ไปดูมาเล่า : เลี้ยงไม่เชี่อง



ได้ไปดูแบบไม่รู้เรื่องอะไรเลย เห้ยหนังใหม่เข้า เห็นภาพแล้วน่าสนใจ เลยลองตีตั๋วเข้าไปดู

เลี้ยงไม่เชื่อง เล่าถึงวิถีชีวิตในชนบทของครอบครัว ๆ นึง ไม่ได้เร้นแค้น ไม่ได้สาหัส
แต่เล่นถึงรูปแบบการดำเนินชีวิตของครอบครัวนึงในชนบท (งง, หมายถึงแค่ครอบครัวนี้แหล่ะ ไม่ได่เหมาทั้งชนบท)


ตัวหนังไม่ได้บันเทิงเลย แต่สร้างความหดหู่ไปเรื่อย ๆ ค่อย ๆ ไล่สะสมความกดดันให้ตัวละครตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ก็รู้สึกว่า

นี่แหล่ะ ไม่ต้องมาบอก มาปั้นกระแสว่า มัน real มันสะท้อนสังคมใด ๆ แต่เข้าไปดูแล้วรู้สึกได้เองว่า เออมันใช่นะ

ครอบครัวที่
ลูกคนโต หนีบ้านไปขุดทอง กทม.
ลูกคนเล็ก รับบทดูแลบ้านและแม่ไป
แม่ก็ป่วย ติดการพนัน
และเด็กคนนึงที่เก็บมาเลี้ยง ตามที่มาของชื่อหนัง, เลี้ยงไม่เชื่อง

ภาพรวมตัวหนัง สำหรับผม
ผมชอบนะ การดำเนินเรื่อง การไล่อารมณ์ตัวละคร การค่อย ๆ เผยความจริง ที่ไม่ได้มาจากการกั๊กแบบเล่าไม่หมด
แต่ค่อย ๆ เล่าในมุมมองแบบผู้สังเกตุการณ์ ที่ไม่ได้แต๊บส่วนสำคัญไว้ที่มุม ๆ นึงรอพล็อตทวิส อะไรแบบนั้น

การเล่าไม่ยืดเยื้อนะ แต่ฉากแต่งละฉาก เราผู้เป็นคนสังเกตุการณ์ จะ เอ๊ะ แอ๊ะ อ๊ะ ไปเรื่อย ๆ จนสรุปภาพ ขมวดปม ด้วยบริบททางคำพูดหรือเหตุการณ์บางอย่าง จนเราอุทาน (ในใจ) กูว่าแล้ววววววว

ข้อดีคือทั้งเรื่อง สำหรับผมข้อเสียมีจุดเดียวคือตอนจบ
ที่เหมือนพยายาม reset timeline มากเกินไปหน่อย, เรียกว่าจบแบบหนังคัลท์เลยก็ได้

ผมก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจบยังไงมันถึงจะดี รู้แต่ว่า การจบแบบนี้ มันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ (สำหรับแค่ผมนะ, คนอื่นอาจจะชอบก็ได้)


ถ้าใครเข้าไปดู ก่อนจะอินไปกับจุดอื่น ๆ อยากให้อย่าลืม ตัวเอกมันเป็นแค่เด็ก กำลังขึ้น ม.4 อายุก็น่าจะราว ๆ 15-16

ซึ่งเป็นที่มาของการสรุปแบบสั้น ๆ ที่ผมจะให้ได้ไว้ว่า

“เด็กมัน จูนิเบียว”
แค่นั้นเลย

จูนิเบียวแบบสั้น ๆ ง่าย ๆ คือ
อ่านดราก้อนบอลแล้วคิดว่าตัวเองปล่อยพลังคลื่นเต่าได้

ปล. แพทสวยมาก (ในฉากนั้น)
จะบอกว่าไปดูเพราะแพท ก็ไม่ปฏิเสธ
แต่ไม่รู้นะว่า มีฉากแบบนั้นด้วย, แต่กระนั้น ฉากนั้นที่โผล่มาแว้บเดียวก็สวยมาก

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่