ต้อนรับพฤศจิกายนด้วยอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานฉบับ 2 วันกับอีก 1 คืน


          "ปลายฝนแถมต้นหนาว คือช่วงเวลาที่เหมาะแก่การออกไปเดินเที่ยวที่ไหนซักแห่ง" ผมบอกกับตัวเองพลันหันไปมองปฏิทินสีขาวขนาด 20 ซม. ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน "ว่างพอดี" ผมพยักหน้าเบาๆก่อนเก็บเอกสารที่กองพะเนินอยู่ข้างตัว
          ช่วงสุดท้ายของตุลาคมคือมรสุมลูกใหญ่ ที่พัดพาความวุ่นวายสร้างความอลหม่านให้งานของผมอยู่พอสมควร ต่อให้ผ่านพ้นมาแล้ว กองซากแห่งความหมองหม่นก็ยังกัดกินข้างในตลอดเวลา หนทางเดียวที่จะเยียวยาเรื่องนี้ คือการผละออกมาจากที่ประจำที่ผมคุ้นชิน
          แทบทุกครั้ง หมุดหมายที่ผมชื่นชอบมักเป็น 'ป่าเขา' การเหม่อมองไปเจอสีเขียวผนวกกับลมแผ่วเบาช่วยให้จิตใจสงบลงแบบไม่รู้ตัว ว่าแล้วก็ชี้นิ้วจิ้มไปที่เพชรบุรี ปลายทางคือ 'อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน'

          บ้านผมอยู่ระยอง ห่างจากหมุดหมายประมาณ 350 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5 ชั่วโมง ข้างล่างป็นข้อมูลค่าใช้จ่ายหลักของผมในทริปนี้ เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆครับ
          ผมใช้ BYD ATTO 3 EXTENED ระยะทางที่วิ่งได้เมื่อชาร์จไฟเต็มอยู่ที่ 480 กิโลเมตร
          ขาไป (ระยอง => แก่งกระจาน)
          1. ชาร์จแบตเต็มแถวพัทยา จาก 70% => 100% ค่าชาร์จ 190 บาท (วิ่งต่อถึงอุทยานโดยไม่ชาร์จเลย เหลือระยะวิ่งประมาณ 80 กิโลเมตร)
          2. ชาร์จแบตครั้งแรกที่ชะอำ จาก 3% => 80% ค่าชาร์จ 314 บาท
          3. ค่าเข้าอุทยาน 60 บาท / ค่ารถ 30 บาท => รวม 90 บาทต่อวัน ผมเข้า 2 วัน เท่ากับ 180 บาท
          4. ค่าห้องพัก 350 บาท / คืน
          ขากลับ (แก่งกระจาน => ระยอง)
          1. ชาร์จแบตที่ชะอำ จาก 40% => 100% ค่าชาร์จ 264 บาท
          2. ค่าทางด่วน ผมไม่มั่นใจ ตีกลมๆที่ 500 บาทครับ (ไป-กลับ)
          รวมค่าใช้จ่ายหลัก ประมาณ 1,798 บาทครับ (ไม่รวมค่าอาหารนะครับ)

          รูปทั้งหมดใช้กล้องโทรศัพท์จาก XIAOMI 17 ULTRA แบบไม่มีแต่งรูปเพิ่มเติม

          วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน 2569

          ผมออกเดินทางช่วงสายแก่ของวัน ผ่านถนนเส้นพระราม 2 ที่ขับง่ายกว่าเดิม ก่อนจะเข้าเส้นเพชรเกษมทะลุจากสมุทรสงครามเข้าสู่เพชรบุรีในช่วงเกือบๆบ่าย 3 โมง ตอนนี้ฝนเริ่มเทลงมาแบบเบาบาง
          ส่วนตัวแล้วผมแทบไม่เคยวางแผนการเที่ยวเลย อาศัยว่าไปก่อนค่อยว่ากันทีหลัง ผมใช้เวลานับชั่วโมงในการขับรถไปยังอุทยาน ผ่านทุ่งนาสีเขียวที่รอบข้างเต็มไปด้วยฝูงวัวน้อยใหญ่กำลังเล็มหญ้า แต่หารู้ไม่ว่าหายนะกำลังมาเยือน
          ผมจอดรถที่หน้าป้อม จ่ายค่าเข้าอุทยาน สอบถามรายละเอียดเพื่อเพิ่มความเข้าใจในการเดินทาง ก่อนจะออกรถไปตามถนนลาดยางสีเทาหม่นไม่ต่างไปจากเมฆก้อนใหญ่ที่ลอยอยู่บนหัว ก้มมองนาฬิกา 16.05 น.
          ไม่รู้อะไรสะกิดใจ ผมหันไปมองแบตเตอรี่ที่คงเหลือ ตัวเลขบนหน้าปัดแจ้งว่าผมเหลือระยะทางแค่ 88 กิโลเมตรเท่านั้นในการขับรอบนี้ ผมรีบเช็คมือถือหาโลเคชั่นจุดชาร์จแทบทันที แย่เลย! จุดที่เรียกว่าใกล้สุดห่างจากตรงนี้ออกไปที่ 55 กิโลเมตร! ผมหันหัวออกจากอุทยานแก่งกระจานโดยไม่รีรอ
          ถนนที่นำทางออกไปจากที่นี่ บางจุดกำลังปรับปรุง บางจุดยังเป็นดินแดงตลอดเส้น บางแห่งไม่มีไฟ กอปรกับฝนที่กระหน่ำลงมาแบบฟ้ารั่ว คนต่างถิ่นแบบผมเรียกว่าทุลักทุเลมากกว่าจะออกไปถึงเส้นทางหลักแบบปลอดภัย
          ด้วยความอ่อนล้าจากการขับรถ รวมไปถึงฝนห่าใหญ่ที่กระหน่ำลงมาอย่างต่อเนื่องไม่หยุด "เจอที่พักที่ไหนจะนอนที่นั่น" ผมบอกตัวเองแบบนั้น ว่าแล้วก็ได้ห้องพักราคาย่อมเยาที่ 350 บาท หลับเป็นตายเลยทีเดียว


*** เรื่องที่ควรรู้ก่อนไป 1 ***
          1. แถวอุทยานไม่มีปั๊มน้ำมันหรือจุดชาร์จแบต ต้องออกไปที่เส้นหลักเท่านั้น ระยะทางห่างกันประมาณ 50-60 กิโลเมตร
          2. ด้านในอุทยานไม่มีสัญญาณเน็ท ผมใช้ TRUE ครับ
          3. เราสามารถเข้าอุทยานได้เช้าสุดก่อนตี 5 ครับ สำหรับคนที่อยากไปชมทะเลหมอกที่เขาพะเนินทุ่ง
          4. จากหน้าด่านจนถึงจุดกางเต็นท์ 'บ้านกร่าง' ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร
          5. รถ 4WD เท่านั้นที่สามารถขับขึ้นไปชมทะเลหมอกที่เขาพะเนินทุ่งได้
          6. ค่าบริการเหมารถของอุทยานอยู่ที่ 1,800 บาท / คัน (กรณีไม่มีรถไปเอง)

          วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2569

          ผมออกจากห้องพักช่วงตี 5 นิดหน่อย และใช้เวลาเดินทางแบบงกๆเงิ่นๆกลับไปอุทยานเป็นคำรบที่ 2 แม้ฝนจะหยุดตก แต่มันก็ยังยากต่อการขับรถอยู่ดี ราวหกโมง ผมกลับมาเหยียบที่หน้าด่านอีกครั้ง สิ่งที่ทำให้น้ำตาตก คือรถที่จะเดินทางไปชมหมอกหมดไปเรียบร้อยแล้ว
          อากาศเย็น เย็นแบบเย็นจริงๆ เราสามารถปิดแอร์เปิดหน้าต่างรับลมพร้อมฟังเสียงนกเจื้อยแจ้วไปตลอดทางได้เลย วันนี้นักท่องเที่ยวค่อนข้างน้อย มีรถประปรายสวนลงมาไม่กี่คัน

          ส่วนตัว ผมว่ามันให้ความรู้สึกไม่ต่างจากเขาใหญ่ เพียงแต่ไม่มีจุดพักชมวิวให้เท่านั้นเอง ผมมาถึง 'แคมป์บ้านกร่าง' ช่วงยังไม่ 7 โมงดี บรรยากาศยังเป็นสีเทาๆโอบล้อมไปด้วยสายหมอก ผมพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลด้านในเพื่อหาข้อมูลการท่องเที่ยวที่นี่อีกครั้ง เอาให้ทุกคนเห็นภาพแบบนี้ดีกว่า
          1. เป็นการขับรถขึ้นไปบนเขา ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร ไม่มีทางแยก ไม่มีจุดพักอื่น มีแค่จุดกางเต็นท์ขนาดครึ่งสามฟุตบอล ข้างบนมีจุดบริการนักท่องเที่ยว มีร้านค้าคอยบริการ มีห้องน้ำห้องท่าพร้อม
          2. มีจุดสำรวจเว้นทางธรรมชาติอยู่ 2 จุด จุดแรกระยะทางรวม 1 กิโลเมตร จุดที่สองระยะทางรวม 4 กิโลเมตร แต่แนะนำให้เตรียมชุดเดินป่ามาให้พร้อมครับ ทางค่อนข้างแคบ กว้างแค่ไม่ถึงเมตรเลย
          3. แคมป์บ้านกร่าง เป็นจุดรอยต่อให้ขึ้นไปชมทะเลหมอกที่จุดชมวิว 'เขาพะเนินทุ่ง' โดยมีเงื่อนไขเพียงข้อเดียวคือรถที่ใช้ต้องเป็น 4WD เท่านั้น หากนำรถขับเคลื่อน 2 ล้อไป จะไปไกลสุดได้แค่จุดที่เป็นลำธาร ทางขึ้นก็ค่อนข้างแคบ สวนกันลำบากหน่อย




          สัตว์ที่สามารถพบเจอได้บริเวณนนี้ เป็นค่างแว่นกับนกที่พบได้บ่อย ผมเจอนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มใหญ่เหมารถมาถ่ายรูป เห็นแล้วก็มีความสุขไปด้วย อากาศกำลังสบาย ไม่ถึงขั้นหนาวครับ ใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้นได้เลย
          ฝนที่ตกเมื่อคืน ทำให้พื้นที่โดยรอบชุ่มฉ่ำ น้ำค้างบนยอดหญ้าสะท้อนแสงวิบวับจนอดที่จะเก็บภาพกลับมาไม่ได้ ผมเดินวนไปมา เพื่อซึมซับบรรยากาศที่หาไม่เจอจากที่ทำงาน



          เจ้าหน้าที่แจ้งเพิ่มเติมว่าผมสามารถเดินชมเส้นทางธรรมชาติอีก 2 จุดได้ แต่ขอให้แสงอาทิตย์สาดส่องมากกว่านี้หน่อย ผมลงทะเบียนทิ้งไว้ ก่อนจะเดินไปสำรวจเส้นทาง จุดแรก เดินข้ามลำธารเล็กๆไปทางซ้ายมือ ระยะทางรวม 1 กิโลเมตร จุดที่สอง อยู่บริเวณทางขึ้นไปเขาพะเนินทุ่ง เส้นทางนี้ไกลกว่า ระยะทางรวมอยู่ที่ประมาณ 4 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่บอกอีกว่าอาจจะเจอสัตว์ป่าตามข้างทาง ให้ระวังตัวหน่อย
          ผมยังเข็ดกับช้างที่ภูกระดึงหนึ่ง สองคือทางเข้าค่อนข้างแคบ มีหญ้าขึ้นรกและสูงเกินกว่าจะมองเห็นสภาพแวดล้อมโดยรอบ ผมมีแค่กางเกงขาสั้นติดตัว รอบนี้เลยต้องขอบาย ก่อนจะอาศัยเดินเตาะแตะเล่นน้ำตกไปตามประสาคนแก่ผู้เดินทางคนเดียว






          ผมยังคงเฝ้ารอใครซักคนที่เดินทางเข้ามาเพิ่มเติม หากขอติดรถไปได้ ผมจะคอมพลีทกับเควสท์ 'เขาพะเนินทุ่ง' ทันที จนแล้วจนรอด ไม่มีใครปรากฏตัวออกมาให้ผมเห็นเลย ว่าแล้วทะเลหมอกที่ใฝ่ฝันคงจบลงแต่เพียงเท่านี้แล
          จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานหน่วย กจ.4 มีสถานที่ให้เดินเที่ยวอยู่เพียงเท่านี้จริงๆ ถ้าตัดเส้นทางสำรวจธรรมชาติกับจุดชมวิวเขาพะเนินทุ่งที่เพิ่งเปิดให้บริการ เราแทบไม่มีที่ไหนให้ไปอีกเลย





แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่