++ บางทีการที่เราจะได้ดูหนังซักเรื่อง ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาฟ้าลิขิตด้วยเช่นกัน สำหรับ จขกท. หนังเรื่อง Hanuman Ansh ก็เป็นแบบนั้น หนังเรื่องนี้เข้าฉายตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมา แต่กว่า จขกท. จะมีเวลาว่างไปดูก็ช่วงปลายเดือนกันยายนแล้ว พอได้วันที่แน่นอน ปรากฏว่า.. น้ำท่วมบ้านจ้า แล้วหนังฉายแค่ 2 - 3 โรงใน กทม. ไม่สะดวกเดินทางไปดูอีก จนกระทั่งวันอาทิตย์ที่ผ่านมา วันสุดท้ายที่หนังจะฉายในโรงใหญ่ จขกท. ว่างไปดูรอบเย็นพอดีแบบเส้นยาแดงผ่าแปด ถ้าไม่ได้ดูคงเสียใจเป็นอย่างมาก ความเริ่ด! ของ Hanuman Ansh คือ เป็นหนังที่ทำสถิติเป็นหนึ่งในหนังอินเดียภาษาฮินดี ที่มีผลต่างกำไรจากรายได้สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์เรื่องหนึ่ง เพราะหนังเรื่องนี้มีต้นทุนการสร้างเพียง 18 - 20 ล้านรูปี (ประมาณ 7 ล้านบาท) แต่ทำเงินตอนนี้ไปแล้วกว่า 4,300 ล้านรูปี (ประมาณ 1,500 ล้านบาท) โอ้โห! กำไรมหาศาล เป็นการลงทุนที่ยิ่งกว่าคุ้มค่าอีก แม้กระทั่ง หนุ่ม Ranbir Kapoor พระเอกชื่อดังระดับ Top 5 ของอินเดีย ที่กำลังจะรับบทนำใน Ramayana (2026) ที่กำลังจะเข้าฉายในบ้านเราวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ ยังลุ้นให้กำลังใจ ตามติดรายงานรายได้แบบไม่กระพริบตาในเพจทางการของตัวเองอีกด้วย...
++ หนังเล่าเรื่องของ Neem Karoli Baba (Shobhinaw Satyaa) หรือชื่อในตอนเด็ก คือ Lakshman Narayan Sharma บุคคลที่ในเวลาต่อมาคำสอนของเขาได้เป็นที่เคารพและเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนดัง ๆ มากมาย อาทิเช่น Steve Jobs, Mark Zuckerberg, Julia Roberts, Larry Page และ ท่าน Jawaharlal Nehru!!! โดยเด็กชาย Lakshman นั้นถือกำเนิดเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1900 ในครอบครัวที่มีวรรณะพราหมณ์ ที่นับถือศาสนาฮินดู นิกายรามานันทิ (Ramanandi Sampradaya) ที่นับถือพระรามเป็นเทพองค์หลัก อันเป็นนิกายที่แยกย่อยออกมาจากไวษณพนิกาย ที่นับถือพระวิษณุ (หรือพระนารายณ์) เป็นเทพเจ้าสูงสุดผู้สร้างและปกป้องจักรวาล (พระรามนั้นถือว่าเป็นปางที่ 7 ของพระนารายณ์ (พระวิษณุ) ที่อวตารลงมาเป็นมนุษย์เพื่อปราบอธรรม) ดังนั้น จึงถือว่าครอบครัวนี้เป็นผู้มีอยู่มีกินดีอย่างสมบูรณ์ หากแต่เมื่อเขาอายุได้ 12 ปี แม่ของเขาได้จากไปอย่างกะทันหัน ทำให้ในเวลานั้นเด็กชาย Lakshman เสียใจอย่างหนัก และรับไม่ได้ที่แม่จากไป เขาจึงถามพ่อของเขาว่าแม่ได้จากไปที่ไหน พ่อของเขาจึงได้บอกไปว่า แม่ได้จากไปอยู่ในอ้อมกอดของพระรามแล้ว เด็กชาย Lakshman จึงได้กล่าวว่า ตัวเขาเองก็ต้องการไปอยู่กับพระรามเช่นเดียวกันกับแม่ของเขาเช่นกัน จากวันนั้นเขาจึงไม่เป็นอันเล่นอันเรียน แต่กลับเฝ้านั่งบำเพ็ญภาวนาเพื่อให้ได้บรรลุซึ่งการไปอยู่กับพระราม หากแต่วันหนึ่ง พ่อของเขาได้แต่งงานใหม่กับหญิงสาว โดยอ้างว่าเพื่อให้ Lakshman นั้นมีแม่เหมือนคนอื่น จากเหตุนี้ทำให้ Lakshman เสียใจมาก จึงหนีออกจากบ้านมุ่งหน้ายาตราไปทั่วประเทศอินเดีย เพื่อบำเพ็ญเพียรในลักษณะของพวกสาธุ (Sadhu) หรือนักพรตพเนจรที่ละแล้วซึ่งทางโลก จนกระทั่งเขาได้เดินทางมาถึงหมู่บ้าน Neem Karoli ในรัฐอุตตรประเทศ และที่นี่เมื่อชาวบ้านได้เปิดใจต้อนรับเขา พร้อมยกให้เป็นบาบา (Baba) หรือผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นดั่งผู้นำทางจิตวิญญาณของหมู่บ้าน และยังเรียกเขาด้วยความเคารพว่า "Maharaj-ji" หรือท่านเหนือหัว (ในภาษาฮินดี คำว่า "ji" นั้นเป็นคำต่อท้ายเพื่อยกย่องผู้ที่เป็นมหาบุรุษ หรือบุคคลที่เป็นที่เคารพ น่ายกย่องนับถือ ถ้าเป็นภาษาไทยก็คือคำว่า "ท่าน" นั่นเองครับ) และที่หมู่บ้านนี้เอง Lakshman จึงได้สร้างเทวรูปหนุมานขึ้นเป็นที่แรก ส่วนสาเหตุที่ท่านเคารพเทพหนุมานก็เนื่องจากการที่จะไปพบกับพระรามได้นั้น ต้องให้หนุมานอนุญาตและนำพาไป เพราะหนุมานนั้นได้ถวายตัวรับใช้พระรามที่เป็นองค์อวตารของพระนารายณ์ จากเรื่องราวทั้งหมดข้างต้น เราจึงได้ทราบว่าชื่อ Neem Karoli Baba นั้น ก็มาจากชื่อหมู่บ้านที่ Lakshman ได้อาศัยอยู่เพื่อเผยแผ่คำสอน และบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชนเป็นที่แรกนั่นเอง (หนังเรื่อง Hanuman Ansh นี้ จะถูกสร้างเป็นหนังไตรภาค โดยภาคแรกจะเป็นเรื่องราวที่พูดถึงท่าน Neem Karoli Baba ในช่วงเด็ก ไปจนถึงช่วงเวลาที่ท่านเริ่มเผยแผ่ความรู้ในช่วงแรก ๆ)...
(หมายเหตุ - ข้อความที่อยู่ในวงเล็บข้างต้น จขกท. เป็นคนเขียนอธิบายความด้วยตนเอง ถ้ามีอะไรผิดพลาด ท่านผู้รู้สามารถแย้งได้ครับ)
++ สิ่งที่อยากพูดถึงหนังเรื่องนี้ คือ นักแสดงนำอย่าง Shobhinaw Satyaa ซึ่งก็เหมือนอย่างที่ จขกท. พูดไปตอนต้นว่า คนเราถ้ามันจะได้ดูหนัง จะอย่างไรมันก็ได้ดู Shobhinaw Satyaa ก็เช่นกัน คือ คนเราถ้ามันจะได้เป็นดาราแสดงหนังจนโด่งดัง จะอย่างไรมันก็จะได้ดังเป็นพลุแตก เพราะความจริง Shobhinaw นั้น เขาไม่ได้เป็นดาราที่ถูกเลือกให้แสดงในหนังเรื่องนี้แต่แรก โดยเขามีหน้าที่เป็นแค่ผู้ช่วยผู้กำกับคนหนึ่งเท่านั้น แต่ในวันเปิดกล้องนั้น นักแสดงหลักคนที่ถูกเลือกมาเล่นดันป่วยหนัก จนต้องถอนตัวจากการแสดงไป แล้วหนังก็มีทุนจำกัด ทุกอย่างถูกเตรียมการไว้หมดแล้ว เลื่อนหรือถอยไม่ได้ Shobhinaw จึงถูกแคสติ้งงานแบบกระทันหันบนเรือที่ใช้เป็น setting ถ่ายทำ แล้วก็เล่นเป็นบทพระเอกแทนซะเลย แม่เจ้า! ยิ่งกว่าถูกหวย...
++ ความรู้สึกหลังดูหนังจบแล้วก็คือ ด้วยความที่เป็นหนังต้นทุนต่ำ นอกเหนือจากการแสดงและความสนุกของเนื้อเรื่องแล้ว เราคงจะคาดหวังอย่างอื่นอะไรไม่ได้มาก เช่น ในส่วนของงาน Special Effect ต่าง ๆ หนังเลือกใช้การ Gen AI (น่าจะแบบถูก หรือฟรีเลยหรือเปล่า ?) คือ มันยังไม่ได้อยู่ในมาตรฐานหนังที่รายได้ขนาดนี้เลย แต่ก็เข้าใจได้ ส่วนการเล่าเรื่องและการนำเสนอนั้น ถ้าจะให้พูดแบบไม่รักษาน้ำใจ ต้องบอกว่ามันคือหนัง Bio ที่นำเสนอได้แบบ Propaganda สุด ๆ คือ หนังเสนอ Neem Karoli Baba ในลักษณะของเทพเจ้าในร่างมนุษย์ (ก็คืออ้างอิงมาจากหนังสือชีวประวัติของท่านที่มีชื่อว่า Divine Detour: That Changed My Life นั่นเอง) หนังทำให้ Neem Karoli Baba เป็นบุคคลที่มีญาณวิเศษแบบยิ่งกว่า Superman คือ สามารถเข้าใจคำพูดของสัตว์ เช่น นก กระรอก วัว ลิง หรือแม้กระทั่งมดได้ สามารถอ่านใจคนได้ สามารถหยั่งรู้อนาคตได้ สามารถหายตัวได้ สามารถเดินทางข้ามเวลาได้ สามารถเสกสิ่งของต่าง ๆ นานาได้ ฯลฯ ตรงนี้มันเป็นอะไรที่แฟนตาซีมาก แต่ในขณะเดียวกันถ้าเราเปิดใจดู เราก็จะพบว่ามันดูสนุกดีเหมือนกัน ราวกับได้ดูการ์ตูนโดราเอมอน ในเวอร์ชั่นคนอินเดียแสดงอะไรแบบนั้น (จขกท. ไม่ได้จะดูถูกหรือบูลลี่หนังแต่อย่างใด แต่เป็นความรู้สึกตรง ๆ จากที่ได้ดูหนังมา) นอกจากนี้ เรายังได้เห็นได้รับรู้ถึงวิถีชีวิตชุมชนในสมัยอาณานิคม รวมทั้งความยากลำบากในอดีตของคนอินเดีย แต่สิ่งหนึ่งที่ จขกท. สัมผัสได้ คือ ตัวของท่าน Neem Karoli Baba นั้น ท่านน่าจะเป็นคนที่มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์อย่างมาก ๆ และคำสอนของท่านก็เน้นการช่วยเหลือเกื้อกูลคนที่ต่ำต้อยกว่าเรา...
++ สิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ บทบาทการแสดงบทนำของ Shobhinaw Satyaa ไม่แปลกใจเลยที่เขาจะมีส่วนให้หนังดังเป็นพลุแตก เพราะเขาแสดงดีมาก เป็นการแสดงแบบจริงใจ เข้าถึง และมีบุคลิกเป็นตัวของตัวเองอย่างมาก ในรอบที่ จขกท. ดูถือว่าเป็นรอบเกือบสุดท้ายแล้วที่หนังจะฉายในโรงใหญ่ที่เมืองไทย จากนี้ไม่รู้ว่าหนังจะลงสตรีมมิ่งอะไร และเมื่อไหร่ แต่รอบที่ฉายในเมืองไทยที่ จขกท. ดูนั้น ตัวหนังพูดภาษาฮินดี มีซับอังกฤษ แต่ไม่มีซับไทยเลย และคนที่มาดูในโรงทั้งหมด เป็นคนอินเดีย มี จขกท. เป็นคนไทยเพียงคนเดียว เท่าที่ดูรีแอ็คชั่นโดยรอบ ทุกคนก็ดูจะเอ็นจอยกับหนังมาก ๆ ส่วนรายได้ที่ทำได้มหาศาลในอินเดียนั้นไม่ต้องแปลกใจ เพราะลูกศิษย์ลูกหาของท่าน Neem Karoli Baba นั้นมีหลายล้านคน และศาสนาฮินดู นิกายรามานันทินั้น ก็เป็นนิกายที่มีผู้นับถือมากเป็นลำดับต้น ๆ...
++ ตอนจบช่วง end credit หนังได้ฉายเบื้องหลังงานสร้างและการถ่ายทำ จขกท. พบว่าพลังอันใหญ่หลวงที่เป็นดั่งแรงบันดาลใจของทีมสร้างหนังเรื่องนี้ คือ ความศรัทธาอันบริสุทธิ์ ที่มีต่อท่าน Neem Karoli Baba ตรงนี้สร้างความประทับใจได้อย่างมาก และสาวกของท่านนั้นก็มีอยู่ทั่วโลก เช่น ในอเมริกา แคนาดา เยอรมนี และ อังกฤษ เป็นต้น ส่วนภาคต่อ ๆ ไป เชื่อว่าจากความสำเร็จแบบสุด ๆ จากภาคนี้ งานสร้างและอื่น ๆ ต้องพัฒนาขึ้นอย่างมากแน่นอน...
[ รีวิวหนังโรง ] Hanuman Ansh (2026)
++ บางทีการที่เราจะได้ดูหนังซักเรื่อง ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาฟ้าลิขิตด้วยเช่นกัน สำหรับ จขกท. หนังเรื่อง Hanuman Ansh ก็เป็นแบบนั้น หนังเรื่องนี้เข้าฉายตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมา แต่กว่า จขกท. จะมีเวลาว่างไปดูก็ช่วงปลายเดือนกันยายนแล้ว พอได้วันที่แน่นอน ปรากฏว่า.. น้ำท่วมบ้านจ้า แล้วหนังฉายแค่ 2 - 3 โรงใน กทม. ไม่สะดวกเดินทางไปดูอีก จนกระทั่งวันอาทิตย์ที่ผ่านมา วันสุดท้ายที่หนังจะฉายในโรงใหญ่ จขกท. ว่างไปดูรอบเย็นพอดีแบบเส้นยาแดงผ่าแปด ถ้าไม่ได้ดูคงเสียใจเป็นอย่างมาก ความเริ่ด! ของ Hanuman Ansh คือ เป็นหนังที่ทำสถิติเป็นหนึ่งในหนังอินเดียภาษาฮินดี ที่มีผลต่างกำไรจากรายได้สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์เรื่องหนึ่ง เพราะหนังเรื่องนี้มีต้นทุนการสร้างเพียง 18 - 20 ล้านรูปี (ประมาณ 7 ล้านบาท) แต่ทำเงินตอนนี้ไปแล้วกว่า 4,300 ล้านรูปี (ประมาณ 1,500 ล้านบาท) โอ้โห! กำไรมหาศาล เป็นการลงทุนที่ยิ่งกว่าคุ้มค่าอีก แม้กระทั่ง หนุ่ม Ranbir Kapoor พระเอกชื่อดังระดับ Top 5 ของอินเดีย ที่กำลังจะรับบทนำใน Ramayana (2026) ที่กำลังจะเข้าฉายในบ้านเราวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ ยังลุ้นให้กำลังใจ ตามติดรายงานรายได้แบบไม่กระพริบตาในเพจทางการของตัวเองอีกด้วย...
++ หนังเล่าเรื่องของ Neem Karoli Baba (Shobhinaw Satyaa) หรือชื่อในตอนเด็ก คือ Lakshman Narayan Sharma บุคคลที่ในเวลาต่อมาคำสอนของเขาได้เป็นที่เคารพและเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนดัง ๆ มากมาย อาทิเช่น Steve Jobs, Mark Zuckerberg, Julia Roberts, Larry Page และ ท่าน Jawaharlal Nehru!!! โดยเด็กชาย Lakshman นั้นถือกำเนิดเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1900 ในครอบครัวที่มีวรรณะพราหมณ์ ที่นับถือศาสนาฮินดู นิกายรามานันทิ (Ramanandi Sampradaya) ที่นับถือพระรามเป็นเทพองค์หลัก อันเป็นนิกายที่แยกย่อยออกมาจากไวษณพนิกาย ที่นับถือพระวิษณุ (หรือพระนารายณ์) เป็นเทพเจ้าสูงสุดผู้สร้างและปกป้องจักรวาล (พระรามนั้นถือว่าเป็นปางที่ 7 ของพระนารายณ์ (พระวิษณุ) ที่อวตารลงมาเป็นมนุษย์เพื่อปราบอธรรม) ดังนั้น จึงถือว่าครอบครัวนี้เป็นผู้มีอยู่มีกินดีอย่างสมบูรณ์ หากแต่เมื่อเขาอายุได้ 12 ปี แม่ของเขาได้จากไปอย่างกะทันหัน ทำให้ในเวลานั้นเด็กชาย Lakshman เสียใจอย่างหนัก และรับไม่ได้ที่แม่จากไป เขาจึงถามพ่อของเขาว่าแม่ได้จากไปที่ไหน พ่อของเขาจึงได้บอกไปว่า แม่ได้จากไปอยู่ในอ้อมกอดของพระรามแล้ว เด็กชาย Lakshman จึงได้กล่าวว่า ตัวเขาเองก็ต้องการไปอยู่กับพระรามเช่นเดียวกันกับแม่ของเขาเช่นกัน จากวันนั้นเขาจึงไม่เป็นอันเล่นอันเรียน แต่กลับเฝ้านั่งบำเพ็ญภาวนาเพื่อให้ได้บรรลุซึ่งการไปอยู่กับพระราม หากแต่วันหนึ่ง พ่อของเขาได้แต่งงานใหม่กับหญิงสาว โดยอ้างว่าเพื่อให้ Lakshman นั้นมีแม่เหมือนคนอื่น จากเหตุนี้ทำให้ Lakshman เสียใจมาก จึงหนีออกจากบ้านมุ่งหน้ายาตราไปทั่วประเทศอินเดีย เพื่อบำเพ็ญเพียรในลักษณะของพวกสาธุ (Sadhu) หรือนักพรตพเนจรที่ละแล้วซึ่งทางโลก จนกระทั่งเขาได้เดินทางมาถึงหมู่บ้าน Neem Karoli ในรัฐอุตตรประเทศ และที่นี่เมื่อชาวบ้านได้เปิดใจต้อนรับเขา พร้อมยกให้เป็นบาบา (Baba) หรือผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นดั่งผู้นำทางจิตวิญญาณของหมู่บ้าน และยังเรียกเขาด้วยความเคารพว่า "Maharaj-ji" หรือท่านเหนือหัว (ในภาษาฮินดี คำว่า "ji" นั้นเป็นคำต่อท้ายเพื่อยกย่องผู้ที่เป็นมหาบุรุษ หรือบุคคลที่เป็นที่เคารพ น่ายกย่องนับถือ ถ้าเป็นภาษาไทยก็คือคำว่า "ท่าน" นั่นเองครับ) และที่หมู่บ้านนี้เอง Lakshman จึงได้สร้างเทวรูปหนุมานขึ้นเป็นที่แรก ส่วนสาเหตุที่ท่านเคารพเทพหนุมานก็เนื่องจากการที่จะไปพบกับพระรามได้นั้น ต้องให้หนุมานอนุญาตและนำพาไป เพราะหนุมานนั้นได้ถวายตัวรับใช้พระรามที่เป็นองค์อวตารของพระนารายณ์ จากเรื่องราวทั้งหมดข้างต้น เราจึงได้ทราบว่าชื่อ Neem Karoli Baba นั้น ก็มาจากชื่อหมู่บ้านที่ Lakshman ได้อาศัยอยู่เพื่อเผยแผ่คำสอน และบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชนเป็นที่แรกนั่นเอง (หนังเรื่อง Hanuman Ansh นี้ จะถูกสร้างเป็นหนังไตรภาค โดยภาคแรกจะเป็นเรื่องราวที่พูดถึงท่าน Neem Karoli Baba ในช่วงเด็ก ไปจนถึงช่วงเวลาที่ท่านเริ่มเผยแผ่ความรู้ในช่วงแรก ๆ)...
(หมายเหตุ - ข้อความที่อยู่ในวงเล็บข้างต้น จขกท. เป็นคนเขียนอธิบายความด้วยตนเอง ถ้ามีอะไรผิดพลาด ท่านผู้รู้สามารถแย้งได้ครับ)
++ สิ่งที่อยากพูดถึงหนังเรื่องนี้ คือ นักแสดงนำอย่าง Shobhinaw Satyaa ซึ่งก็เหมือนอย่างที่ จขกท. พูดไปตอนต้นว่า คนเราถ้ามันจะได้ดูหนัง จะอย่างไรมันก็ได้ดู Shobhinaw Satyaa ก็เช่นกัน คือ คนเราถ้ามันจะได้เป็นดาราแสดงหนังจนโด่งดัง จะอย่างไรมันก็จะได้ดังเป็นพลุแตก เพราะความจริง Shobhinaw นั้น เขาไม่ได้เป็นดาราที่ถูกเลือกให้แสดงในหนังเรื่องนี้แต่แรก โดยเขามีหน้าที่เป็นแค่ผู้ช่วยผู้กำกับคนหนึ่งเท่านั้น แต่ในวันเปิดกล้องนั้น นักแสดงหลักคนที่ถูกเลือกมาเล่นดันป่วยหนัก จนต้องถอนตัวจากการแสดงไป แล้วหนังก็มีทุนจำกัด ทุกอย่างถูกเตรียมการไว้หมดแล้ว เลื่อนหรือถอยไม่ได้ Shobhinaw จึงถูกแคสติ้งงานแบบกระทันหันบนเรือที่ใช้เป็น setting ถ่ายทำ แล้วก็เล่นเป็นบทพระเอกแทนซะเลย แม่เจ้า! ยิ่งกว่าถูกหวย...
++ ความรู้สึกหลังดูหนังจบแล้วก็คือ ด้วยความที่เป็นหนังต้นทุนต่ำ นอกเหนือจากการแสดงและความสนุกของเนื้อเรื่องแล้ว เราคงจะคาดหวังอย่างอื่นอะไรไม่ได้มาก เช่น ในส่วนของงาน Special Effect ต่าง ๆ หนังเลือกใช้การ Gen AI (น่าจะแบบถูก หรือฟรีเลยหรือเปล่า ?) คือ มันยังไม่ได้อยู่ในมาตรฐานหนังที่รายได้ขนาดนี้เลย แต่ก็เข้าใจได้ ส่วนการเล่าเรื่องและการนำเสนอนั้น ถ้าจะให้พูดแบบไม่รักษาน้ำใจ ต้องบอกว่ามันคือหนัง Bio ที่นำเสนอได้แบบ Propaganda สุด ๆ คือ หนังเสนอ Neem Karoli Baba ในลักษณะของเทพเจ้าในร่างมนุษย์ (ก็คืออ้างอิงมาจากหนังสือชีวประวัติของท่านที่มีชื่อว่า Divine Detour: That Changed My Life นั่นเอง) หนังทำให้ Neem Karoli Baba เป็นบุคคลที่มีญาณวิเศษแบบยิ่งกว่า Superman คือ สามารถเข้าใจคำพูดของสัตว์ เช่น นก กระรอก วัว ลิง หรือแม้กระทั่งมดได้ สามารถอ่านใจคนได้ สามารถหยั่งรู้อนาคตได้ สามารถหายตัวได้ สามารถเดินทางข้ามเวลาได้ สามารถเสกสิ่งของต่าง ๆ นานาได้ ฯลฯ ตรงนี้มันเป็นอะไรที่แฟนตาซีมาก แต่ในขณะเดียวกันถ้าเราเปิดใจดู เราก็จะพบว่ามันดูสนุกดีเหมือนกัน ราวกับได้ดูการ์ตูนโดราเอมอน ในเวอร์ชั่นคนอินเดียแสดงอะไรแบบนั้น (จขกท. ไม่ได้จะดูถูกหรือบูลลี่หนังแต่อย่างใด แต่เป็นความรู้สึกตรง ๆ จากที่ได้ดูหนังมา) นอกจากนี้ เรายังได้เห็นได้รับรู้ถึงวิถีชีวิตชุมชนในสมัยอาณานิคม รวมทั้งความยากลำบากในอดีตของคนอินเดีย แต่สิ่งหนึ่งที่ จขกท. สัมผัสได้ คือ ตัวของท่าน Neem Karoli Baba นั้น ท่านน่าจะเป็นคนที่มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์อย่างมาก ๆ และคำสอนของท่านก็เน้นการช่วยเหลือเกื้อกูลคนที่ต่ำต้อยกว่าเรา...
++ สิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ บทบาทการแสดงบทนำของ Shobhinaw Satyaa ไม่แปลกใจเลยที่เขาจะมีส่วนให้หนังดังเป็นพลุแตก เพราะเขาแสดงดีมาก เป็นการแสดงแบบจริงใจ เข้าถึง และมีบุคลิกเป็นตัวของตัวเองอย่างมาก ในรอบที่ จขกท. ดูถือว่าเป็นรอบเกือบสุดท้ายแล้วที่หนังจะฉายในโรงใหญ่ที่เมืองไทย จากนี้ไม่รู้ว่าหนังจะลงสตรีมมิ่งอะไร และเมื่อไหร่ แต่รอบที่ฉายในเมืองไทยที่ จขกท. ดูนั้น ตัวหนังพูดภาษาฮินดี มีซับอังกฤษ แต่ไม่มีซับไทยเลย และคนที่มาดูในโรงทั้งหมด เป็นคนอินเดีย มี จขกท. เป็นคนไทยเพียงคนเดียว เท่าที่ดูรีแอ็คชั่นโดยรอบ ทุกคนก็ดูจะเอ็นจอยกับหนังมาก ๆ ส่วนรายได้ที่ทำได้มหาศาลในอินเดียนั้นไม่ต้องแปลกใจ เพราะลูกศิษย์ลูกหาของท่าน Neem Karoli Baba นั้นมีหลายล้านคน และศาสนาฮินดู นิกายรามานันทินั้น ก็เป็นนิกายที่มีผู้นับถือมากเป็นลำดับต้น ๆ...
++ ตอนจบช่วง end credit หนังได้ฉายเบื้องหลังงานสร้างและการถ่ายทำ จขกท. พบว่าพลังอันใหญ่หลวงที่เป็นดั่งแรงบันดาลใจของทีมสร้างหนังเรื่องนี้ คือ ความศรัทธาอันบริสุทธิ์ ที่มีต่อท่าน Neem Karoli Baba ตรงนี้สร้างความประทับใจได้อย่างมาก และสาวกของท่านนั้นก็มีอยู่ทั่วโลก เช่น ในอเมริกา แคนาดา เยอรมนี และ อังกฤษ เป็นต้น ส่วนภาคต่อ ๆ ไป เชื่อว่าจากความสำเร็จแบบสุด ๆ จากภาคนี้ งานสร้างและอื่น ๆ ต้องพัฒนาขึ้นอย่างมากแน่นอน...