++ ความน่าสนใจของ Ramayana: Part 1 Rise of a Legend คือ การเป็นหนังอินเดียเรื่องแรกที่ใช้การถ่ายทำในแบบ Filmed for IMAX (สเกลภาพ 1.90:1) และยังเป็นหนังอินเดียเรื่องแรกที่จะได้เข้าฉายในระบบ IMAX ในบ้านเราอีกด้วย (ความจริงหนังอินเดียนั้น ทำออกมาฉายในระบบ IMAX ไม่น้อยเลย แต่ด้วยความที่ตลาดหนังอินเดียในโรงบ้านเรามันไม่ใหญ่ และส่วนมากนำเข้ามาฉายโดย Distributor เล็ก ๆ แม้ระยะหลัง ๆ จะมีเจ้าใหญ่หน่อยไปซื้อมาฉายร่วมด้วย ทำให้พลังในการดันหนังเข้าฉายในโรง IMAX นั้นไม่มี แต่เรื่องรามายณะนี้ นำเข้ามาฉายโดย Sony Pictures / M Studio ทำให้มีพลังพอที่จะดันหนังเข้า IMAX ได้ครับ) จขกท. เลยอยากจะมาพรีวิวก่อนชมให้กับท่านที่สนใจจะเข้าไปดู ถือว่าได้ทำการบ้านก่อนดู แล้วน่าจะดูหนังได้สนุกขึ้นครับ ออกตัวก่อนว่าแม้ จขกท. จะชอบดูหนังอินเดียและรีวิวมาพอสมควรแล้วก็ตาม แต่การที่จะต้องมารีวิวหนังที่มีเนื้อเรื่องระดับมหากาพย์อย่างรามายณะนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หากมีข้อผิดพลาดประการใด สามารถท้วงติง แก้ไขข้อมูลให้กับ จขกท. ด้วย จักเป็นพระคุณอย่างมากครับ บอกก่อนนะครับ ว่านี่คือการเขียนก่อนดูหนัง เป็นพรีวิวข้อมูลครับ ส่วนรีวิวจะลงต่อในกระทู้นี้เลย หลังได้ดูหนังแล้วครับ...
++ ความจริงวงการหนังอินเดียนั้น มีการสร้างหนังที่มีเรื่องราวเกี่ยวพันกับมหากาพย์รามายณะออกมาอยู่เรื่อย ๆ อยู่แล้ว อย่างเช่นเมื่อปี 2023 มีหนังเรื่อง Adipurush หรือ อธิบุรุษ (ออกเสียงแบบไทย) ที่นำแสดงโดย Prabhas ก็ได้เข้ามาฉายในประเทศไทย จขกท. ก็ได้ไปดูมา ซึ่งก็คือเรื่องราวของมหากาพย์รามายณะเลยแหละครับ และหนังก็มีงาน Production ระดับใหญ่โตเช่นกัน ทำเงินไปกว่า 4 พันล้านรูปี (ประมาณ 1 พัน 4 ร้อยล้านบาท) จากงบประมาณสร้างไม่เกิน 7 พันล้านรูปี (2 พัน 5 ร้อยล้านบาท) เท่ากับว่าหนังยังขาดทุนครับ ดังนั้น จขกท. จึงไม่ค่อยจะตื่นเต้นกับรามายณะในเวอร์ชั่นนี้ซักเท่าไหร่ เพราะเท่าที่ดูจาก Trailer แล้ว เวอร์ชั่นนี้ก็ยังคงเป็นงานที่ไม่ได้ดัดแปลงอะไรมากมาย แถมยังดูมีความ conservative มากกว่า Adipurush ซะอีก (อันนี้คือเขียนไว้ก่อนดูจริงนะครับ) โดยในพรีวิวนี้ จขกท. จะพรีวิวให้เป็นหัวข้อ ๆ ไป จะได้ง่ายต่อการอ่านครับ...
++
1) งานสร้าง & ทีมสร้าง : จะไม่ให้อลังการได้อย่างไรครับ เพราะหนังเรื่องนี้ได้ Nitesh Tivali ผกก. ฝีมือดี เจ้าของผลงานหนังอินเดียที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล อย่าง Dangal (2016) หนังอินเดียที่ว่าด้วยเรื่องอดีตนักมวยปล้ำ ที่สานฝันในการคว้าเหรียญทองระดับโลก ผ่านลูกสาวทั้ง 3 คนของตัวเอง นำแสดงโดย Aamir Khan และยังได้ Nimit Maholtra โปรดิวเซอร์มือฝังเพชร เจ้าของสตูดิโอ DNEG ที่เป็นบริษัทรับทำงาน Post Production และ Visual Effects ชั้นแนวหน้าของอินเดีย ที่มีผลงานระดับโลกมากมาย เช่น Inception (2010), Interstellar (2014), Blade Runner 2049 (3017), Tenet (2020), Dune (2021) และ Dune: Part Two (2024) โดยหนังจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ภาค ใช้ทุนสร้างรวมกันกว่า 4 หมื่นล้านรูปี หรือ เกือบ ๆ 1 หมื่น 5 พันล้านบาท ทุนสร้างมหาศาลขนาดนี้ แสดงว่าทางสตูดิโอต้องมั่นใจในรายได้อย่างไม่ต้องพูดถึงเลยครับ (ตอนนี้หนังอินเดียที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล คือ Dangal (2016) ทำรายได้อยู่ที่ราว ๆ 2 หมื่นล้านรูปี หรือ 7 พันล้านบาท นั่นแสดงว่าทางสตูดิโอมั่นใจว่า Ramayana ในแต่ละภาคนั้น จะทำรายได้มากกว่า Dangal ขึ้นครองอันดับ 1 เป็น GOAT ของ Box Office India โอ้! น่าคิดนะครับ ขนาดหนังที่มาแรงสุด ๆ ของปลายปีที่แล้วและต้นปีนี้อย่าง Dhurandha ทั้ง 2 ภาค ยังไม่มีเรื่องไหนทำรายได้เกิน Dangal และรายได้รวมทั้ง 2 ภาคของ Dhurandhar ยังทำรายได้ไปแค่ 3 หมื่น 3 พันล้านรูปี ถ้าคิดตามนี้ คือ Ramayana ขาดทุนนะครับ) นอกจากนี้ด้านงานประพันธ์เพลงและดนตรีประกอบก็ได้ Hans Zimmer และ A.R.Rahman ที่เป็น 2 นักประพันธ์ระดับอัจฉริยะ เจ้าของรางวัลออสการ์ ที่ จขกท. บอกเลยว่า โดยเฉพาะ A R.Rahman เนี่ย ปีนี้พี่ท่านกลับมาแบบท็อปฟอร์มมาก ทั้งจาก Main Vaapas Aaunga (2026) และ Batwara 1947 (2026) จขกท. ได้ไปดูในโรงมาทั้ง 2 เรื่อง ดนตรีและเพลงประกอบไพเราะมากกกกก (ก. ไก่บ้านตัว) เห็นอย่างนี้แล้ว ผู้สร้างคงต้องบอกว่า "ได้โปรดไปดูหนังของฉันเถอะ" อิอิ...
++
2) เนื้อเรื่อง : สิ่งแรกที่คุณจะต้องเข้าใจก่อนเลยว่า นี่คือหนังเรื่อง "รามายณะ" ที่แต่งขึ้นเป็นภาษาสันสกฤต โดย ฤษีวาลมิกิ เมื่อประมาณ 2,400 ปีมาแล้ว ไม่ใช่ "รามเกียรติ์" แบบที่คนไทยคุ้นเคยกันเวลาที่เราไปดูโขน ดูการแสดงต่าง ๆ ที่ไทยรับเอามาตั้งแต่ในสมัยพุทธศตวรรษที่ 12 - 16 โดยฉบับแรกเริ่มที่ไทยได้รับนั้น จะเป็นฉบับภาษาทมิฬ จากทางตอนใต้ของชมพูทวีป ต่อจากนั้นเหล่าบูรพมหากษัตริย์ของไทยในสมัยต่าง ๆ ก็ได้ทรงพระราชนิพนธ์งานวรรณกรรมนี้ออกมาในหลาย ๆ รัชสมัย เช่น ฉบับพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นวรรณคดีแห่งชาติ จวบจนในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6) ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ โดยใช้ฉบับของอินเดีย (รามายณะ) มาพระราชนิพนธ์ ใช้ชื่อว่า "บ่อเกิดแห่งรามเกียรติ์" ที่เราคุ้นเคยกันนั่นเอง ส่วนเนื้อเรื่องนั้น จขกท. ไม่ย้อนแล้วนะครับ เพราะเด็กไทยทุกคนต้องได้เรียนมาในสมัยชั้นมัธยมอยู่แล้ว ใครหลงลืมสามารถเซิร์จหาอ่านแบบย่อกันได้นะครับ...
++ คราวนี้จะมาพูดถึงความแตกต่างระหว่างเวอร์ชั่นอินเดียกับเวอร์ชั่นไทยกันบ้าง ถ้าจะเอาเฉพาะที่เป็นส่วนของงานหนัง งานละครนั้น จากที่ จขกท. เคยดูมาก็คือ แน่นอน! ชื่อเรียกตัวละครครับ ซึ่ง จขกท. ก็จะเทียบให้ด้านล่างนี้ครับ ชื่อหน้า คือ นักแสดงในเรื่องนะครับ ชื่อภาษาอังกฤษ คือ ชื่อที่ใช้ใน Ramayana เรื่องนี้ และในวงเล็บคือชื่อที่เราคุ้นเคยในรามเกียรติ์นะครับ...
-
Ranbir Kapoor เป็น Rama (พระราม) และยังแสดงเป็น Parashurama (พราหมณ์ปรศุรามาวตาร) เป็นอวตารปางที่ 6 ของพระวิษณุ
-
Yash เป็น Ravana หรือ ราวณะ (ทศกัณฐ์)
-
Sai Pallavi เป็น Sita หรือ สิตา (นางสีดา)
-
Rhyah Narasimhan เป็น นางสีดาตอนเด็ก
-
Sunny Deol เป็น Hanuman (หนุมาน)
-
Ravi Dubey เป็น Lakshmana หรือ ลักษมันตร์ (พระลักษมณ์)
-
Arun Govil เป็น Dasharatha (ท้าวทศรถ)
-
Lara Dutta เป็น Kaikeyi (พระนางไกยเกษี)
-
Indira Krishnan เป็น Kaushalya (นางเกาสุริยา)
-
Sonal Jha เป็น Sumitra (นางสมุทรชา)
-
Rajiv Kumar เป็น Janaka (ชนก)
-
Adinath Kothare เป็น Bharata (พระพรต)
-
Nitish Sharma เป็น Shatrughna (พระสัตรุด)
-
Kajal Aggarwal เป็น Mandodari (นางมณโฑ)
-
Rakul Preet Singh เป็น Shurpanakha (นางสำมนักขา)
-
Dishita Sehgal เป็น นางสำมนักขาตอนเด็ก
-
Vivek Oberoi เป็น Vidyutjihva (วิทยาชิวหา)
-
Harish Uthaman เป็น Vibhishana (พิเภก)
-
Kunal Kapoor เป็น Indra (พระอินทร์)
-
Suhail Nayyar เป็น Sugriva (สุครีพ)
-
Sheeba Chaddha เป็น Manthara (นางมันธารา)
-
Shishir Sharma เป็น Vasishtha (ฤาษีวสิษฐ์)
-
Ajinkya Deo เป็น Vishvamitra (ฤๅษีวิศวามิตร)
-
Mukesh Tiwari เป็น Agastya (พระอคัสติยฤๅษี)
-
Sonia Balani เป็น Urmila (นางอุรมิลา)
-
Riya Kapoor เป็น Mandavi (นางมันดาวี)
-
Surabhi Das เป็น Shrutakirti (นางศรุตากีรติ)
-
Shobana เป็น Kaikashi (นางรัชฎา)
-
Raghav Juyal เป็น Meghanada (อินทรชิต)
-
Faisal Malik as Kumbhakarna (กุมภกรรณ)
-
Parminder Chhada เป็น Subahu (ยักษ์สวาหุ)
-
Saurabh Sachdeva เป็น Maricha (ยักษ์มาริศ)
-
Kanchan Chetal เป็น Tataka (ยักษ์ทาฏกะ)
-
Chetan Hansraj เป็น Sumali (ท้าวสุมาลี หรือ ท้าวสหมลิวัน)
++ ความต่างต่อมา คือ characters ของตัวละคร ที่เด่น ๆ เลย คือ หนุมาน ครับ ของเวอร์ชั่นอินเดียส่วนใหญ่หนุมานจะนิ่งกว่าของไทย มีบุคลิกค่อนข้างจริงจัง ไม่ติดเล่น ไม่เจ้าชู้ครับ หรือในส่วนของ ราวณะ หรือ ทศกัณฐ์ นั้นก็จะมีภาพรวมที่แตกต่างกันอยู่บ้าง จขกท. ว่าของอินเดียจะมีความเป็นอสูรแบบโหดเหี้ยมกว่า เกรี้ยวกราดกว่าครับ ในส่วนของ กุมภกรรณ ก็เช่นกัน ของอินเดียนั้น กุมภกรรณ จะไม่ได้มีความโหด ความเดือด เท่ากับของเวอร์ชั่นไทยครับ จะเป็นอะไรที่นิ่ง ๆ ออกแนวมีคุณธรรมมากกว่าครับ อันนี้ตัวอย่างนะครับ ดังนั้น ต้องแยกกันให้ออกชัดเจน อย่าติดภาพเดิม ๆ ของเวอร์ชั่นไทยที่เราเคยรับรู้กันมาครับ ในส่วนของเนื้อเรื่อง เนื่องจากยังไม่ได้ดูภาคนี้ จึงขอละไว้ก่อนครับ เดี๋ยวค่อยมารีวิวหลังดูกัน...
++
3) ดารานำแสดง : เรื่องนี้มีดาราที่ร่วมแสดงที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากมายเลยครับ จขกท. เลยจะขอยกมาแนะนำสำหรับตัวละครเด่น ๆ เท่านั้นนะครับ
- พระเอกของเรื่อง คือ พระราม แสดงโดย Ranbir Kapoor นักแสดงวัย 44 ปี ที่ถือว่าเป็น Top 5 ของพระเอกหนังอินเดียยุคใหม่ ที่ไม่รวม 3 ข่าน เขาคนนี้ไม่ใช่คนอื่นไกล ฮีเป็นสามีตัวจริงของแม่นางคังคุไบ Alia Bhatt นั่นเอง จะบอกว่า จขกท. ชอบการแสดงของเขามาก ทุกวันนี้ยังรอภาคต่อของ Animal (2023) งานที่ จขกท. ยกให้เป็นการแสดงระดับขึ้นหิ้งไปแล้ว ไม่เชื่อลองเชิร์จบ้านแดง ดู Trailer หนังเรื่องนี้ได้เลยครับ แค่ Trailer ก็อึ้งแล้ว ดังนั้น การันตีฝีมือการแสดงของเขาครับ
(Ranbir รับค่าตัวที่ 750 ล้านรูปี หรือ 266 ล้านบาท)
- Yash ผู้รับบท ราวณะ หรือ ทศกัณฐ์ นักแสดงวัย 40 ปี ที่ส่วนใหญ่เขาจะเล่นหนัง Sandalwood หรือ หนังที่พูดภาษา Kannada ที่มีฐานอยู่ที่รัฐ Karnataka (เมืองบังกาลอร์) นอกจากนี้เขายังเป็น co-producer ของหนังเรื่องนี้ด้วย เขามีผลงานเด่น ๆ มากมาย เช่น หนังแอ็คชั่นเฟรนไซส์ KGF ที่โด่งดัง หรือที่เพิ่งเข้ามาฉายในบ้านเราเมื่อเร็ว ๆ นี้อย่าง Toxic (2026) เรียกได้ว่า Yash เป็นสายแอ็คชั่น ขาโหด ตัวจริงคนหนึ่งของวงการครับ
- Sai Pallavi สาววัย 34 ปี ที่รับบท สีตา หรือ นางสีดา ก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่เธอจะแสดงในหนัง Kollywood หรือ Tollywood ที่พูดภาษาทมิฬ หรือ เตลูกู ซะเป็นส่วนใหญ่ ในปีนี้เธอมีหนังภาษาฮินดีเรื่อง Ek Din (2026) ที่รีเมคหนังไทยเรื่อง แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว (2016) แต่ถือไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ครับ
(Sai รับค่าตัวที่ 60 ล้านรูปี หรือ 21 ล้านบาท)
- ป๋า Sunny Deol นักแสดงเจ้าบทบาท ตำนานแห่งวงการหนังอินเดีย วัย 69 ปี ที่ปีนี้ จขกท. ดูหนังป๋าในโรงไปหลายเรื่องมาก ป๋าเล่นหนังเหมือนร้อนเงิน ในเรื่องนี้ป๋าเล่นเป็น หนุมาน โอ้ย! เริ่ด.. เอาคนอายุเกือบ 70 ปีมาเป็นหนุมาน จขกท. บอกว่าหนุมานอินเดียกับหนุมานของบ้านเรานั้นต่างกัน
(ป๋า Sunny รับค่าตัวที่ 200 ล้านรูปี หรือ 71 ล้านบาท)
- Lara Dutta อดีต Miss Universe ปี 2000 วัย 48 ปี ที่ยังคงงามสง่าไม่เปลี่ยน กลับมารับบท Kaikeyi หรือ พระนางไกยเกษี หนึ่งในพระมเหสีของ Dasharatha หรือ ท้าวทศรส
อันนี้ แนะนำกันแบบเบื้องต้นนะครับ เพราะนักแสดงเรื่องนี้เยอะมาก แต่เห็น cast แล้ว บอกเลยว่าน่าดูครับ จากใจคนที่ดูหนังอินเดียมาตลอด cast ไม่อ๋อมครับ...
(มีต่อ คห.1 ครับ)
[ พรีวิวก่อนดู ] Ramayana: Part 1 Rise of a Legend (2026)
++ ความน่าสนใจของ Ramayana: Part 1 Rise of a Legend คือ การเป็นหนังอินเดียเรื่องแรกที่ใช้การถ่ายทำในแบบ Filmed for IMAX (สเกลภาพ 1.90:1) และยังเป็นหนังอินเดียเรื่องแรกที่จะได้เข้าฉายในระบบ IMAX ในบ้านเราอีกด้วย (ความจริงหนังอินเดียนั้น ทำออกมาฉายในระบบ IMAX ไม่น้อยเลย แต่ด้วยความที่ตลาดหนังอินเดียในโรงบ้านเรามันไม่ใหญ่ และส่วนมากนำเข้ามาฉายโดย Distributor เล็ก ๆ แม้ระยะหลัง ๆ จะมีเจ้าใหญ่หน่อยไปซื้อมาฉายร่วมด้วย ทำให้พลังในการดันหนังเข้าฉายในโรง IMAX นั้นไม่มี แต่เรื่องรามายณะนี้ นำเข้ามาฉายโดย Sony Pictures / M Studio ทำให้มีพลังพอที่จะดันหนังเข้า IMAX ได้ครับ) จขกท. เลยอยากจะมาพรีวิวก่อนชมให้กับท่านที่สนใจจะเข้าไปดู ถือว่าได้ทำการบ้านก่อนดู แล้วน่าจะดูหนังได้สนุกขึ้นครับ ออกตัวก่อนว่าแม้ จขกท. จะชอบดูหนังอินเดียและรีวิวมาพอสมควรแล้วก็ตาม แต่การที่จะต้องมารีวิวหนังที่มีเนื้อเรื่องระดับมหากาพย์อย่างรามายณะนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หากมีข้อผิดพลาดประการใด สามารถท้วงติง แก้ไขข้อมูลให้กับ จขกท. ด้วย จักเป็นพระคุณอย่างมากครับ บอกก่อนนะครับ ว่านี่คือการเขียนก่อนดูหนัง เป็นพรีวิวข้อมูลครับ ส่วนรีวิวจะลงต่อในกระทู้นี้เลย หลังได้ดูหนังแล้วครับ...
++ ความจริงวงการหนังอินเดียนั้น มีการสร้างหนังที่มีเรื่องราวเกี่ยวพันกับมหากาพย์รามายณะออกมาอยู่เรื่อย ๆ อยู่แล้ว อย่างเช่นเมื่อปี 2023 มีหนังเรื่อง Adipurush หรือ อธิบุรุษ (ออกเสียงแบบไทย) ที่นำแสดงโดย Prabhas ก็ได้เข้ามาฉายในประเทศไทย จขกท. ก็ได้ไปดูมา ซึ่งก็คือเรื่องราวของมหากาพย์รามายณะเลยแหละครับ และหนังก็มีงาน Production ระดับใหญ่โตเช่นกัน ทำเงินไปกว่า 4 พันล้านรูปี (ประมาณ 1 พัน 4 ร้อยล้านบาท) จากงบประมาณสร้างไม่เกิน 7 พันล้านรูปี (2 พัน 5 ร้อยล้านบาท) เท่ากับว่าหนังยังขาดทุนครับ ดังนั้น จขกท. จึงไม่ค่อยจะตื่นเต้นกับรามายณะในเวอร์ชั่นนี้ซักเท่าไหร่ เพราะเท่าที่ดูจาก Trailer แล้ว เวอร์ชั่นนี้ก็ยังคงเป็นงานที่ไม่ได้ดัดแปลงอะไรมากมาย แถมยังดูมีความ conservative มากกว่า Adipurush ซะอีก (อันนี้คือเขียนไว้ก่อนดูจริงนะครับ) โดยในพรีวิวนี้ จขกท. จะพรีวิวให้เป็นหัวข้อ ๆ ไป จะได้ง่ายต่อการอ่านครับ...
++ 1) งานสร้าง & ทีมสร้าง : จะไม่ให้อลังการได้อย่างไรครับ เพราะหนังเรื่องนี้ได้ Nitesh Tivali ผกก. ฝีมือดี เจ้าของผลงานหนังอินเดียที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล อย่าง Dangal (2016) หนังอินเดียที่ว่าด้วยเรื่องอดีตนักมวยปล้ำ ที่สานฝันในการคว้าเหรียญทองระดับโลก ผ่านลูกสาวทั้ง 3 คนของตัวเอง นำแสดงโดย Aamir Khan และยังได้ Nimit Maholtra โปรดิวเซอร์มือฝังเพชร เจ้าของสตูดิโอ DNEG ที่เป็นบริษัทรับทำงาน Post Production และ Visual Effects ชั้นแนวหน้าของอินเดีย ที่มีผลงานระดับโลกมากมาย เช่น Inception (2010), Interstellar (2014), Blade Runner 2049 (3017), Tenet (2020), Dune (2021) และ Dune: Part Two (2024) โดยหนังจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ภาค ใช้ทุนสร้างรวมกันกว่า 4 หมื่นล้านรูปี หรือ เกือบ ๆ 1 หมื่น 5 พันล้านบาท ทุนสร้างมหาศาลขนาดนี้ แสดงว่าทางสตูดิโอต้องมั่นใจในรายได้อย่างไม่ต้องพูดถึงเลยครับ (ตอนนี้หนังอินเดียที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล คือ Dangal (2016) ทำรายได้อยู่ที่ราว ๆ 2 หมื่นล้านรูปี หรือ 7 พันล้านบาท นั่นแสดงว่าทางสตูดิโอมั่นใจว่า Ramayana ในแต่ละภาคนั้น จะทำรายได้มากกว่า Dangal ขึ้นครองอันดับ 1 เป็น GOAT ของ Box Office India โอ้! น่าคิดนะครับ ขนาดหนังที่มาแรงสุด ๆ ของปลายปีที่แล้วและต้นปีนี้อย่าง Dhurandha ทั้ง 2 ภาค ยังไม่มีเรื่องไหนทำรายได้เกิน Dangal และรายได้รวมทั้ง 2 ภาคของ Dhurandhar ยังทำรายได้ไปแค่ 3 หมื่น 3 พันล้านรูปี ถ้าคิดตามนี้ คือ Ramayana ขาดทุนนะครับ) นอกจากนี้ด้านงานประพันธ์เพลงและดนตรีประกอบก็ได้ Hans Zimmer และ A.R.Rahman ที่เป็น 2 นักประพันธ์ระดับอัจฉริยะ เจ้าของรางวัลออสการ์ ที่ จขกท. บอกเลยว่า โดยเฉพาะ A R.Rahman เนี่ย ปีนี้พี่ท่านกลับมาแบบท็อปฟอร์มมาก ทั้งจาก Main Vaapas Aaunga (2026) และ Batwara 1947 (2026) จขกท. ได้ไปดูในโรงมาทั้ง 2 เรื่อง ดนตรีและเพลงประกอบไพเราะมากกกกก (ก. ไก่บ้านตัว) เห็นอย่างนี้แล้ว ผู้สร้างคงต้องบอกว่า "ได้โปรดไปดูหนังของฉันเถอะ" อิอิ...
++ 2) เนื้อเรื่อง : สิ่งแรกที่คุณจะต้องเข้าใจก่อนเลยว่า นี่คือหนังเรื่อง "รามายณะ" ที่แต่งขึ้นเป็นภาษาสันสกฤต โดย ฤษีวาลมิกิ เมื่อประมาณ 2,400 ปีมาแล้ว ไม่ใช่ "รามเกียรติ์" แบบที่คนไทยคุ้นเคยกันเวลาที่เราไปดูโขน ดูการแสดงต่าง ๆ ที่ไทยรับเอามาตั้งแต่ในสมัยพุทธศตวรรษที่ 12 - 16 โดยฉบับแรกเริ่มที่ไทยได้รับนั้น จะเป็นฉบับภาษาทมิฬ จากทางตอนใต้ของชมพูทวีป ต่อจากนั้นเหล่าบูรพมหากษัตริย์ของไทยในสมัยต่าง ๆ ก็ได้ทรงพระราชนิพนธ์งานวรรณกรรมนี้ออกมาในหลาย ๆ รัชสมัย เช่น ฉบับพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นวรรณคดีแห่งชาติ จวบจนในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6) ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ โดยใช้ฉบับของอินเดีย (รามายณะ) มาพระราชนิพนธ์ ใช้ชื่อว่า "บ่อเกิดแห่งรามเกียรติ์" ที่เราคุ้นเคยกันนั่นเอง ส่วนเนื้อเรื่องนั้น จขกท. ไม่ย้อนแล้วนะครับ เพราะเด็กไทยทุกคนต้องได้เรียนมาในสมัยชั้นมัธยมอยู่แล้ว ใครหลงลืมสามารถเซิร์จหาอ่านแบบย่อกันได้นะครับ...
++ คราวนี้จะมาพูดถึงความแตกต่างระหว่างเวอร์ชั่นอินเดียกับเวอร์ชั่นไทยกันบ้าง ถ้าจะเอาเฉพาะที่เป็นส่วนของงานหนัง งานละครนั้น จากที่ จขกท. เคยดูมาก็คือ แน่นอน! ชื่อเรียกตัวละครครับ ซึ่ง จขกท. ก็จะเทียบให้ด้านล่างนี้ครับ ชื่อหน้า คือ นักแสดงในเรื่องนะครับ ชื่อภาษาอังกฤษ คือ ชื่อที่ใช้ใน Ramayana เรื่องนี้ และในวงเล็บคือชื่อที่เราคุ้นเคยในรามเกียรติ์นะครับ...
- Ranbir Kapoor เป็น Rama (พระราม) และยังแสดงเป็น Parashurama (พราหมณ์ปรศุรามาวตาร) เป็นอวตารปางที่ 6 ของพระวิษณุ
- Yash เป็น Ravana หรือ ราวณะ (ทศกัณฐ์)
- Sai Pallavi เป็น Sita หรือ สิตา (นางสีดา)
- Rhyah Narasimhan เป็น นางสีดาตอนเด็ก
- Sunny Deol เป็น Hanuman (หนุมาน)
- Ravi Dubey เป็น Lakshmana หรือ ลักษมันตร์ (พระลักษมณ์)
- Arun Govil เป็น Dasharatha (ท้าวทศรถ)
- Lara Dutta เป็น Kaikeyi (พระนางไกยเกษี)
- Indira Krishnan เป็น Kaushalya (นางเกาสุริยา)
- Sonal Jha เป็น Sumitra (นางสมุทรชา)
- Rajiv Kumar เป็น Janaka (ชนก)
- Adinath Kothare เป็น Bharata (พระพรต)
- Nitish Sharma เป็น Shatrughna (พระสัตรุด)
- Kajal Aggarwal เป็น Mandodari (นางมณโฑ)
- Rakul Preet Singh เป็น Shurpanakha (นางสำมนักขา)
- Dishita Sehgal เป็น นางสำมนักขาตอนเด็ก
- Vivek Oberoi เป็น Vidyutjihva (วิทยาชิวหา)
- Harish Uthaman เป็น Vibhishana (พิเภก)
- Kunal Kapoor เป็น Indra (พระอินทร์)
- Suhail Nayyar เป็น Sugriva (สุครีพ)
- Sheeba Chaddha เป็น Manthara (นางมันธารา)
- Shishir Sharma เป็น Vasishtha (ฤาษีวสิษฐ์)
- Ajinkya Deo เป็น Vishvamitra (ฤๅษีวิศวามิตร)
- Mukesh Tiwari เป็น Agastya (พระอคัสติยฤๅษี)
- Sonia Balani เป็น Urmila (นางอุรมิลา)
- Riya Kapoor เป็น Mandavi (นางมันดาวี)
- Surabhi Das เป็น Shrutakirti (นางศรุตากีรติ)
- Shobana เป็น Kaikashi (นางรัชฎา)
- Raghav Juyal เป็น Meghanada (อินทรชิต)
- Faisal Malik as Kumbhakarna (กุมภกรรณ)
- Parminder Chhada เป็น Subahu (ยักษ์สวาหุ)
- Saurabh Sachdeva เป็น Maricha (ยักษ์มาริศ)
- Kanchan Chetal เป็น Tataka (ยักษ์ทาฏกะ)
- Chetan Hansraj เป็น Sumali (ท้าวสุมาลี หรือ ท้าวสหมลิวัน)
++ ความต่างต่อมา คือ characters ของตัวละคร ที่เด่น ๆ เลย คือ หนุมาน ครับ ของเวอร์ชั่นอินเดียส่วนใหญ่หนุมานจะนิ่งกว่าของไทย มีบุคลิกค่อนข้างจริงจัง ไม่ติดเล่น ไม่เจ้าชู้ครับ หรือในส่วนของ ราวณะ หรือ ทศกัณฐ์ นั้นก็จะมีภาพรวมที่แตกต่างกันอยู่บ้าง จขกท. ว่าของอินเดียจะมีความเป็นอสูรแบบโหดเหี้ยมกว่า เกรี้ยวกราดกว่าครับ ในส่วนของ กุมภกรรณ ก็เช่นกัน ของอินเดียนั้น กุมภกรรณ จะไม่ได้มีความโหด ความเดือด เท่ากับของเวอร์ชั่นไทยครับ จะเป็นอะไรที่นิ่ง ๆ ออกแนวมีคุณธรรมมากกว่าครับ อันนี้ตัวอย่างนะครับ ดังนั้น ต้องแยกกันให้ออกชัดเจน อย่าติดภาพเดิม ๆ ของเวอร์ชั่นไทยที่เราเคยรับรู้กันมาครับ ในส่วนของเนื้อเรื่อง เนื่องจากยังไม่ได้ดูภาคนี้ จึงขอละไว้ก่อนครับ เดี๋ยวค่อยมารีวิวหลังดูกัน...
++ 3) ดารานำแสดง : เรื่องนี้มีดาราที่ร่วมแสดงที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากมายเลยครับ จขกท. เลยจะขอยกมาแนะนำสำหรับตัวละครเด่น ๆ เท่านั้นนะครับ
- พระเอกของเรื่อง คือ พระราม แสดงโดย Ranbir Kapoor นักแสดงวัย 44 ปี ที่ถือว่าเป็น Top 5 ของพระเอกหนังอินเดียยุคใหม่ ที่ไม่รวม 3 ข่าน เขาคนนี้ไม่ใช่คนอื่นไกล ฮีเป็นสามีตัวจริงของแม่นางคังคุไบ Alia Bhatt นั่นเอง จะบอกว่า จขกท. ชอบการแสดงของเขามาก ทุกวันนี้ยังรอภาคต่อของ Animal (2023) งานที่ จขกท. ยกให้เป็นการแสดงระดับขึ้นหิ้งไปแล้ว ไม่เชื่อลองเชิร์จบ้านแดง ดู Trailer หนังเรื่องนี้ได้เลยครับ แค่ Trailer ก็อึ้งแล้ว ดังนั้น การันตีฝีมือการแสดงของเขาครับ
(Ranbir รับค่าตัวที่ 750 ล้านรูปี หรือ 266 ล้านบาท)
- Yash ผู้รับบท ราวณะ หรือ ทศกัณฐ์ นักแสดงวัย 40 ปี ที่ส่วนใหญ่เขาจะเล่นหนัง Sandalwood หรือ หนังที่พูดภาษา Kannada ที่มีฐานอยู่ที่รัฐ Karnataka (เมืองบังกาลอร์) นอกจากนี้เขายังเป็น co-producer ของหนังเรื่องนี้ด้วย เขามีผลงานเด่น ๆ มากมาย เช่น หนังแอ็คชั่นเฟรนไซส์ KGF ที่โด่งดัง หรือที่เพิ่งเข้ามาฉายในบ้านเราเมื่อเร็ว ๆ นี้อย่าง Toxic (2026) เรียกได้ว่า Yash เป็นสายแอ็คชั่น ขาโหด ตัวจริงคนหนึ่งของวงการครับ
- Sai Pallavi สาววัย 34 ปี ที่รับบท สีตา หรือ นางสีดา ก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่เธอจะแสดงในหนัง Kollywood หรือ Tollywood ที่พูดภาษาทมิฬ หรือ เตลูกู ซะเป็นส่วนใหญ่ ในปีนี้เธอมีหนังภาษาฮินดีเรื่อง Ek Din (2026) ที่รีเมคหนังไทยเรื่อง แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว (2016) แต่ถือไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ครับ
(Sai รับค่าตัวที่ 60 ล้านรูปี หรือ 21 ล้านบาท)
- ป๋า Sunny Deol นักแสดงเจ้าบทบาท ตำนานแห่งวงการหนังอินเดีย วัย 69 ปี ที่ปีนี้ จขกท. ดูหนังป๋าในโรงไปหลายเรื่องมาก ป๋าเล่นหนังเหมือนร้อนเงิน ในเรื่องนี้ป๋าเล่นเป็น หนุมาน โอ้ย! เริ่ด.. เอาคนอายุเกือบ 70 ปีมาเป็นหนุมาน จขกท. บอกว่าหนุมานอินเดียกับหนุมานของบ้านเรานั้นต่างกัน
(ป๋า Sunny รับค่าตัวที่ 200 ล้านรูปี หรือ 71 ล้านบาท)
- Lara Dutta อดีต Miss Universe ปี 2000 วัย 48 ปี ที่ยังคงงามสง่าไม่เปลี่ยน กลับมารับบท Kaikeyi หรือ พระนางไกยเกษี หนึ่งในพระมเหสีของ Dasharatha หรือ ท้าวทศรส
อันนี้ แนะนำกันแบบเบื้องต้นนะครับ เพราะนักแสดงเรื่องนี้เยอะมาก แต่เห็น cast แล้ว บอกเลยว่าน่าดูครับ จากใจคนที่ดูหนังอินเดียมาตลอด cast ไม่อ๋อมครับ...
(มีต่อ คห.1 ครับ)