ระบบการเงินที่ทำให้เงินเสื่อมค่า(เงินเฟ้อ) คือตัวการหลักที่ทำให้สังคมมาถึงจุดนี้และมันมีแต่จะแย่ลง
เกริ่นนำก่อนว่าเศรษฐกิจเราโตมาได้ก็เพราะคุณค่าหรือคุณประโยชน์ที่มนุษย์สร้างให้ซึ่งกันและกัน ผมหาปลาเก่ง คุณทำผ้าเป็น ผมก็โฟกัสกับการเชี่ยวชาญในทักษะการหาปลา พัฒนานวัตกรรมเช่นแห่ เรือประมง เพื่อหาปลาให้เยอะขึ้นและมีคุณภาพ คุณก็โฟกัสกับการสร้างผ้า ทำให้เสื้อผ้าดูดี มีประโยชน์ตามความต้องการของผู้คน ความต้องการที่ว่าก็คือ Demand จำนวนผลผลิตเช่นจำนวนปลา,จำนวนผ้า ก็คือ Supply เมื่อความต้องการมาชนกับจำนวนผลผลิตก็เกิดเป็นการต่อรองราคา ทำให้ราคาหรือ Price เกิดขึ้นมา เงินหรือ Money คือสิ่งที่เข้ามาเพื่อเป็นตัวกลางในการเป็นตัวกำหนดมูลค่าในการซื้อขายแลกเปลี่ยน เงินโดยตัวมันเองมีค่าก็เพราะมันสามารถแลกเปลี่ยนได้ ทุกคนในสังคมต้องการมันเพราะคุณสมบัติที่ทุกคนเชื่อว่ามันคือตัวกลางในการแลกเปลี่ยน
ดังนั้นเงินโดยตัวมันเองก็แค่กระดาษ ทองคำโดยตัวมันเองก็แค่ก้อนหินสีเหลือง แต่คุณค่ามันเกิดขึ้นเมื่อมันมีประโยชน์และเงินตรา(Fiat Money)ก็มีค่าเพราะรัฐชี้นิ้วสั่งให้มันเป็นเงินและปชช.ในประเทศก็ใช้มันเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน
เดิมที่เงินตรามันก็แค่ตั๋วแลกทองคำ คล้ายๆกับคูปองแลกอาหารในศูนย์อาหาร ประมาณเงินแต่เดิมก็ตามปริมาณทองคำแต่ด้วยความที่ถ้าเอาตามนั้น Supply เงินในระบบจะน้อยจนทำให้ราคาของเงินมีความผันผวนเหมือนทองคำในตอนนี้และมันจะใช้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนที่ค่อนข้างใช้ยากเพราะต้องเคาะราคาใหม่ทุกวันหรือแม้แต่ทุกวินาที รัฐก็เลยออกตั๋วแลกทองคำที่เรียกว่าเงินตราขึ้นมาเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนที่เที่ยงตรง
มันจะไม่มีอะไรเลยถ้ารัฐไม่เสกเงินตราขึ้นมาจากอากาศผ่านการออกพันธบัตรก็คือ "กู้เงิน" จากธนาคารกลางนั่นละ ธนาคารกลางนำพันธบัตรรัฐมาค้ำและพิมพ์เงินตราก็คือสร้างเงินขึ้นมาดื้อๆเลย ส่วนสิ่งที่ค้ำเงินนั้นก็คือ "สัญญากู้เงิน" สัญญาที่ว่านั่นคือรัฐจะนำเงินกู้ไปพัฒนาปท.เพื่อทำให้ขนาดเศรษฐกิจโตขึ้น ปชช.โดยรวมเก่งขึ้น(ปชช.มีประโยชน์มากขึ้น สร้างคุณค่าได้มากขึ้นผ่านความเชี่ยวชาญ ผ่านการสร้างนวัตกรรม รัฐก็จะเก็บภาษีได้มากขึ้นซึ่งเป็นรายได้หลักของรัฐที่นำมาใช้หนี้ที่ตนเองก่อไป) เงินที่ว่าก็กระจายผ่านการลงทุนโดยรัฐ บางส่วนออกมาจากเหล่าบริษัทที่ไปกู้เงินแบงค์มาอีกทีเพื่อมาลงทุนใน Project ต่างๆ
ทุกสิ่งจะดำเนินไปอย่างราบรื่นเลยถ้าการลงทุนที่ว่านั้นสร้างรายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย แต่ความจริงคือไม่น่ะสิ ส่วนใหญ่แล้วเจ๊งเงินที่กู้มาก็เหมือนเทน้ำพริกละลายแม่น้ำ โดยเฉพาะภาครัฐที่มักจะใช้เงินโง่ๆ ไม่มีความคุ้มค่าและสิ่งนี้มันสะสม มันทบต้นมาตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถ้าเอาให้ชัดๆก็หลัง 1971 ที่มีการประกาศจากเมกาว่าเลิกผูกทองคำด้วยดอลล่าห์ ตั๋วแลกทองคำที่ชื่อว่าเงินตราตอนนี้ไม่มึทองคำคอยแบ็คหลังอยู่อีกแล้ว
ว่าง่ายๆละกัน การพิมพ์เงินนี้ของรัฐเหมือนเป็นการปล้นเงินประชาชนทุกคนในระบบไปทีละนิดๆ ผ่านอัตราเงินเฟ้อ(อย่าไปเชื่อตัวเลขที่รัฐบอกนะเจ้า CPI อะมันแต่งกันได้) อัตราเงินเฟ้อโดยประมาณถ้าคำนวณย้อนหลังจากราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นจะตกอยู่ที่ 6-7% ต่อปี เรียกว่าสูงมาก สูงจนการลงทุนใน S&P 500 ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% นั้นแทบจะไม่ทำให้เรารวยขึ้นอย่างมีนัยยะเลย และการที่ค่าครองชีพแพงขึ้นในขณะที่รายได้เท่าเดิมหรือแม้แต่ลดลงเพราะการมาของ AI จะยิ่งทำให้คนในรุ่นๆถัดๆไปสร้างตัวยากขึ้นเรื่อยๆ
รัฐบาลตอนนี้ทั่วโลกเปรียบเป็นคนก็เหมือนคนๆหนึ่งที่ถังแตก ใช้จ่ายมากกว่าหาได้ เป็นหนี้เป็นสินล้นพ้นตัว จนตอนนี้หนักถึงขั้นต้องกู้มาใช้จ่ายดอกเบี้ยและหนี้เก่า ต้องกู้มาบริโภค ลองนึกภาพมนุษย์คนนึงที่ต้องกู้เงินธนาคารเพื่อมาซื้อข้าวกินอะครับ นั่นละสภาพรัฐบาลทั่วโลกตอนนี้ ความสามารถในการหาเงินมันโตตามไม่ทันค่าใช้จ่าย(โครงการรัฐ,สวัสดิการ,เงินเดือนข้าราชการ,ดอกเบี้ยพันธบัตรและอื่นๆ)
ตอนนี้รอแต่การล่มสลาย
เงินเสื่อมค่าทำให้ปชช.รุ่นถัดๆไปจะค่อยๆใช้ชีวิตและตั้งตัวยากขึ้น เนื่องจากค่าครองชีพที่แพงขึ้น เนื่องมาจากเงินตราเองที่เป็นหน่วยวัดกับสิ่งของมีมูลค่าลดลงเนื่องจากปริมาณเงินในระบบมันเพิ่มขึ้นและตัวขนาดผลผลิตเอง นวัตกรรมเอง ดันโตไม่ทันอัตราการพิมพ์เงิน
ยิ่งรัฐกู้เงินมาโป๊ะหนี้เก่า ก็คือกู้มาจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตร กู้มาใช้จ่ายในภาครัฐ(เช่นงบขาดดุล ใช้จ่าย>รายได้) สะสมไปเรื่อยๆเหมือนตลอด 50 กว่าปีที่ผ่านมา ข้าวของจะแพงขึ้นเรื่อยๆซึ่งแปลกใช่มั้ยเพราะเทคโนโลยีเราพัฒนาอย่างภาคเกษตรหรืออุตสาหกรรมหรือแม้แต่การมาของ AI ต้นทุนการผลิตต้องลดลงสิมันก็จะส่งผลให้ราคาขายลดลงตามไปด้วย แต่ทำไมข้าวของเครื่องใช้ ขนมถึงมีราคาปรับขึ้นเรื่อยๆทุกปี ถ้าราคาไม่เพิ่มปริมาณก็จะลดลงดูตัวอย่างพวกขนมเลย์ เป็นต้นค่อยๆลดลงเรื่อยๆ
ดังนั้นคนรุ่นใหม่จะตั้งตัวยากขึ้น การรีเซ็ทจะต้องเกิดและจะต้องมีคนเจ็บปวดและสูญเสียผ่านการแย่งชิงทรัพยากร ทำสงครามจำนวนมาก เศรษฐกิจจะไปต่อไม่ได้ คนส่วนใหญ่มีรายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย ไม่พอเก็บ ไม่พอที่จะตั้งตัว
ผมทำนายเลยว่าความโกลาหล การต่อสู้แย่งชิงจะเกิดในยุคถัดจากนี้ไป ไม่มีอีกแล้วความสงบสุขที่เคยเกิดขึ้นหลังสิ้นสุดสงครามเย็นจาก 1991 ตอนนี้ 2026 คนที่เกิดในช่วง 35ปีมานี้คุณถือว่าเกิดในยุคทองแห่งการเติบโตและสงบสุขของโลกเรา และยุคนี้ได้ผ่านไปแล้ว ตอนนี้กำลังเข้าสู่ช่วงขาลงและต่อจากนี้มีแต่จะลงไปเรื่อยๆจนกว่าจะค่อยๆพื้นตัวและกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ซึ่งไม่รู้จะเกิดขึ้นอีกทีตอนไหนอาจจะ 30-40ปีต่อจากนี้ วัฏจักรเศรษฐกิจนี้เกิดขึ้นมาแล้วไม่รู้ตั้งกี่ครั้งต่อครั้งอ้างอิงจากหนังสือของ Ray Dalio The Changing World Order. และ Big Debt Crisis.
เขืยนขึ้นในวันที่ 1/11/2026 ในช่วงที่สหรัฐกำลังเตรียมโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่,ใต้หวัน จีน เกาหลีใต้-เหนือมีความตึงเครียด,ในยุโรปทั้งฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมัน เกิดการประท้วงและก่อการจลาจลไปทั่วประเทศ แม้แต่ดัชนีเช่น NQ100 เองก็เกิดสัญญาณทางเทคนิคอย่างการ Break out ในภาพ Day มี divergent ในภาพ Day,Week ซึ่งมันเป็นสัญญาณแรกๆของการเกิด Recession หรือการย่อตัวในภาพใหญ่ตามมาของดัชนี
เงินเสื่อมค่าทำให้โลกมาถึงจุดถดถอย ผมทำนายว่าโลกจะโกลาหลต่อจากนี้มีแต่จะพังพินาศ การรีเซ็ทครั้งใหญ่จะต้องเกิดขึ้น
เกริ่นนำก่อนว่าเศรษฐกิจเราโตมาได้ก็เพราะคุณค่าหรือคุณประโยชน์ที่มนุษย์สร้างให้ซึ่งกันและกัน ผมหาปลาเก่ง คุณทำผ้าเป็น ผมก็โฟกัสกับการเชี่ยวชาญในทักษะการหาปลา พัฒนานวัตกรรมเช่นแห่ เรือประมง เพื่อหาปลาให้เยอะขึ้นและมีคุณภาพ คุณก็โฟกัสกับการสร้างผ้า ทำให้เสื้อผ้าดูดี มีประโยชน์ตามความต้องการของผู้คน ความต้องการที่ว่าก็คือ Demand จำนวนผลผลิตเช่นจำนวนปลา,จำนวนผ้า ก็คือ Supply เมื่อความต้องการมาชนกับจำนวนผลผลิตก็เกิดเป็นการต่อรองราคา ทำให้ราคาหรือ Price เกิดขึ้นมา เงินหรือ Money คือสิ่งที่เข้ามาเพื่อเป็นตัวกลางในการเป็นตัวกำหนดมูลค่าในการซื้อขายแลกเปลี่ยน เงินโดยตัวมันเองมีค่าก็เพราะมันสามารถแลกเปลี่ยนได้ ทุกคนในสังคมต้องการมันเพราะคุณสมบัติที่ทุกคนเชื่อว่ามันคือตัวกลางในการแลกเปลี่ยน
ดังนั้นเงินโดยตัวมันเองก็แค่กระดาษ ทองคำโดยตัวมันเองก็แค่ก้อนหินสีเหลือง แต่คุณค่ามันเกิดขึ้นเมื่อมันมีประโยชน์และเงินตรา(Fiat Money)ก็มีค่าเพราะรัฐชี้นิ้วสั่งให้มันเป็นเงินและปชช.ในประเทศก็ใช้มันเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน
เดิมที่เงินตรามันก็แค่ตั๋วแลกทองคำ คล้ายๆกับคูปองแลกอาหารในศูนย์อาหาร ประมาณเงินแต่เดิมก็ตามปริมาณทองคำแต่ด้วยความที่ถ้าเอาตามนั้น Supply เงินในระบบจะน้อยจนทำให้ราคาของเงินมีความผันผวนเหมือนทองคำในตอนนี้และมันจะใช้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนที่ค่อนข้างใช้ยากเพราะต้องเคาะราคาใหม่ทุกวันหรือแม้แต่ทุกวินาที รัฐก็เลยออกตั๋วแลกทองคำที่เรียกว่าเงินตราขึ้นมาเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนที่เที่ยงตรง
มันจะไม่มีอะไรเลยถ้ารัฐไม่เสกเงินตราขึ้นมาจากอากาศผ่านการออกพันธบัตรก็คือ "กู้เงิน" จากธนาคารกลางนั่นละ ธนาคารกลางนำพันธบัตรรัฐมาค้ำและพิมพ์เงินตราก็คือสร้างเงินขึ้นมาดื้อๆเลย ส่วนสิ่งที่ค้ำเงินนั้นก็คือ "สัญญากู้เงิน" สัญญาที่ว่านั่นคือรัฐจะนำเงินกู้ไปพัฒนาปท.เพื่อทำให้ขนาดเศรษฐกิจโตขึ้น ปชช.โดยรวมเก่งขึ้น(ปชช.มีประโยชน์มากขึ้น สร้างคุณค่าได้มากขึ้นผ่านความเชี่ยวชาญ ผ่านการสร้างนวัตกรรม รัฐก็จะเก็บภาษีได้มากขึ้นซึ่งเป็นรายได้หลักของรัฐที่นำมาใช้หนี้ที่ตนเองก่อไป) เงินที่ว่าก็กระจายผ่านการลงทุนโดยรัฐ บางส่วนออกมาจากเหล่าบริษัทที่ไปกู้เงินแบงค์มาอีกทีเพื่อมาลงทุนใน Project ต่างๆ
ทุกสิ่งจะดำเนินไปอย่างราบรื่นเลยถ้าการลงทุนที่ว่านั้นสร้างรายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย แต่ความจริงคือไม่น่ะสิ ส่วนใหญ่แล้วเจ๊งเงินที่กู้มาก็เหมือนเทน้ำพริกละลายแม่น้ำ โดยเฉพาะภาครัฐที่มักจะใช้เงินโง่ๆ ไม่มีความคุ้มค่าและสิ่งนี้มันสะสม มันทบต้นมาตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถ้าเอาให้ชัดๆก็หลัง 1971 ที่มีการประกาศจากเมกาว่าเลิกผูกทองคำด้วยดอลล่าห์ ตั๋วแลกทองคำที่ชื่อว่าเงินตราตอนนี้ไม่มึทองคำคอยแบ็คหลังอยู่อีกแล้ว
ว่าง่ายๆละกัน การพิมพ์เงินนี้ของรัฐเหมือนเป็นการปล้นเงินประชาชนทุกคนในระบบไปทีละนิดๆ ผ่านอัตราเงินเฟ้อ(อย่าไปเชื่อตัวเลขที่รัฐบอกนะเจ้า CPI อะมันแต่งกันได้) อัตราเงินเฟ้อโดยประมาณถ้าคำนวณย้อนหลังจากราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นจะตกอยู่ที่ 6-7% ต่อปี เรียกว่าสูงมาก สูงจนการลงทุนใน S&P 500 ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% นั้นแทบจะไม่ทำให้เรารวยขึ้นอย่างมีนัยยะเลย และการที่ค่าครองชีพแพงขึ้นในขณะที่รายได้เท่าเดิมหรือแม้แต่ลดลงเพราะการมาของ AI จะยิ่งทำให้คนในรุ่นๆถัดๆไปสร้างตัวยากขึ้นเรื่อยๆ
รัฐบาลตอนนี้ทั่วโลกเปรียบเป็นคนก็เหมือนคนๆหนึ่งที่ถังแตก ใช้จ่ายมากกว่าหาได้ เป็นหนี้เป็นสินล้นพ้นตัว จนตอนนี้หนักถึงขั้นต้องกู้มาใช้จ่ายดอกเบี้ยและหนี้เก่า ต้องกู้มาบริโภค ลองนึกภาพมนุษย์คนนึงที่ต้องกู้เงินธนาคารเพื่อมาซื้อข้าวกินอะครับ นั่นละสภาพรัฐบาลทั่วโลกตอนนี้ ความสามารถในการหาเงินมันโตตามไม่ทันค่าใช้จ่าย(โครงการรัฐ,สวัสดิการ,เงินเดือนข้าราชการ,ดอกเบี้ยพันธบัตรและอื่นๆ)
ตอนนี้รอแต่การล่มสลาย
เงินเสื่อมค่าทำให้ปชช.รุ่นถัดๆไปจะค่อยๆใช้ชีวิตและตั้งตัวยากขึ้น เนื่องจากค่าครองชีพที่แพงขึ้น เนื่องมาจากเงินตราเองที่เป็นหน่วยวัดกับสิ่งของมีมูลค่าลดลงเนื่องจากปริมาณเงินในระบบมันเพิ่มขึ้นและตัวขนาดผลผลิตเอง นวัตกรรมเอง ดันโตไม่ทันอัตราการพิมพ์เงิน
ยิ่งรัฐกู้เงินมาโป๊ะหนี้เก่า ก็คือกู้มาจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตร กู้มาใช้จ่ายในภาครัฐ(เช่นงบขาดดุล ใช้จ่าย>รายได้) สะสมไปเรื่อยๆเหมือนตลอด 50 กว่าปีที่ผ่านมา ข้าวของจะแพงขึ้นเรื่อยๆซึ่งแปลกใช่มั้ยเพราะเทคโนโลยีเราพัฒนาอย่างภาคเกษตรหรืออุตสาหกรรมหรือแม้แต่การมาของ AI ต้นทุนการผลิตต้องลดลงสิมันก็จะส่งผลให้ราคาขายลดลงตามไปด้วย แต่ทำไมข้าวของเครื่องใช้ ขนมถึงมีราคาปรับขึ้นเรื่อยๆทุกปี ถ้าราคาไม่เพิ่มปริมาณก็จะลดลงดูตัวอย่างพวกขนมเลย์ เป็นต้นค่อยๆลดลงเรื่อยๆ
ดังนั้นคนรุ่นใหม่จะตั้งตัวยากขึ้น การรีเซ็ทจะต้องเกิดและจะต้องมีคนเจ็บปวดและสูญเสียผ่านการแย่งชิงทรัพยากร ทำสงครามจำนวนมาก เศรษฐกิจจะไปต่อไม่ได้ คนส่วนใหญ่มีรายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย ไม่พอเก็บ ไม่พอที่จะตั้งตัว
ผมทำนายเลยว่าความโกลาหล การต่อสู้แย่งชิงจะเกิดในยุคถัดจากนี้ไป ไม่มีอีกแล้วความสงบสุขที่เคยเกิดขึ้นหลังสิ้นสุดสงครามเย็นจาก 1991 ตอนนี้ 2026 คนที่เกิดในช่วง 35ปีมานี้คุณถือว่าเกิดในยุคทองแห่งการเติบโตและสงบสุขของโลกเรา และยุคนี้ได้ผ่านไปแล้ว ตอนนี้กำลังเข้าสู่ช่วงขาลงและต่อจากนี้มีแต่จะลงไปเรื่อยๆจนกว่าจะค่อยๆพื้นตัวและกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ซึ่งไม่รู้จะเกิดขึ้นอีกทีตอนไหนอาจจะ 30-40ปีต่อจากนี้ วัฏจักรเศรษฐกิจนี้เกิดขึ้นมาแล้วไม่รู้ตั้งกี่ครั้งต่อครั้งอ้างอิงจากหนังสือของ Ray Dalio The Changing World Order. และ Big Debt Crisis.
เขืยนขึ้นในวันที่ 1/11/2026 ในช่วงที่สหรัฐกำลังเตรียมโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่,ใต้หวัน จีน เกาหลีใต้-เหนือมีความตึงเครียด,ในยุโรปทั้งฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมัน เกิดการประท้วงและก่อการจลาจลไปทั่วประเทศ แม้แต่ดัชนีเช่น NQ100 เองก็เกิดสัญญาณทางเทคนิคอย่างการ Break out ในภาพ Day มี divergent ในภาพ Day,Week ซึ่งมันเป็นสัญญาณแรกๆของการเกิด Recession หรือการย่อตัวในภาพใหญ่ตามมาของดัชนี