‘สงครามรัสเซีย-ยูเครน’ คร่าชีวิต ‘โลมา-วาฬ’ ในทะเลดำนับแสนตัว เสียงโซนาร์ สารพิษ คราบน้ำมัน ทำลายประสาท ระบบนิเวศพังทลาย ใช้เวลาฟื้นฟู 50 ปี
.
“สงครามรัสเซีย-ยูเครน” ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี และยังไม่มีท่าทีว่าจะจบ นอกจากจะสร้างความเสียหายทางทรัพย์สิน โครงสร้างพื้นฐาน และชีวิตของประชาชนแล้ว ยังก่อให้เกิดมหันตภัยทางสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกับ “ทะเลดำ” ด้วยการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศทางทะเลที่มีความเฉพาะตัว และทำลายสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลลึกจนกลายเป็นเหยื่อบริสุทธิ์ของความขัดแย้ง
.
ก่อนเกิดสงคราม จำนวน “โลมา” ในทะเลดำ มีประมาณ 500,000 ตัว ซึ่งลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ที่มีประมาณ 2 ล้านตัว แต่เมื่อเกิดการรุกรานของรัสเซียในปี 2022 นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่ามีโลมาและสัตว์ตระกูลวาฬตายไปแล้วมากกว่า 120,000 ตัว หรือคิดเป็น 25% ของประชากรวาฬและโลมาทั้งหมดในทะเลดำ
.
เฉพาะในปี 2022 เพียงปีเดียว มีโลมาต้องสังเวยชีวิตให้กับสงครามครั้งนี้ไปแล้วราว 50,000 ตัว โดยมีรายงานว่า มีการพบซากโลมาตายมากถึง 22 ตัว ตลอดแนวชายฝั่งยาว 25 กิโลเมตรของอุทยานแห่งชาติตุซลี ลากูนส์ ภายในวันเดียวเท่านั้น
.
โลมาใช้ “การระบุตำแหน่งวัตถุจากเสียงสะท้อน” ในการนำทาง สื่อสาร และล่าเหยื่อ แต่สัญญาณโซนาร์ความเข้มสูง รวมถึงเสียงระเบิดและการยิงขีปนาวุธ รบกวนและทำลายประสาทการรับฟังของโลมา ทำให้พวกมันสูญเสียความสามารถในการรับรู้ทิศทางและไม่สามารถหาอาหารได้ และเข้าสู่ภาวะอดอาหารและน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว
.
เมื่อร่างกายขาดอาหาร โลมาจะเริ่มดึงไขมันหนาใต้ผิวหนังมาใช้เป็นพลังงานชดเชย ทว่าชั้นไขมันเหล่านั้นได้สะสมสารพิษ มลพิษจากน้ำเสีย โลหะหนัก ยาปฏิชีวนะ และไมโครพลาสติกเอาไว้ การสลายไขมันจึงปลดปล่อยสารพิษเข้าสู่กระแสเลือด ก่อให้เกิดภาวะพิษในตัวเองและทำลายระบบภูมิคุ้มกัน จนโลมาป่วยและเสียชีวิตด้วยการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรงจากไวรัสมอร์บิลลิในที่สุด
.
การสูญเสียโลมาในทะเลดำส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ “ห่วงโซ่อาหารทางทะเล” เนื่องจากโลมาจัดเป็นผู้ล่าสูงสุด และเป็นสิ่งมีชีวิตดัชนีชี้วัดสุขภาพของระบบนิเวศทางทะเล เมื่อสัตว์ผู้ล่าระดับบนสุดลดลงอย่างกะทันหัน ความสมดุลของสิ่งมีชีวิตในทะเลดำได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ทันที
.
นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าอาจต้องใช้เวลานานถึง 30-50 ปี ในการฟื้นฟูประชากรโลมาและสัตว์ตระกูลวาฬให้กลับมาใกล้เคียงระดับปรกติ โดยผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องกันว่า การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การขจัดมลพิษ เป็นก้าวสำคัญในการทวงคืนความยุติธรรมให้กับทะเลดำและโลมาเหล่านี้
.
.
อ่านต่อ:
https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/environment/1258984
.
.
#กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจSustain
🐋🐬☠️ ‘สงครามรัสเซีย-ยูเครน’ คร่าชีวิต ‘โลมา-วาฬ’ ในทะเลดำนับแสนตัว
.
“สงครามรัสเซีย-ยูเครน” ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี และยังไม่มีท่าทีว่าจะจบ นอกจากจะสร้างความเสียหายทางทรัพย์สิน โครงสร้างพื้นฐาน และชีวิตของประชาชนแล้ว ยังก่อให้เกิดมหันตภัยทางสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกับ “ทะเลดำ” ด้วยการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศทางทะเลที่มีความเฉพาะตัว และทำลายสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลลึกจนกลายเป็นเหยื่อบริสุทธิ์ของความขัดแย้ง
.
ก่อนเกิดสงคราม จำนวน “โลมา” ในทะเลดำ มีประมาณ 500,000 ตัว ซึ่งลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ที่มีประมาณ 2 ล้านตัว แต่เมื่อเกิดการรุกรานของรัสเซียในปี 2022 นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่ามีโลมาและสัตว์ตระกูลวาฬตายไปแล้วมากกว่า 120,000 ตัว หรือคิดเป็น 25% ของประชากรวาฬและโลมาทั้งหมดในทะเลดำ
.
เฉพาะในปี 2022 เพียงปีเดียว มีโลมาต้องสังเวยชีวิตให้กับสงครามครั้งนี้ไปแล้วราว 50,000 ตัว โดยมีรายงานว่า มีการพบซากโลมาตายมากถึง 22 ตัว ตลอดแนวชายฝั่งยาว 25 กิโลเมตรของอุทยานแห่งชาติตุซลี ลากูนส์ ภายในวันเดียวเท่านั้น
.
โลมาใช้ “การระบุตำแหน่งวัตถุจากเสียงสะท้อน” ในการนำทาง สื่อสาร และล่าเหยื่อ แต่สัญญาณโซนาร์ความเข้มสูง รวมถึงเสียงระเบิดและการยิงขีปนาวุธ รบกวนและทำลายประสาทการรับฟังของโลมา ทำให้พวกมันสูญเสียความสามารถในการรับรู้ทิศทางและไม่สามารถหาอาหารได้ และเข้าสู่ภาวะอดอาหารและน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว
.
เมื่อร่างกายขาดอาหาร โลมาจะเริ่มดึงไขมันหนาใต้ผิวหนังมาใช้เป็นพลังงานชดเชย ทว่าชั้นไขมันเหล่านั้นได้สะสมสารพิษ มลพิษจากน้ำเสีย โลหะหนัก ยาปฏิชีวนะ และไมโครพลาสติกเอาไว้ การสลายไขมันจึงปลดปล่อยสารพิษเข้าสู่กระแสเลือด ก่อให้เกิดภาวะพิษในตัวเองและทำลายระบบภูมิคุ้มกัน จนโลมาป่วยและเสียชีวิตด้วยการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรงจากไวรัสมอร์บิลลิในที่สุด
.
การสูญเสียโลมาในทะเลดำส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ “ห่วงโซ่อาหารทางทะเล” เนื่องจากโลมาจัดเป็นผู้ล่าสูงสุด และเป็นสิ่งมีชีวิตดัชนีชี้วัดสุขภาพของระบบนิเวศทางทะเล เมื่อสัตว์ผู้ล่าระดับบนสุดลดลงอย่างกะทันหัน ความสมดุลของสิ่งมีชีวิตในทะเลดำได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ทันที
.
นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าอาจต้องใช้เวลานานถึง 30-50 ปี ในการฟื้นฟูประชากรโลมาและสัตว์ตระกูลวาฬให้กลับมาใกล้เคียงระดับปรกติ โดยผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องกันว่า การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การขจัดมลพิษ เป็นก้าวสำคัญในการทวงคืนความยุติธรรมให้กับทะเลดำและโลมาเหล่านี้
.
.
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/environment/1258984
.
.
#กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจSustain