ทำไมการตรวจภายในจึงสำคัญ แม้ในวันที่เรายังรู้สึกว่าร่างกายปกติดี
โรคทางนรีเวชไม่ได้ส่งสัญญาณดังตั้งแต่วันแรกเสมอไป ความผิดปกติบางอย่างอาจเริ่มจากอาการเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกัน
เช่น ประจำเดือนเปลี่ยนไป ตกขาวผิดปกติ ปวดท้องน้อยเป็น ๆ หาย ๆ หรือมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์
ขณะที่บางภาวะอาจแทบไม่มีอาการในระยะแรก การพบแพทย์จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียง “หามะเร็ง”
แต่เป็นการช่วยแยกสาเหตุของอาการและประเมินอวัยวะหลายส่วนในอุ้งเชิงกราน
บริเวณอุ้งเชิงกรานมีทั้งมดลูก ปากมดลูก รังไข่ ช่องคลอด กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ และเนื้อเยื่อรอบ ๆ
อาการปวดท้องน้อยจึงไม่ได้มีคำตอบเดียว การซักประวัติร่วมกับการตรวจร่างกาย การตรวจภายใน และการตรวจเพิ่มเติม
เช่น อัลตราซาวด์ ช่วยให้แพทย์ค่อย ๆ แยกความเป็นไปได้ออกจากกันได้ตรงจุดมากขึ้น
วันนี้พี่หมอฝั่งธน..จะมาให้ความรู้
ก้าวข้ามความกลัว “การตรวจภายใน 
การตรวจภายในกับการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่
ไม่ใช่เรื่องเดียวกันทั้งหมด การตรวจภายในเป็นการตรวจทางคลินิกเพื่อประเมินอวัยวะในอุ้งเชิงกราน
ส่วนการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นการตรวจในคนที่ยังไม่มีอาการ เพื่อค้นหาความเสี่ยงหรือความผิดปกติก่อนเกิดโรครุนแรง
ปัจจุบันวิธีที่ใช้ในการคัดกรอง ได้แก่ การตรวจหาเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูง การตรวจเซลล์ปากมดลูก
และในบางบริบทอาจใช้วิธีร่วมกัน การเลือกวิธีจึงควรดูอายุ ประวัติ ผลตรวจเดิม และปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน
5 สัญญาณที่ไม่ควรรอถึงรอบตรวจประจำปี
คำว่า “ตรวจคัดกรอง” ใช้กับคนที่ยังไม่มีอาการ แต่ถ้ามีอาการผิดปกติแล้ว เรากำลังพูดถึงการตรวจเพื่อหาสาเหตุ
ไม่ควรรอให้ถึงอายุที่กำหนดหรือรอรอบคัดกรองครั้งถัดไป โดยเฉพาะเมื่อมีอาการใหม่ เปลี่ยนจากเดิม หรือเป็นต่อเนื่อง
-เลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ เช่น เลือดออกระหว่างรอบเดือน ประจำเดือนมากหรือยาวกว่าปกติ
เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือมีเลือดออกหลังหมดประจำเดือน
-ตกขาวเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เช่น ปริมาณเพิ่มขึ้น สีหรือกลิ่นเปลี่ยน มีเลือดปน หรือมีอาการคัน แสบ ระคายเคืองร่วมด้วย
-ปวดท้องน้อยหรือปวดอุ้งเชิงกราน โดยเฉพาะอาการปวดที่รุนแรง เป็นซ้ำบ่อย ปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือรบกวนชีวิตประจำวัน
-พบผื่น แผล ตุ่ม ติ่งเนื้อ หรือความผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศภายนอก รวมถึงอาการคันหรือแสบรุนแรงที่ไม่ดีขึ้น
-รู้สึกว่าท้องน้อยโตขึ้น คลำได้ก้อน แน่นท้อง หรือมีอาการกดเบียดที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
อาการเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งเสมอไป หลายภาวะเกิดจากการติดเชื้อ ฮอร์โมน ถุงน้ำ เนื้องอกชนิดไม่ร้าย
หรือสาเหตุอื่นที่รักษาได้ แต่การเดาจากอาการเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เสียเวลา
การตรวจโดยแพทย์ช่วยให้รู้ว่าควรติดตาม รักษา หรือตรวจเพิ่มเติมอย่างไร
อายุเท่าไรควรเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ข้อมูลไทยปัจจุบันต่างจากความเข้าใจเดิมอย่างไรแนวทางการตรวจคัดกรองมะเร็งทางนรีเวชของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ฉบับอนุมัติปี 2568
สรุปคำแนะนำสำหรับสตรีไทยว่าเริ่มคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่อายุ 25 ปี โดยการตรวจหาเชื้อ HPV
กลุ่มความเสี่ยงสูงเป็นวิธีที่แนะนำมากกว่า และหากผลปกติสามารถตรวจซ้ำตามช่วงเวลาที่แนวทางกำหนด
แนวทางดังกล่าวระบุว่า high-risk HPV testing สามารถตรวจทุก 5 ปี, co-testing หรือการตรวจ HPV ร่วมกับเซลล์วิทยาทุก 5 ปี
และหากใช้การตรวจเซลล์วิทยาเพียงอย่างเดียวสามารถตรวจทุก 2 ปีในบริบทของแนวทางไทย
การหยุดตรวจหลังอายุ 65 ปีต้องพิจารณาว่ามีผลตรวจปกติอย่างเพียงพอในช่วงก่อนหน้าและไม่มีปัจจัยที่ต้องติดตามต่อ
สำหรับโครงการคัดกรองระดับประเทศของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กลุ่มเป้าหมาย HPV DNA Test อยู่ที่สตรีไทยอายุ 30-60 ปี
ซึ่งเป็นเกณฑ์ของโครงการบริการสาธารณสุข ไม่ควรนำไปตีความว่าอายุต่ำกว่า 30 ปี “ห้ามตรวจ” หรือ “ไม่ต้องประเมิน”
เพราะแนวทางทางคลินิกและการดูแลรายบุคคลอาจแตกต่างกัน
ถ้ามีอาการผิดปกติ ต้องรออายุ 25 ปีก่อนหรือไม่ไม่ต้องรอ เกณฑ์อายุใช้กับ “การคัดกรอง” ในคนที่ไม่มีอาการ หากมีเลือดออกผิดปกติ
ปวดท้องน้อย ตกขาวผิดปกติ คลำได้ก้อน หรือมีอาการอื่นที่น่ากังวล ควรพบสูตินรีแพทย์เพื่อประเมินตามอาการ
ไม่ว่าจะอายุเท่าใด แพทย์จะเลือกวิธีตรวจที่เหมาะกับประวัติ อายุ การมีเพศสัมพันธ์ และความสบายใจของผู้รับการตรวจ
ตรวจภายในทำอะไรบ้าง รู้ขั้นตอนก่อนช่วยลดความกลัวได้จริงหลายคนกลัวเพราะไม่รู้ว่าในห้องตรวจจะเกิดอะไรขึ้น ความจริงคือขั้นตอนสามารถอธิบายก่อนเริ่มได้
และผู้รับการตรวจมีสิทธิถาม ขอให้ช้าลง หรือแจ้งเมื่อรู้สึกเจ็บหรือไม่สบายตัว การตรวจไม่ได้มีขั้นตอนเดียวตายตัว
แพทย์จะเลือกเฉพาะสิ่งที่จำเป็นตามเหตุผลที่มาพบ
-เริ่มจากการคุย ไม่ได้เริ่มจากเครื่องมือ
แพทย์มักเริ่มจากประวัติ เช่น รอบเดือน วันแรกของประจำเดือนครั้งล่าสุด อาการที่กังวล
ยาที่ใช้ ประวัติการตั้งครรภ์ การคุมกำเนิด การผ่าตัด ผล Pap หรือ HPV เดิม รวมถึงประวัติทางเพศเท่าที่จำเป็นต่อการรักษา
หากมีเรื่องใดที่กังวล เช่น ไม่เคยตรวจมาก่อน กลัวเจ็บ หรือเคยมีประสบการณ์ไม่ดี
ควรบอกตั้งแต่ต้น เพราะข้อมูลนี้ช่วยให้ทีมดูแลปรับวิธีตรวจได้
-ตรวจอวัยวะเพศภายนอก
แพทย์อาจตรวจดูผิวหนัง ผื่น แผล ก้อน หรือลักษณะที่ผิดปกติบริเวณภายนอก
ขั้นตอนนี้ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือสอดเข้าไปในช่องคลอด
-การตรวจด้วย Speculum
หากจำเป็น แพทย์จะใช้ speculum ขนาดที่เหมาะสมเปิดผนังช่องคลอดอย่างนุ่มนวลเพื่อมองเห็นช่องคลอดและปากมดลูก
ขั้นตอนนี้อาจรู้สึกตึงหรืออึดอัด แต่ไม่ควรต้องทนความเจ็บรุนแรง หากเจ็บควรบอกทันที
เพื่อให้แพทย์หยุด ปรับท่า เปลี่ยนขนาดเครื่องมือ หรือพิจารณาวิธีอื่น
-การเก็บตัวอย่างเซลล์หรือ HPV
หากถึงรอบคัดกรองหรือมีข้อบ่งชี้ แพทย์อาจเก็บเซลล์บริเวณปากมดลูกเพื่อตรวจทางเซลล์วิทยา
หรือเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจหาเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูง ปัจจุบันแนวทางไทยยังรองรับการเก็บตัวอย่าง HPV
ด้วยตนเองในผู้ที่ไม่สะดวกมาตรวจคัดกรองกับบุคลากรทางสาธารณสุข
ซึ่งเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยลดอุปสรรคของผู้ที่กังวลกับการตรวจแบบใช้ speculum อย่างไรก็ตาม
หากมีอาการผิดปกติหรือผลตรวจเป็นบวก อาจยังจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม
-การตรวจคลำสองมือและการตรวจเพิ่มเติม
แพทย์อาจตรวจคลำเพื่อประเมินมดลูกและบริเวณข้างเคียง หากมีอาการปวด เลือดออกผิดปกติ หรือสงสัยก้อน
อาจพิจารณาอัลตราซาวด์ทางหน้าท้องหรือทางช่องคลอดตามความเหมาะสม
การตรวจอัลตราซาวด์ไม่ใช่สิ่งเดียวกับ Pap test หรือ HPV test แต่เป็นเครื่องมือที่ตอบคำถามคนละแบบ
Pap Smear, Liquid-Based Cytology, HPV Test และ Co-testing ต่างกันอย่างไร
ชื่อการตรวจหลายชื่อทำให้คนรู้สึกว่าต้องเลือก “วิธีที่ดีที่สุด” เพียงหนึ่งอย่าง แต่ในทางปฏิบัติ
สิ่งที่ดีที่สุดคือวิธีที่เหมาะกับอายุ ความเสี่ยง และแนวทางที่ใช้อยู่ Pap smear แบบดั้งเดิมและ liquid-based cytology
ต่างเป็นการดูความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก ส่วน HPV test มองหาเชื้อ HPV
กลุ่มความเสี่ยงสูงที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งปากมดลูก
แนวทางไทยปัจจุบันให้ความสำคัญกับ high-risk HPV testing มากขึ้น
และระบุว่าเป็นวิธีที่แนะนำมากกว่าสำหรับการคัดกรองในช่วงอายุที่เหมาะสม ส่วน co-testing คือการตรวจ HPV ร่วมกับเซลล์วิทยา
ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจำเป็นต้องตรวจสองอย่างพร้อมกันทุกครั้ง
การเลือกวิธีควรพิจารณาร่วมกับแพทย์และผลตรวจที่ผ่านมา
-ฉีดวัคซีน HPV แล้ว ยังต้องคัดกรองหรือไม่
ยังควรคัดกรองตามแนวทาง วัคซีน HPV ช่วยลดความเสี่ยงจากเชื้อ HPV สายพันธุ์สำคัญได้มาก
แต่ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงเป็นศูนย์ แนวทางของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยจึงระบุว่าผู้ที่ได้รับวัคซีน HPV
แล้วควรได้รับการตรวจคัดกรองเช่นเดียวกับคนทั่วไป
เตรียมตัวอย่างไรให้วันตรวจภายในสบายขึ้น
การเตรียมตัวที่ดีไม่ได้มีไว้เพื่อให้ “สอบผ่าน” การตรวจ แต่ช่วยให้ขั้นตอนง่ายขึ้นและทำให้เรารู้สึกควบคุมสถานการณ์ได้มากขึ้น
ก่อนวันนัด หากเป็นการตรวจคัดกรองที่ต้องเก็บตัวอย่างจากปากมดลูก ควรสอบถามสถานพยาบาลว่ามีข้อแนะนำเรื่องช่วงประจำเดือน
การมีเพศสัมพันธ์ ยาเหน็บ หรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในช่องคลอดอย่างไร เพราะรายละเอียดอาจต่างกันตามชนิดการตรวจ
-จดวันแรกของประจำเดือนครั้งล่าสุดและลักษณะรอบเดือนคร่าว ๆ
-เตรียมรายชื่อยา โรคประจำตัว ประวัติแพ้ยา และผลตรวจ Pap/HPV เดิมถ้ามี
-หากไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ เคยเจ็บจากการตรวจ หรือมีความกังวลเป็นพิเศษ ให้แจ้งแพทย์ก่อนเริ่มตรวจ
-ปัสสาวะก่อนตรวจหากไม่ได้รับคำสั่งให้กลั้นปัสสาวะเพื่ออัลตราซาวด์ทางหน้าท้อง
-ระหว่างตรวจให้หายใจช้า ๆ ผ่อนกล้ามเนื้อหน้าท้องและสะโพก และบอกแพทย์ทันทีหากรู้สึกเจ็บ
ถ้ากลัวมาก คุยกับแพทย์อย่างไรได้บ้างบางคนไม่ได้กลัวความเจ็บอย่างเดียว แต่กลัวความเปราะบางของสถานการณ์ กลัวเสียความเป็นส่วนตัว
หรือมีประสบการณ์ในอดีตที่ทำให้การตรวจลักษณะนี้ยากกว่าคนทั่วไป เรื่องเหล่านี้ควรถูกนำมาพิจารณาในการดูแล
ไม่ใช่ถูกมองว่าเป็นความเรื่องมาก
ก่อนตรวจสามารถบอกได้ตรง ๆ ว่า “กังวลมากและอยากให้บอกก่อนทุกขั้นตอน” หรือ “ถ้าเจ็บขอให้หยุดก่อน”
สามารถถามว่าใช้ speculum ขนาดเล็กได้หรือไม่ ขอเวลาปรับท่า หรือถามว่าขั้นตอนไหนจำเป็นสำหรับอาการของเรา
การสื่อสารแบบนี้ทำให้ผู้รับการตรวจมีส่วนร่วมและช่วยให้แพทย์วางแผนการตรวจให้เหมาะกับแต่ละคนมากขึ้น
ความรู้เพิ่มเติม
https://www.thonburihospital.com/
ก้าวข้ามความกลัว “การตรวจภายใน”