สวัสดีครับชาวขาเชียร์อากาศหนาวทุกท่าน ช่วงเวลาลุ้นหวยประจำปีเหมือนจะเวียนมาถึงอีกครั้งจนได้ และแน่นอนในช่วงปลายฝนต้นหนาวของยุคสมัยใหม่ ก็คงไม่วายร้อนมันตับแลบกันตามระเบียบหากจะไม่มีฝนพรำๆมาบังแดดเปรี้ยงๆเหนือหัว ชวนให้ตั้งคำถามมันอีกละว่าตกลงปีนี้มันจะมีโอกาสหนาวให้มั่งมั้ย(วะ)เนี่ย
ด้วยว่าปีนี้เป็นปีแห่งอภิมหา El Niño ที่ไม่ว่าใคร หรือสิ่งใดที่จะได้พิจารณาตามหน้าเสื่อทื่อๆก็คงได้แต่ส่ายศีรษะ และสยบยอมแกมทำใจว่าสงสัยมันท่าจะหวังได้ริบหรี่แล้วสินะ
ถึงกระนั้น หลังจากที่พิจารณาลักษณะปัจจัยอย่างถ้วนถี่แล้ว ปีนี้กลับให้ความรู้สึกว่ามันอาจจะน่าสนใจกว่าการที่จะเป็นแค่ปี อภิมหา El Niño เท่านั้น
[ท่านที่สนใจว่ารายละเอียดน่าจะเป็นอย่างไร ได้โปรดพิจารณาตามที่จะได้เขียนต่อไปนี้ได้เลยครับ ส่วนท่านที่ใจร้อนกว่านั้น เลื่อนไปอ่านด้านล่างที่ผมจะคาดหมายลักษณะอากาศหนาวฤดูกาลนี้ไว้อย่างคร่าวๆได้เช่นกันครับ]
ก่อนอื่นเช่นทุกครั้ง ลองดูที่ลักษณะน้ำทะเลก่อน แน่นอนว่าจากตามรูป บริเวณกลางแปซิฟิก ลากไปจนสุดซีกตะวันออกสุดนั้นย่อมร้อนกว่าปกติ แถมเป็นลักษณะร้อนแบบคลาสสิค El Niño ที่ส่วนร้อนสุดอยู่ที่ปลายสุดด้านทิศตะวันออก เพราะงั้นในแง่ของกลไกการเข้าคู่ (Coupling mechanism) ของลักษณะน้ำทะเล และชั้นบรรยากาศ ปีนี้จึงไม่ได้แปลกแตกต่างจากปีมหา El Niño คลาสสิคอย่างปี 2525, 2540 หรือแม้แต่ปี ล่าสุดอย่าง 2558 เท่าไหร่นัก (แม้ปี 2558 จะไม่เน้นด้านตะวันออกเท่า) ไอ้ที่ต่างกันจริงๆ เห็นจะเป็นแค่ความแรง (intensity) ของปีนี้ที่ปัจจุบันค่า Nino 3,4 ที่เป็นดัชนีหลักไว้สำหรับบอกความแรงจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่ต่างจากค่าปกติ บริเวณกลางแปซิฟิก ที่ตอนนี้ก็เล่นไประดับแตะๆ 3,0 องศาเซลเซียสเข้าไปแล้ว และคาดว่าช่วงพีคคงไปสุดที่ 3 กว่าๆโน่นล่ะครับ เห็นเลขแค่นี้คงยังไม่เห็นภาพ แต่ให้นึกตามคือ ปกติ เกิน 1,5 ถึง 2 นี่ก็เข้าเกณฑ์ กำลังแรงมากแล้ว (ของปี 2566 ที่ผ่านมาก็เหลื่อมๆอยู่แถวนั้น) พวกปี 25, 40, 58 นี่ช่วงพีค 2 กว่าๆกันถ้วนหน้าก็เรียกกันว่าเป็นระดับมหา El Niño กันแล้ว แต่ของปีนี้ยังเหลือให้บูสต์กันอีก 2 เดือน และน้ำร้อนฝั่งตะวันออกใต้สมุทรนี่อุ่นกันสุดๆบางที่จะไปแตะ 4-5 องศา ก็นึกภาพตามกันได้เลยครับว่ามันจะเป็น El Niño กำลังแรงกันได้ขนาดไหน?
คำถามที่สำคัญจึงตามมา แล้วตกลงไอ้ที่เรียกๆกันว่า El Niño นี่มันส่งผลยังไงกันแน่(ฟระ) เห็นใครๆก็พูดๆกัน
ก่อนอื่นเลยบริเวณเส้นศูนย์สูตร ตำแหน่งที่อากาศยกตัวมากๆช่วง El Niño ก็ย่อมต้องเยื้องไปทางบริเวณน้ำทะเลร้อนกว่าปกติ คือ ซีกตะวันออกของแปซิฟิก เพราะงั้นปีนี้ อินโดนิเซีย จะแล้งกว่าปรกติในขณะที่ เปรูจะฝนมากกว่าปกติ ค่อนข้างเป็นผลที่ตรงไปตรงมามากที่สุดของมัน
วงจรวอล์กเกอร์แสดงให้เห็นว่าอากาศยกตัวเหนือฝั่งตะวันออกของแปซิฟิกมากกว่าปกติ
แต่เมื่อพิจารณาถึงลักษณะของการแยกออก และลู่เข้าของอากาศที่ชั้นบนของชั้นบรรยากาศเหนือบริเวณอื่นนอกเส้นศูนย์สูตรแล้ว ก็จะทำให้เห็นภาพชัดขึ้นไปอีกว่านอกจากวงจรอากาศตามเส้นรุ้งแล้ว มันยังมีแนวตามเส้นแวงไปสู่บริเวณเหนือใต้ของเส้นศูนย์สูตรด้วย
ซึ่งจากภาพล่างที่เป็นลักษณะความแยกออก(divergence)ที่ชั้นบรรยากาศด้านบน จะเห็นได้ว่าแปซิฟิกฝั่งตะวันตกลากตั้งแต่ญี่ปุ่นจนออสเตรเลีย อากาศมีลักษณะลู่เข้ากว่าปกติมาก ซึ่งก็หมายถึงทั่วบริเวณสีส้มแดงนี้ลักษณะของอากาศจะยกตัวที่ชั้นบรรยากาศด้านล่างได้ยากกว่าปรกติ และแถมจะเห็นบล็อคบริเวณฟิลิปปินส์อีก ซึ่งก็เป็นอีกตัวการสำคัญที่ปีนี้พายุมันไม่มาหาเราเท่าไหร่เลย เจอยันไว้และหมุนไปหาไต้หวัน ญี่ปุ่นเสียหมด เป็นลักษณะทั่วไปอีกประการของปี El Niño
บริเวณสีส้มคืออากาศชั้นบนลู่เข้ามากกว่าปกติ สีเขียวคือแยกออกมากกว่าปกติ เพราะงั้นเมื่ออากาศด้านบนลู่เข้าหากันมากๆก็จะพุ่งลงกดไม่ให้อากาศยกตัวเท่าไหร่นั่นเอง
เมื่อล่วงเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวที่ความกดอากาศสูงจากไซบีเรียเริ่มเข้าที่ ไอ้เจ้าบริเณที่อากาศกดลงสู่พื้นมากกว่าปกติในแนวเส้นรุ้งที่ 120-130 ตะวันออก ก็แทบจะทำหน้าที่เหมือนเป็นไกด์พาอากาศหนาวที่ควรจะแผ่หาบ้านเรามั่งให้ตกทะเลกันตามระเบียบเสียส่วนใหญ่(โฮ+ฮา) เพราะงั้นตามปกติเมื่อเข้าสู่กลาง El Niño เต็มตัวราวมกราฯ น้ำทะเลฝั่งตะวันตกของแปซิฟิกจะค่อนข้างเย็นลงกว่าปกติโดยปริยาย ในขณะที่แนวลาดอุณหภูมิของผิวน้ำทะเลจะค่อนข้างแบนไม่ค่อยเอียง เป็นเหตุให้ ลมกรดกึ่งเขตร้อนแทนที่จะเชิดหัวขึ้นแถวไต้หวันไปญี่ปุ่น ลากขึ้นหาช่องแคบแบริง กลับพุ่งมันไปทิศตะวันออกตรงๆ ยิ่งผสมโรงให้เวลาลมหนาวมันแผ่มาต่อให้แรงต่อให้แรงแค่ไหน มันก็จะมีลมร้อนจากแปซิฟิกเข้ามาตัดอีกจนได้ (โฮคำรบ 2)
เพราะงั้นลักษณะที่แท้จริงของปี El Niño ยิ่งแบบคลาสสิคเช่นปีนี้คือ
ลมหนาวจะไม่ค่อยแผ่หา และต่อให้แผ่มาปกติก็ชอบตกทะเล
พื้นหลังของปี El Niño จึงร้อนกันตามมาตรฐาน
[ผมเคยเขียนถึง ENSO ไว้ยาวพอสมควรก่อนหน้า ท่านใดสนใจลองอ่านเพิ่มเติมได้จากลิงก์นี้
https://pantip.com/topic/43857163/comment6]
อ้าวแล้วถ้ายังงั้น มันจะยังมีอะไรให้ลุ้นอีกละ(วะ)???
แน่นอนว่าถ้าโดยส่วนใหญ่ทุกปี ปี El Niño มันน่าจะร้อนกว่าปกติแน่ๆ แต่กระนั้นมันก็ยังมีปี El Niño พิเศษบางปีที่หักปากกาเซียน แล้วมีลักษณะจำเพาะที่น่าสนใจ
ท่านใดที่เคยอ่านกระทู้นี่ของผมเมื่อนานมาแล้วน่าจะจำได้ว่าปี 2482 เป็นปีที่เรียกได้ว่าปีที่หนาวที่สุดในรอบ 150 ปีได้เลย เพราะทั้งหนาวยาว และช่วงพีคก็แรง ที่น่าสนใจกว่านั้น คือ ปีนั้นค่า ENSO ก็ราวๆ 1,0 คือเป็น El Niño กำลังปานกลางด้วย หาใช่ปี La Niña
ลิงก์กระทู้ที่กล่าวถึง
https://pantip.com/topic/39584128
อีกปีที่มีความประหลาดเช่นกันก็เป็นปี 2530 ปีนั้น ENSO ก็ 1 กว่าๆกำลังปานกลาง เดือนธันวาฯปีนั้นคือมาพิมพ์เดียวกับของปี 2482 เดี๊ยะ คือ ความกดอากาศสูงเดือนธันวาฯกำลังแรงอย่างเหลือเชื่อ และมาหลายระลอกต่อเนื่องแทบไม่ขาด
โปรดสังเกตค่าเฉลี่ยความกดอากาศสูงที่เชียงรายปีนั้น มันซัดไป 1018 กว่าตลอดทั้งเดือนซึ่งสูงอย่างน่าเหลือเชื่อ
[อนึ่ง ความจริงปี 2525 ก็เป็นอีกปีที่เป็นปีมหา El Niño แต่อากาศกลับหนาวผิดปกติ แต่ของปีนั้นได้ผลจากการระเบิดของภูเขาไฟ El Chichón เพราะงั้นจึงเอามาเทียบยากเนื่องจากลักษณะของชั้นบรรยากาศตอนบน รวมถึงการสะท้อนแสงของเมฆคนละเรื่องกับปีปกติจะหนาวกว่าปรกติก็ไม่ได้แปลกอะไรนักถึงจะเป็นปี El niño ก็ตามที]
ทางสองแพร่งของฤดูหนาว 2569-2570
ด้วยว่าปีนี้เป็นปีแห่งอภิมหา El Niño ที่ไม่ว่าใคร หรือสิ่งใดที่จะได้พิจารณาตามหน้าเสื่อทื่อๆก็คงได้แต่ส่ายศีรษะ และสยบยอมแกมทำใจว่าสงสัยมันท่าจะหวังได้ริบหรี่แล้วสินะ
ถึงกระนั้น หลังจากที่พิจารณาลักษณะปัจจัยอย่างถ้วนถี่แล้ว ปีนี้กลับให้ความรู้สึกว่ามันอาจจะน่าสนใจกว่าการที่จะเป็นแค่ปี อภิมหา El Niño เท่านั้น
[ท่านที่สนใจว่ารายละเอียดน่าจะเป็นอย่างไร ได้โปรดพิจารณาตามที่จะได้เขียนต่อไปนี้ได้เลยครับ ส่วนท่านที่ใจร้อนกว่านั้น เลื่อนไปอ่านด้านล่างที่ผมจะคาดหมายลักษณะอากาศหนาวฤดูกาลนี้ไว้อย่างคร่าวๆได้เช่นกันครับ]
ก่อนอื่นเช่นทุกครั้ง ลองดูที่ลักษณะน้ำทะเลก่อน แน่นอนว่าจากตามรูป บริเวณกลางแปซิฟิก ลากไปจนสุดซีกตะวันออกสุดนั้นย่อมร้อนกว่าปกติ แถมเป็นลักษณะร้อนแบบคลาสสิค El Niño ที่ส่วนร้อนสุดอยู่ที่ปลายสุดด้านทิศตะวันออก เพราะงั้นในแง่ของกลไกการเข้าคู่ (Coupling mechanism) ของลักษณะน้ำทะเล และชั้นบรรยากาศ ปีนี้จึงไม่ได้แปลกแตกต่างจากปีมหา El Niño คลาสสิคอย่างปี 2525, 2540 หรือแม้แต่ปี ล่าสุดอย่าง 2558 เท่าไหร่นัก (แม้ปี 2558 จะไม่เน้นด้านตะวันออกเท่า) ไอ้ที่ต่างกันจริงๆ เห็นจะเป็นแค่ความแรง (intensity) ของปีนี้ที่ปัจจุบันค่า Nino 3,4 ที่เป็นดัชนีหลักไว้สำหรับบอกความแรงจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่ต่างจากค่าปกติ บริเวณกลางแปซิฟิก ที่ตอนนี้ก็เล่นไประดับแตะๆ 3,0 องศาเซลเซียสเข้าไปแล้ว และคาดว่าช่วงพีคคงไปสุดที่ 3 กว่าๆโน่นล่ะครับ เห็นเลขแค่นี้คงยังไม่เห็นภาพ แต่ให้นึกตามคือ ปกติ เกิน 1,5 ถึง 2 นี่ก็เข้าเกณฑ์ กำลังแรงมากแล้ว (ของปี 2566 ที่ผ่านมาก็เหลื่อมๆอยู่แถวนั้น) พวกปี 25, 40, 58 นี่ช่วงพีค 2 กว่าๆกันถ้วนหน้าก็เรียกกันว่าเป็นระดับมหา El Niño กันแล้ว แต่ของปีนี้ยังเหลือให้บูสต์กันอีก 2 เดือน และน้ำร้อนฝั่งตะวันออกใต้สมุทรนี่อุ่นกันสุดๆบางที่จะไปแตะ 4-5 องศา ก็นึกภาพตามกันได้เลยครับว่ามันจะเป็น El Niño กำลังแรงกันได้ขนาดไหน?
คำถามที่สำคัญจึงตามมา แล้วตกลงไอ้ที่เรียกๆกันว่า El Niño นี่มันส่งผลยังไงกันแน่(ฟระ) เห็นใครๆก็พูดๆกัน
ก่อนอื่นเลยบริเวณเส้นศูนย์สูตร ตำแหน่งที่อากาศยกตัวมากๆช่วง El Niño ก็ย่อมต้องเยื้องไปทางบริเวณน้ำทะเลร้อนกว่าปกติ คือ ซีกตะวันออกของแปซิฟิก เพราะงั้นปีนี้ อินโดนิเซีย จะแล้งกว่าปรกติในขณะที่ เปรูจะฝนมากกว่าปกติ ค่อนข้างเป็นผลที่ตรงไปตรงมามากที่สุดของมัน
วงจรวอล์กเกอร์แสดงให้เห็นว่าอากาศยกตัวเหนือฝั่งตะวันออกของแปซิฟิกมากกว่าปกติ
แต่เมื่อพิจารณาถึงลักษณะของการแยกออก และลู่เข้าของอากาศที่ชั้นบนของชั้นบรรยากาศเหนือบริเวณอื่นนอกเส้นศูนย์สูตรแล้ว ก็จะทำให้เห็นภาพชัดขึ้นไปอีกว่านอกจากวงจรอากาศตามเส้นรุ้งแล้ว มันยังมีแนวตามเส้นแวงไปสู่บริเวณเหนือใต้ของเส้นศูนย์สูตรด้วย
ซึ่งจากภาพล่างที่เป็นลักษณะความแยกออก(divergence)ที่ชั้นบรรยากาศด้านบน จะเห็นได้ว่าแปซิฟิกฝั่งตะวันตกลากตั้งแต่ญี่ปุ่นจนออสเตรเลีย อากาศมีลักษณะลู่เข้ากว่าปกติมาก ซึ่งก็หมายถึงทั่วบริเวณสีส้มแดงนี้ลักษณะของอากาศจะยกตัวที่ชั้นบรรยากาศด้านล่างได้ยากกว่าปรกติ และแถมจะเห็นบล็อคบริเวณฟิลิปปินส์อีก ซึ่งก็เป็นอีกตัวการสำคัญที่ปีนี้พายุมันไม่มาหาเราเท่าไหร่เลย เจอยันไว้และหมุนไปหาไต้หวัน ญี่ปุ่นเสียหมด เป็นลักษณะทั่วไปอีกประการของปี El Niño
บริเวณสีส้มคืออากาศชั้นบนลู่เข้ามากกว่าปกติ สีเขียวคือแยกออกมากกว่าปกติ เพราะงั้นเมื่ออากาศด้านบนลู่เข้าหากันมากๆก็จะพุ่งลงกดไม่ให้อากาศยกตัวเท่าไหร่นั่นเอง
เมื่อล่วงเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวที่ความกดอากาศสูงจากไซบีเรียเริ่มเข้าที่ ไอ้เจ้าบริเณที่อากาศกดลงสู่พื้นมากกว่าปกติในแนวเส้นรุ้งที่ 120-130 ตะวันออก ก็แทบจะทำหน้าที่เหมือนเป็นไกด์พาอากาศหนาวที่ควรจะแผ่หาบ้านเรามั่งให้ตกทะเลกันตามระเบียบเสียส่วนใหญ่(โฮ+ฮา) เพราะงั้นตามปกติเมื่อเข้าสู่กลาง El Niño เต็มตัวราวมกราฯ น้ำทะเลฝั่งตะวันตกของแปซิฟิกจะค่อนข้างเย็นลงกว่าปกติโดยปริยาย ในขณะที่แนวลาดอุณหภูมิของผิวน้ำทะเลจะค่อนข้างแบนไม่ค่อยเอียง เป็นเหตุให้ ลมกรดกึ่งเขตร้อนแทนที่จะเชิดหัวขึ้นแถวไต้หวันไปญี่ปุ่น ลากขึ้นหาช่องแคบแบริง กลับพุ่งมันไปทิศตะวันออกตรงๆ ยิ่งผสมโรงให้เวลาลมหนาวมันแผ่มาต่อให้แรงต่อให้แรงแค่ไหน มันก็จะมีลมร้อนจากแปซิฟิกเข้ามาตัดอีกจนได้ (โฮคำรบ 2)
เพราะงั้นลักษณะที่แท้จริงของปี El Niño ยิ่งแบบคลาสสิคเช่นปีนี้คือ
ลมหนาวจะไม่ค่อยแผ่หา และต่อให้แผ่มาปกติก็ชอบตกทะเล
พื้นหลังของปี El Niño จึงร้อนกันตามมาตรฐาน
[ผมเคยเขียนถึง ENSO ไว้ยาวพอสมควรก่อนหน้า ท่านใดสนใจลองอ่านเพิ่มเติมได้จากลิงก์นี้
https://pantip.com/topic/43857163/comment6]
อ้าวแล้วถ้ายังงั้น มันจะยังมีอะไรให้ลุ้นอีกละ(วะ)???
แน่นอนว่าถ้าโดยส่วนใหญ่ทุกปี ปี El Niño มันน่าจะร้อนกว่าปกติแน่ๆ แต่กระนั้นมันก็ยังมีปี El Niño พิเศษบางปีที่หักปากกาเซียน แล้วมีลักษณะจำเพาะที่น่าสนใจ
ท่านใดที่เคยอ่านกระทู้นี่ของผมเมื่อนานมาแล้วน่าจะจำได้ว่าปี 2482 เป็นปีที่เรียกได้ว่าปีที่หนาวที่สุดในรอบ 150 ปีได้เลย เพราะทั้งหนาวยาว และช่วงพีคก็แรง ที่น่าสนใจกว่านั้น คือ ปีนั้นค่า ENSO ก็ราวๆ 1,0 คือเป็น El Niño กำลังปานกลางด้วย หาใช่ปี La Niña
ลิงก์กระทู้ที่กล่าวถึง
https://pantip.com/topic/39584128
อีกปีที่มีความประหลาดเช่นกันก็เป็นปี 2530 ปีนั้น ENSO ก็ 1 กว่าๆกำลังปานกลาง เดือนธันวาฯปีนั้นคือมาพิมพ์เดียวกับของปี 2482 เดี๊ยะ คือ ความกดอากาศสูงเดือนธันวาฯกำลังแรงอย่างเหลือเชื่อ และมาหลายระลอกต่อเนื่องแทบไม่ขาด
โปรดสังเกตค่าเฉลี่ยความกดอากาศสูงที่เชียงรายปีนั้น มันซัดไป 1018 กว่าตลอดทั้งเดือนซึ่งสูงอย่างน่าเหลือเชื่อ
[อนึ่ง ความจริงปี 2525 ก็เป็นอีกปีที่เป็นปีมหา El Niño แต่อากาศกลับหนาวผิดปกติ แต่ของปีนั้นได้ผลจากการระเบิดของภูเขาไฟ El Chichón เพราะงั้นจึงเอามาเทียบยากเนื่องจากลักษณะของชั้นบรรยากาศตอนบน รวมถึงการสะท้อนแสงของเมฆคนละเรื่องกับปีปกติจะหนาวกว่าปรกติก็ไม่ได้แปลกอะไรนักถึงจะเป็นปี El niño ก็ตามที]