโรคคือภาวะซึมเศร้า ช่วงซึมเศร้าของโรคไบโพลาร์เรียกว่า Bipolar Depression ซึ่งอาการอาจต่างจากช่วง Mania อย่างมาก
ลองนึกถึงคนที่เคยชอบออกไปเที่ยว พบเพื่อน หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ แต่พอเข้าสู่ช่วงซึมเศร้ากลับไม่อยากออกจากบ้าน ไม่สนใจสิ่งที่เคยชอบ รู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา บางคนไม่มีแรงแม้แต่จะลุกไปอาบน้ำหรือเตรียมอาหารให้ตัวเอง
อาการที่ไม่รู้สึกสนุกกับสิ่งที่เคยชอบเรียกว่า Anhedonia หรือการสูญเสียความรู้สึกเพลิดเพลิน ผู้ป่วยบางคนนอนไม่หลับ บางคนนอนมากกว่าปกติแต่ก็ยังเหนื่อย ไม่มีสมาธิ รู้สึกผิด หรือมองว่าตัวเองไม่มีคุณค่า ในรายที่รุนแรงอาจมีความคิดอยากฆ่าตัวตายได้
เรื่องที่น่าสนใจคือ ผู้ป่วยบางคนมาพบแพทย์เฉพาะช่วงที่มีอาการซึมเศร้า เพราะตอนที่มีพลังงานสูงกลับรู้สึกว่าตัวเองสบายดี ไม่ได้คิดว่าเป็นอาการป่วย ทำให้ในระยะแรกอาจได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า ก่อนที่แพทย์จะพบประวัติ Mania หรือ Hypomania ในภายหลัง
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจิตแพทย์ต้องซักประวัติย้อนหลังอย่างละเอียด ไม่ใช่ดูเพียงอารมณ์ในวันที่ผู้ป่วยมาตรวจเท่านั้น
โรคไบโพลาร์มีหลายชนิด แต่สองชนิดที่พูดถึงกันบ่อยคือ Bipolar I Disorder และ Bipolar II Disorder
ประเภทของโรคไบโพลาร์ ที่มา: โรงพยาบาลวิภาวดี
Bipolar I คือผู้ที่เคยมีภาวะ Mania อย่างน้อยหนึ่งครั้ง โดยอาจมีช่วงซึมเศร้าร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้
ส่วน Bipolar II จะมีภาวะ Hypomania ร่วมกับช่วงซึมเศร้ารุนแรง (Major Depressive Episode) และไม่เคยมีภาวะ Mania
หลายคนอาจเข้าใจว่า Bipolar II เป็นชนิดที่เบากว่า แต่จริง ๆ ไม่เสมอไปค่ะ เพราะแม้ช่วงอารมณ์สูงจะไม่รุนแรงเท่า Bipolar I แต่ช่วงซึมเศร้าอาจเป็นอยู่นานและกระทบการทำงาน ความสัมพันธ์ รวมถึงคุณภาพชีวิตได้มากเช่นกัน
โรคไบโพลาร์เกิดจาก ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดเพียงอย่างเดียวได้ แต่เชื่อว่าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งพันธุกรรม การทำงานของวงจรสมอง และระบบสารสื่อประสาท เช่น Dopamine, Serotonin และ Glutamate
คนที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นไบโพลาร์อาจมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นโรคนี้เสมอไป และในปัจจุบันยังไม่มีการตรวจเลือดหรือการตรวจระดับสารสื่อประสาทที่สามารถยืนยันโรคไบโพลาร์ได้โดยตรง
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์กับนาฬิกาชีวภาพของร่างกาย (Circadian Rhythm) ซึ่งเกี่ยวข้องกับวงจรการนอนและการตื่น ผู้ป่วยบางคนไวต่อการเปลี่ยนแปลงของเวลานอนมากกว่าคนทั่วไป การอดนอน การทำงานเป็นกะ หรือการเปลี่ยนกิจวัตรอย่างกะทันหัน อาจกระตุ้นให้อาการกำเริบได้
นี่จึงเป็นเหตุผลที่แพทย์ให้ความสำคัญกับการนอนหลับอย่างเพียงพอและเป็นเวลา เพราะสำหรับผู้ป่วยไบโพลาร์ การรักษารูปแบบการนอนให้สม่ำเสมอเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลโรค ไม่ใช่แค่เรื่องการพักผ่อนธรรมดา
ปัจจุบันโรคไบโพลาร์สามารถรักษาและควบคุมอาการได้ โดยเป้าหมายไม่ได้มีแค่ทำให้อาการในช่วงที่ป่วยดีขึ้น แต่ยังรวมถึงการป้องกันไม่ให้โรคกลับมากำเริบบ่อย ๆ ด้วย
ยาที่ใช้มีหลายกลุ่ม เช่น ยาควบคุมอารมณ์ (Mood Stabilizers) อย่าง Lithium และ Lamotrigine รวมถึงยากลุ่ม Atypical Antipsychotics เช่น Quetiapine โดยแพทย์จะเลือกใช้ตามชนิดของโรค อาการในแต่ละช่วง และสุขภาพของผู้ป่วย
Lithium เป็นยาที่ใช้กันมานานและมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคกลับเป็นซ้ำ แต่ต้องตรวจติดตามระดับยาในเลือด รวมถึงการทำงานของไตและต่อมไทรอยด์เป็นระยะ
ส่วน Lamotrigine มีบทบาทในการรักษาและป้องกันอาการซึมเศร้าของโรคไบโพลาร์ โดยเฉพาะการป้องกันการกลับเป็นซ้ำ แต่ไม่ได้ใช้รักษา Mania เฉียบพลัน และต้องระวังเรื่องผื่นแพ้ยาที่อาจรุนแรงได้
สำหรับยาต้านเศร้า (Antidepressants) ต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะในผู้ป่วยบางรายอาจกระตุ้นให้เกิด Mania หรือ Hypomania โดยเฉพาะการใช้ยาต้านเศร้าเพียงอย่างเดียวในผู้ป่วย Bipolar I ซึ่งไม่แนะนำ
นอกจากยาแล้ว การทำจิตบำบัด เช่น Cognitive Behavioural Therapy (CBT) การจัดการความเครียด และการรักษากิจวัตรประจำวันให้สม่ำเสมอก็มีส่วนช่วยได้เช่นกัน
สิ่งสำคัญคือไม่ควรหยุดยาเองแม้จะรู้สึกดีขึ้นแล้ว เพราะการที่อาการสงบไม่ได้หมายความว่าโรคหายขาด การหยุดยาอย่างกะทันหันอาจเพิ่มโอกาสที่โรคจะกลับมากำเริบได้
สำหรับครอบครัวหรือคนใกล้ชิด การสังเกตความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เนิ่น ๆ มีประโยชน์มากค่ะ โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยเริ่มนอนน้อยลงผิดปกติ พูดเร็วขึ้น ใช้เงินมากขึ้น หรือมีพฤติกรรมต่างไปจากเดิมอย่างชัดเจน
การพูดคุยด้วยความเข้าใจและชวนไปพบแพทย์มักช่วยได้มากกว่าการตำหนิ ส่วนในช่วงที่ผู้ป่วยมีอาการซึมเศร้า บางครั้งการรับฟังและอยู่เป็นเพื่อนก็มีความหมายมากกว่าการบอกให้คิดบวกหรือเข้มแข็งขึ้น เพราะอาการซึมเศร้าไม่ใช่สิ่งที่จะหายไปได้เพียงเพราะมีคนบอกให้สู้ ๆ
อย่างไรก็ตาม มีอาการบางอย่างที่ไม่ควรรอดูเอง โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยมีภาวะ Mania รุนแรงจนควบคุมพฤติกรรมไม่ได้ มีอาการทางจิต (Psychosis) เช่น ได้ยินเสียงที่คนอื่นไม่ได้ยินหรือมีความเชื่อหลงผิด รวมถึงมีความคิดหรือแผนฆ่าตัวตาย
อีกภาวะหนึ่งที่ควรรู้จักคือ Mixed Features ซึ่งหมายถึงการมีอาการของขั้วอารมณ์ตรงข้ามเกิดร่วมกันในช่วงเดียวกัน เช่น ผู้ป่วยอาจรู้สึกเศร้าและสิ้นหวัง แต่ขณะเดียวกันกลับกระวนกระวาย คิดเร็ว และมีพลังงานเพิ่มขึ้นผิดปกติ ในบางรายอาจมีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตัวเองสูงขึ้น จึงควรได้รับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว
หากผู้ป่วยพูดถึงการฆ่าตัวตาย มีแผนทำร้ายตัวเอง หรือมีพฤติกรรมที่เป็นอันตราย ไม่ควรมองว่าเป็นเพียงการเรียกร้องความสนใจ ควรรีบขอความช่วยเหลือจากบุคลากรทางการแพทย์ หากมีอันตรายเฉียบพลันให้โทร 1669 ระหว่างรอความช่วยเหลือควรอยู่เป็นเพื่อนเมื่อทำได้อย่างปลอดภัย และลดการเข้าถึงสิ่งของที่อาจใช้ทำร้ายตัวเอง ส่วนผู้ที่ต้องการคำปรึกษาด้านสุขภาพจิตสามารถติดต่อสายด่วน 1323 ได้
เช็กลิสต์ 8 สัญญาณ ที่มา: โรงพยาบาลมนารมย์
สิ่งที่อยากฝากไว้เกี่ยวกับโรคนี้
ส่วนตัวมองว่าโรคไบโพลาร์เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของความซับซ้อนของสมองมนุษย์ เพราะบางครั้งสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นความขยัน ความมั่นใจ หรือความกระตือรือร้น อาจเป็นส่วนหนึ่งของอาการป่วย หากเกิดขึ้นมากผิดปกติและมีอาการอื่นร่วมด้วย
ขณะเดียวกัน คนที่ดูเงียบลง หมดแรง หรือไม่สนใจอะไรเลย ก็อาจกำลังเผชิญกับภาวะซึมเศร้าที่หนักกว่าที่คนรอบข้างมองเห็น
เราไม่ควรตัดสินว่าใครเป็นไบโพลาร์เพียงเพราะเขาอารมณ์เปลี่ยนง่าย หรือมีพฤติกรรมแปลกไปจากเดิมไม่กี่วัน เพราะโรคนี้มีเกณฑ์การวินิจฉัยทางการแพทย์ที่ชัดเจน และต้องอาศัยการประเมินอย่างละเอียด
ที่สำคัญ ผู้ป่วยไบโพลาร์ไม่ได้มีอาการอยู่ตลอดเวลา หลายคนมีช่วงที่อารมณ์คงที่ (Euthymia) สามารถทำงาน เรียนหนังสือ มีครอบครัว และใช้ชีวิตได้ตามปกติ การรักษาอย่างต่อเนื่องช่วยลดโอกาสที่โรคจะกลับมากำเริบ และทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้
สุดท้ายแล้ว การเข้าใจโรคไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมรับทุกพฤติกรรมของผู้ป่วย แต่หมายถึงการแยกให้ออกระหว่างตัวตนของคนคนหนึ่งกับอาการเจ็บป่วยที่เขากำลังเผชิญอยู่
เพราะคนที่เป็นไบโพลาร์ก็ยังเป็นคนคนเดิม เพียงแต่ในบางช่วงการทำงานของสมองและการควบคุมอารมณ์อาจเปลี่ยนไปจากปกติ และเมื่อได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เขาก็มีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคงและมีความสุขเช่นเดียวกับคนอื่นค่ะ
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากจิตแพทย์ได้