• ฟ้าอันตรายหรือไม่ (กรณีสนามไม่มีเครื่องวัดประจุ): ใช้กฎ 30/30 Rule ให้นับวินาทีหลังจากที่เห็นสายฟ้าแลบ จนถึงตอนที่ได้ยินเสียงฟ้าร้อง หากนับได้ 30 วินาทีหรือน้อยกว่า นั้นหมายความว่าฟ้าคะนองอยู่ห่างออกไปไม่เกิน 10 กิโลเมตร ถือว่า “อันตราย” ให้หยุดเล่นและหาที่หลบภัยทันที และควรรออย่างน้อย 30 นาทีหลังจากได้ยินเสียงฟ้าร้องครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะกลับลงสนาม
• วางอุปกรณ์ที่เป็นตัวนำไฟฟ้าลงทันที: วางไม้กอล์ฟ (ทั้งก้านเหล็กและก้านกราไฟต์) ทันที รีบออกห่างออกจากรถกอล์ฟ
รวมถึงหุบหรือวางร่มที่มีโครงเป็นโลหะลงด้วย
• หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงสูง: อยู่ให้ห่างจากต้นไม้สูงที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยว แฟร์เวย์ที่โล่งแจ้ง พื้นที่เนินสูง แหล่งน้ำ และรั้วลวดหนาม
• ที่หลบภัยที่ปลอดภัย vs ไม่ปลอดภัย:
ปลอดภัย: อาคารที่มั่นคงถาวรและมีระบบท่อน้ำ/ระบบไฟฟ้า (เช่น คลับเฮ้าส์ หรือโรงซ่อมบำรุง)
หรือรถยนต์ปิดทึบที่มีหลังคาเป็นโลหะ (โดยไม่สัมผัสกับส่วนที่เป็นโครงโลหะของรถ
และห้ามใช้รถกอล์ฟแบบเปิดทั่วไป)
ไม่ปลอดภัย:
ซุ้มพักริมทางแบบเปิดโล่ง ซุ้มขายอาหารระหว่างหลุม รถกอล์ฟแบบเปิด หรือการยืนใต้ต้นไม้
• ท่าหมอบฉุกเฉิน: หากติดอยู่กลางแจ้งโดยไม่มีที่หลบภัย และรู้สึกว่าขนลุกหรือผิวหนังเริ่มมีอาการซ่า ๆ (สัญญาณเตือนว่าฟ้ากำลังจะผ่าลงมา): ให้รีบนั่งยอง ๆ ลงต่ำ เท้าทั้งสองข้างชิดกัน ก้มศีรษะลง และใช้มือปิดหูไว้ ห้ามนอนราบไปกับพื้นเด็ดขาด เพราะจะทำให้ร่างกายสัมผัสกับพื้นดินมากที่สุด ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกกระแสไฟฟ้าที่วิ่งมาตามพื้นดินทำอันตรายได้ หากเราจะอยู่ห่างจุดที่ฟ้าลงระยะน้อยกว่า 18 เมตร)
ฟ้าผ่าเป็นอย่างไร?
เมื่อเกิดฟ้าผ่า ร่างกายของมนุษย์จะทำหน้าที่เป็นเหมือนตัวเชื่อมระหว่างประจุบวกกับลบ ทำให้เกิดสภาพไฟฟ้าลัดวงจรที่รุนแรงเนื่องจากความต่างศักย์ไฟฟ้ามหาศาล ซึ่งมักจะสูงถึงประมาณ 30 ล้านโวลต์ (โวลต์ประจุ ไม่ใช่โวลต์ไฟบ้าน) ระหว่างเมฆพายุกับพื้นโลก
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมนุษย์ไม่ใช่ตัวนำที่ดี และระบบภายในร่างกายของเราไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับกระแสไฟฟ้าแรงสูงเช่นนี้
พลังงานที่พุ่งผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ จึงทำลายระบบอวัยวะภายในที่ละเอียดอ่อนของร่างกายโดยพลังงาน 3 อย่าง
1 การรบกวนระบบภายในร่างกายจากกระแสไฟฟ้ามหาศาล ทำลายหัวใจและระบบประสาท
2 ความร้อนที่รุนแรง กระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายที่เป็นเหมือนฉนวน เกิดการต้านกระแสจนกลายเป็นความร้อน
3 แรงกระแทกทางกายภาพจาก Shockwave โดยประจุไฟฟ้ามหาศาลจะทำให้อากาศโดยรอบร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงอุณหภูมิประมาณ
27,700 องศาเซลเซียส (50,000 องศาฟาเรนไฮต์) ภายในเสี้ยววินาที ส่งผลให้อากาศขยายตัวและหดตัวอย่างรุนแรง
จนเกิดเป็นคลื่นกระแทกของเสียง (Shockwave)
<<<<.....>>>>
วิธีป้องกันตัวจากฟ้าผ่า เมื่ออยู่ในสนามกอล์ฟ (หรือกลางที่โล่งแจ้ง)
• ฟ้าอันตรายหรือไม่ (กรณีสนามไม่มีเครื่องวัดประจุ): ใช้กฎ 30/30 Rule ให้นับวินาทีหลังจากที่เห็นสายฟ้าแลบ จนถึงตอนที่ได้ยินเสียงฟ้าร้อง หากนับได้ 30 วินาทีหรือน้อยกว่า นั้นหมายความว่าฟ้าคะนองอยู่ห่างออกไปไม่เกิน 10 กิโลเมตร ถือว่า “อันตราย” ให้หยุดเล่นและหาที่หลบภัยทันที และควรรออย่างน้อย 30 นาทีหลังจากได้ยินเสียงฟ้าร้องครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะกลับลงสนาม
• วางอุปกรณ์ที่เป็นตัวนำไฟฟ้าลงทันที: วางไม้กอล์ฟ (ทั้งก้านเหล็กและก้านกราไฟต์) ทันที รีบออกห่างออกจากรถกอล์ฟ
รวมถึงหุบหรือวางร่มที่มีโครงเป็นโลหะลงด้วย
• หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงสูง: อยู่ให้ห่างจากต้นไม้สูงที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยว แฟร์เวย์ที่โล่งแจ้ง พื้นที่เนินสูง แหล่งน้ำ และรั้วลวดหนาม
• ที่หลบภัยที่ปลอดภัย vs ไม่ปลอดภัย:
ปลอดภัย: อาคารที่มั่นคงถาวรและมีระบบท่อน้ำ/ระบบไฟฟ้า (เช่น คลับเฮ้าส์ หรือโรงซ่อมบำรุง)
หรือรถยนต์ปิดทึบที่มีหลังคาเป็นโลหะ (โดยไม่สัมผัสกับส่วนที่เป็นโครงโลหะของรถ
และห้ามใช้รถกอล์ฟแบบเปิดทั่วไป)
ไม่ปลอดภัย:
ซุ้มพักริมทางแบบเปิดโล่ง ซุ้มขายอาหารระหว่างหลุม รถกอล์ฟแบบเปิด หรือการยืนใต้ต้นไม้
• ท่าหมอบฉุกเฉิน: หากติดอยู่กลางแจ้งโดยไม่มีที่หลบภัย และรู้สึกว่าขนลุกหรือผิวหนังเริ่มมีอาการซ่า ๆ (สัญญาณเตือนว่าฟ้ากำลังจะผ่าลงมา): ให้รีบนั่งยอง ๆ ลงต่ำ เท้าทั้งสองข้างชิดกัน ก้มศีรษะลง และใช้มือปิดหูไว้ ห้ามนอนราบไปกับพื้นเด็ดขาด เพราะจะทำให้ร่างกายสัมผัสกับพื้นดินมากที่สุด ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกกระแสไฟฟ้าที่วิ่งมาตามพื้นดินทำอันตรายได้ หากเราจะอยู่ห่างจุดที่ฟ้าลงระยะน้อยกว่า 18 เมตร)
ฟ้าผ่าเป็นอย่างไร?
เมื่อเกิดฟ้าผ่า ร่างกายของมนุษย์จะทำหน้าที่เป็นเหมือนตัวเชื่อมระหว่างประจุบวกกับลบ ทำให้เกิดสภาพไฟฟ้าลัดวงจรที่รุนแรงเนื่องจากความต่างศักย์ไฟฟ้ามหาศาล ซึ่งมักจะสูงถึงประมาณ 30 ล้านโวลต์ (โวลต์ประจุ ไม่ใช่โวลต์ไฟบ้าน) ระหว่างเมฆพายุกับพื้นโลก
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมนุษย์ไม่ใช่ตัวนำที่ดี และระบบภายในร่างกายของเราไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับกระแสไฟฟ้าแรงสูงเช่นนี้
พลังงานที่พุ่งผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ จึงทำลายระบบอวัยวะภายในที่ละเอียดอ่อนของร่างกายโดยพลังงาน 3 อย่าง
1 การรบกวนระบบภายในร่างกายจากกระแสไฟฟ้ามหาศาล ทำลายหัวใจและระบบประสาท
2 ความร้อนที่รุนแรง กระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายที่เป็นเหมือนฉนวน เกิดการต้านกระแสจนกลายเป็นความร้อน
3 แรงกระแทกทางกายภาพจาก Shockwave โดยประจุไฟฟ้ามหาศาลจะทำให้อากาศโดยรอบร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงอุณหภูมิประมาณ
27,700 องศาเซลเซียส (50,000 องศาฟาเรนไฮต์) ภายในเสี้ยววินาที ส่งผลให้อากาศขยายตัวและหดตัวอย่างรุนแรง
จนเกิดเป็นคลื่นกระแทกของเสียง (Shockwave)
<<<<.....>>>>