เคยบวชเณรตอนเพ่อเสีย 15วัน ตอนแรกก็คิดว่าอยู่ยาวได้นะ เพราะเป็นคนไม่ชอบสังคม แต่แม่กับน้องไม่มีคนดูแล
เลยได้ ลาสิกขา ออกมาก็ทำงานเป็นหัวแรง หาเงินให้น้องไปโรงเรียน ใครเห็นก็ชมว่าเป็นคนเก่งคนดี
>ที่จริงก็ทำไปงั้นๆแหละ< เหนื่อยและเบื่อจะตายชักแต่บอกใครไม่ได้ อยู่ไปก็มีเหลวไหลเสเพลบ้าง ตามประสาวัยรุ่น
บางเวลาก็ท้อมาก จนเผลอพูดกับญาติผู้ใหญ่ กับแม่กับน้าว่า ปล่อยผมไปเถอะ ผมจะไปบวช แต่ก็ไม่มีใครสนับสนุน
...มีแต่บอกว่า ไปทำงานก่อนอายุยังไม่ถึง20เลย ไว้ไปบวชพระทีเดียว หรือว่าเอ็งเหงาอยากมีเมีย เดี๋ยวจะติดต่อสาวให้
ด้วยความที่ว่า ดูแลแม่ดูแลน้องแลเป็นคนขยัน เดินไปบ้านนุ้น
ก็ เฮ้ยย!ไอ้ลูกเขย ..เดินไปซอยนี้ ก็เจอบ้านแม่ยาย
แต่หารู้ไม่ว่าชีวิตผม ไม่เคยคิดเรื่องมีครอบครัว มีลูกมีหลาน
แบบทีชาวโลกเขาเห็นว่าดีว่าจำเป็นเลยแม้แต่น้อย ตั้งแต่ผมเกิดมาจนถึงเวลานั้น ความรู้สึกของผมมันมีแต่ทุกข์ล้วนๆ ผมสัมผัสไม่ได้ถึงความสุขเลย เพื่อนชวนไปเที่ยวไปกินเหล้า ก็แกล้งหัวเราะสนุกเฮฮามั่วๆไป กลับมาบ้านก็รู้สึกทุกข์ โดดเดี่ยว ว้าเหว่เหมือนเดิม หากผมจะมีใครเพิ่มในชีวิต1คนหรือ2คน ผมก็ต้องมั่นใจได้ว่าเขาเหล่านั้น จะต้องมีความสุขบนโลกใบนี้ได้มากกว่าผม ซึ่งไม่มีอะไรรับประกันได้
ผมใช้ชีวิตแบบเลื่อนลอย ไร้จุดหมาย เส้นทางที่เดินก็ไม่เป็นอย่างที่ตัวตนเราเป็น ใช้ชีวิตอยู่บนความคาดหวังของคนรอบตัว
..อยู่ไปอยู่มาผมก็ได้ทำพลาดที่สุดในชีวิตของผม ผมได้ไปคบกับผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นรุ่นน้องในหม่บ้านนั้นแหละ
เธอยังเรียนไม่จบมัธยมต้นเลย ผมรู้ว่าเรายังเด็กมาก ผมสัมผัสได้ถึงความเสี่ยง แต่ผมเลี่ยงไม่ได้จริงๆ มันเหมือนโชคชะตาได้กำหนดให้ผมต้องมาเดินบนเส้นทางนี้
.. เราคบกันเเบบเปิดเผย เพราะผู้ใหญ่ได้คุยกันไว้แล้ว
ว่าจะให้แต่ง เป็นครอบครัวให้ได้ แต่คบกันแรกๆเราก็ไม่ได้คิดเกินเลยอะไรกัน คบกันไป4-5เดือน ก็เข้าใจตรงกัน ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายก็ได้นัดไปคุยเรื่องสินสอด ไม่รู้ด้วยเหตุผลอันใด ผู้ใหญ่ฝั่งนั้นยืนยันจะให้แต่งเลย ด้วยค่าสินสอด หนึ่งแสนสี่หมื่น
เก้าพันเก้าร้อย กับทองอีก5บาท สมัยนั้นทองบาทละหมื่นนิดๆ ด้วยฐานะและความสามารถของผม คงหมดปัญญาจะหาเงินก้อนขนาดนั้นมาทันทีทันใดได้ ทางผมได้ขอลดเงินเหลือหนึ่งแสนเก้าพันเก้าร้อยแต่ก็ไม่เป็นผล ผมท้อและเสียใจมาก โลกทั้งใบของผมมันแตกสลายนะบัดนั้น ผมถามแฟนว่า เธอ! เธอรักฉันไหม ไหนเธอบอกอยากจะมีลูกกับฉัน ทำไมไม่ช่วยคุยกับพ่อ-แม่ของเธอ ให้เราได้ไปต่อ แต่เธอไม่พูดอะไร ผู้หญิงคนนี้ เป็นคนเก็บความรู้สึกเก่งมาก ผมว่าผมเป็นคนพูดน้อยแล้วยังแพ้ให้เธอ ผมรักเธอเพราะเธอเป็นคนเงียบๆ พูดน้อยแบบผมนี้แหละ ผมไปนอนร้องให้อยู่หลายวัน ไม่ได้รับสายไม่ได้คุยกัน ผมตัดสินใจโทรไปหาเธอ เธอก็ต่อว่าผม ทำไมไม่รับสาย ผมบอกเธอว่า พี่ขอโทษนะ อนาคตที่พี่สัญญาไว้กับหนู
พี่คงทำไม่สำเร็จ เธอก็ได้แต่พูดว่า ไม่ ไม่ ไม่เอา ก็คบกันไปก่อน ((ขณะนั้นน้ำตาผมก็ไหล))
___________________________________
: ไม่ได้ ผู้หญิงกับผู้ชาย ไปไหนมาไหนด้วยกันมันเสียหาย ชาวบ้านนินทา
เดี๋ยวมาเขียนต่อ
เหตุปัจจัยต้องมากขนาดไหน ที่จะทำให้คนเรา ยอมทิ้งทุกอย่างในโลกเพื่อไปตามหาความสงบ
เลยได้ ลาสิกขา ออกมาก็ทำงานเป็นหัวแรง หาเงินให้น้องไปโรงเรียน ใครเห็นก็ชมว่าเป็นคนเก่งคนดี
>ที่จริงก็ทำไปงั้นๆแหละ< เหนื่อยและเบื่อจะตายชักแต่บอกใครไม่ได้ อยู่ไปก็มีเหลวไหลเสเพลบ้าง ตามประสาวัยรุ่น
บางเวลาก็ท้อมาก จนเผลอพูดกับญาติผู้ใหญ่ กับแม่กับน้าว่า ปล่อยผมไปเถอะ ผมจะไปบวช แต่ก็ไม่มีใครสนับสนุน
...มีแต่บอกว่า ไปทำงานก่อนอายุยังไม่ถึง20เลย ไว้ไปบวชพระทีเดียว หรือว่าเอ็งเหงาอยากมีเมีย เดี๋ยวจะติดต่อสาวให้
ด้วยความที่ว่า ดูแลแม่ดูแลน้องแลเป็นคนขยัน เดินไปบ้านนุ้น
ก็ เฮ้ยย!ไอ้ลูกเขย ..เดินไปซอยนี้ ก็เจอบ้านแม่ยาย
แต่หารู้ไม่ว่าชีวิตผม ไม่เคยคิดเรื่องมีครอบครัว มีลูกมีหลาน
แบบทีชาวโลกเขาเห็นว่าดีว่าจำเป็นเลยแม้แต่น้อย ตั้งแต่ผมเกิดมาจนถึงเวลานั้น ความรู้สึกของผมมันมีแต่ทุกข์ล้วนๆ ผมสัมผัสไม่ได้ถึงความสุขเลย เพื่อนชวนไปเที่ยวไปกินเหล้า ก็แกล้งหัวเราะสนุกเฮฮามั่วๆไป กลับมาบ้านก็รู้สึกทุกข์ โดดเดี่ยว ว้าเหว่เหมือนเดิม หากผมจะมีใครเพิ่มในชีวิต1คนหรือ2คน ผมก็ต้องมั่นใจได้ว่าเขาเหล่านั้น จะต้องมีความสุขบนโลกใบนี้ได้มากกว่าผม ซึ่งไม่มีอะไรรับประกันได้
ผมใช้ชีวิตแบบเลื่อนลอย ไร้จุดหมาย เส้นทางที่เดินก็ไม่เป็นอย่างที่ตัวตนเราเป็น ใช้ชีวิตอยู่บนความคาดหวังของคนรอบตัว
..อยู่ไปอยู่มาผมก็ได้ทำพลาดที่สุดในชีวิตของผม ผมได้ไปคบกับผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นรุ่นน้องในหม่บ้านนั้นแหละ
เธอยังเรียนไม่จบมัธยมต้นเลย ผมรู้ว่าเรายังเด็กมาก ผมสัมผัสได้ถึงความเสี่ยง แต่ผมเลี่ยงไม่ได้จริงๆ มันเหมือนโชคชะตาได้กำหนดให้ผมต้องมาเดินบนเส้นทางนี้
.. เราคบกันเเบบเปิดเผย เพราะผู้ใหญ่ได้คุยกันไว้แล้ว
ว่าจะให้แต่ง เป็นครอบครัวให้ได้ แต่คบกันแรกๆเราก็ไม่ได้คิดเกินเลยอะไรกัน คบกันไป4-5เดือน ก็เข้าใจตรงกัน ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายก็ได้นัดไปคุยเรื่องสินสอด ไม่รู้ด้วยเหตุผลอันใด ผู้ใหญ่ฝั่งนั้นยืนยันจะให้แต่งเลย ด้วยค่าสินสอด หนึ่งแสนสี่หมื่น
เก้าพันเก้าร้อย กับทองอีก5บาท สมัยนั้นทองบาทละหมื่นนิดๆ ด้วยฐานะและความสามารถของผม คงหมดปัญญาจะหาเงินก้อนขนาดนั้นมาทันทีทันใดได้ ทางผมได้ขอลดเงินเหลือหนึ่งแสนเก้าพันเก้าร้อยแต่ก็ไม่เป็นผล ผมท้อและเสียใจมาก โลกทั้งใบของผมมันแตกสลายนะบัดนั้น ผมถามแฟนว่า เธอ! เธอรักฉันไหม ไหนเธอบอกอยากจะมีลูกกับฉัน ทำไมไม่ช่วยคุยกับพ่อ-แม่ของเธอ ให้เราได้ไปต่อ แต่เธอไม่พูดอะไร ผู้หญิงคนนี้ เป็นคนเก็บความรู้สึกเก่งมาก ผมว่าผมเป็นคนพูดน้อยแล้วยังแพ้ให้เธอ ผมรักเธอเพราะเธอเป็นคนเงียบๆ พูดน้อยแบบผมนี้แหละ ผมไปนอนร้องให้อยู่หลายวัน ไม่ได้รับสายไม่ได้คุยกัน ผมตัดสินใจโทรไปหาเธอ เธอก็ต่อว่าผม ทำไมไม่รับสาย ผมบอกเธอว่า พี่ขอโทษนะ อนาคตที่พี่สัญญาไว้กับหนู
พี่คงทำไม่สำเร็จ เธอก็ได้แต่พูดว่า ไม่ ไม่ ไม่เอา ก็คบกันไปก่อน ((ขณะนั้นน้ำตาผมก็ไหล))
___________________________________
: ไม่ได้ ผู้หญิงกับผู้ชาย ไปไหนมาไหนด้วยกันมันเสียหาย ชาวบ้านนินทา
เดี๋ยวมาเขียนต่อ