🚨 เช็กด่วน! 5 โรคประจำตัวตัวร้าย ที่เสี่ยงทำลาย "ไต" พังไม่รู้ตัว

หลายคนมักคิดว่าโรคไตเกิดจากการกินเค็มจัดเพียงอย่างเดียว หารู้ไม่ว่าโรคประจำตัวบางอย่างที่เราเป็นอยู่และชะล่าใจ ปล่อยเรื้อรังมานาน ก็สามารถกลายเป็นภัยเงียบที่ย้อนกลับมาทำร้ายอวัยวะสำคัญอย่าง "ไต" ของเราได้โดยตรงเลยค่ะ ซึ่งในทางการแพทย์ เราจะทราบได้ว่าไตเริ่มมีปัญหาหรือเสื่อมสภาพลง ก็ต่อเมื่อ "ค่าการทำงานของไต" หรือที่เรียกว่าค่า eGFR ลดต่ำลงกว่าเกณฑ์มาตรฐานนั่นเองค่ะ วันนี้บลูโซนจะพามาเจาะลึกกันว่า มีโรคประจำตัวอะไรบ้างที่เราต้องระวังและดูแลเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้กลายเป็นเส้นทางสู่โรคไตในอนาคตค่ะ

🔸 1. โรคเบาหวาน
เมื่อร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงสะสมเป็นเวลานาน เลือดที่เต็มไปด้วยความหวานนี้จะไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงไตทุกวัน ส่งผลให้หลอดเลือดฝอยเล็กๆ รอบไตเกิดการอักเสบและอุดตัน การทำงานของระบบกรองของเสียจึงค่อยๆ เสื่อมลง จนเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ไตพังเร็วกว่าปกติค่ะ

🔸 2. โรคความดันโลหิตสูง (มากกว่า 140/90 mmHg)
ภาวะความดันโลหิตสูงเปรียบเสมือนปั๊มน้ำที่ปล่อยแรงดันสูงตลอดเวลา เมื่อไตต้องคอยรับแรงดันเลือดที่พุ่งกระแทกอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง หลอดเลือดรอบๆ ไตจะเกิดการหนาตัวและอักเสบค่ะ หากปล่อยให้หลอดเลือดเหล่านี้พังทลาย ไตของเราก็จะขาดเลือดไปเลี้ยงและเสื่อมสภาพตามไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้เลยค่ะ

🔸 3. โรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ
ตามปกติแล้ว ไตมีหน้าที่สำคัญในการกรองและขับของเสียออกจากร่างกายผ่านระบบปัสสาวะค่ะ หากเราปล่อยให้เกิดก้อนนิ่วมาอุดตันในทางเดินปัสสาวะบ่อยๆ น้ำปัสสาวะจะไหลเวียนไม่สะดวกและมีโอกาสท้นกลับไปที่ไต ส่งผลให้ไตอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไตเสื่อมได้ในที่สุดค่ะ

🔸 4. โรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE)
โรคนี้เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติและหันกลับมาทำลายเนื้อเยื่อในร่างกายตัวเองค่ะ โดยเฉพาะที่ไต ซึ่งมักเรียกกันว่าภาวะ "SLE ลงไต" ภูมิคุ้มกันจะเข้าไปโจมตีหน่วยกรองของไตจนเกิดการอักเสบ ทำให้ไตสูญเสียประสิทธิภาพการทำงานและเสื่อมสภาพได้อย่างรวดเร็วเลยทีเดียวค่ะ

🔸 5. โรคเก๊าต์
เมื่อระดับกรดยูริกในเลือดสูงเกินไป (โดยเกณฑ์ปกติ ผู้ชายไม่ควรเกิน 7.0 mg/dL และผู้หญิงไม่ควรเกิน 6.0 mg/dL) หากมีค่าสูงกว่านี้แสดงว่าร่างกายกำลังมีภาวะเก๊าต์ค่ะ ผลเสียที่ตามมาคือ "เกลือยูเรต" จะตกตะกอนและเข้าไปสะสมในไตของเรามากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ไตอักเสบเรื้อรังและทำงานได้แย่ลงในระยะยาวค่ะ

💡 ทำความรู้จัก "ค่า eGFR" ตัวชี้วัดสุขภาพไต
ค่า eGFR คือค่าที่บ่งบอกประสิทธิภาพการกรองของเสียของไตค่ะ ยิ่งค่านี้สูง ไตของเรายิ่งแข็งแรง โดยสามารถแบ่งระยะความเสื่อมของไตได้ดังนี้ค่ะ
🔹 ไตระยะที่ 1 : ค่าไตมากกว่า 90 (ไตยังปกติดีและแข็งแรงมาก)
🔹 ไตระยะที่ 2 : ค่าไตอยู่ที่ 60-89
🔹 ไตระยะที่ 3a : ค่าไตอยู่ที่ 45-59
🔹 ไตระยะที่ 3b : ค่าไตอยู่ที่ 30-44
🔹 ไตระยะที่ 4 : ค่าไตอยู่ที่ 15-29
🔹 ไตระยะที่ 5 : ค่าไตน้อยกว่า 15 (เข้าสู่ภาวะที่ไตเสื่อมสภาพอย่างรุนแรง)


🛡️ วิธีดูแลและถนอมไตให้อยู่กับเราไปนานๆ
หากใครที่มีโรคประจำตัวเหล่านี้อยู่ อย่าเพิ่งกังวลใจไปนะคะ เราสามารถชะลอความเสื่อมของไตและดูแลสุขภาพให้ดีขึ้นได้ ด้วยการเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามนี้เลยค่ะ

1️⃣ ควบคุมโรคประจำตัวให้ดีตามแพทย์สั่ง
สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเสมอ พร้อมทั้งทานยาตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อลดภาระการทำงานของไตในทุกๆ วันค่ะ

2️⃣ ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอต่อวัน
การดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว จะช่วยเจือจางของเสียในเลือด ช่วยให้ไตขับกรดยูริกและป้องกันการตกตะกอนของนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

3️⃣ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและของหมักดอง
ควรลดการทานอาหารที่มีรสเค็มจัด หวานจัด รวมถึงอาหารแปรรูปต่างๆ เพราะโซเดียมและน้ำตาลที่สูงเกินไป จะยิ่งทำให้ความดันโลหิตพุ่งสูงและไตต้องทำงานหนักในการขับของเสียทิ้งค่ะ

4️⃣ เลือกรับประทานโปรตีนที่ย่อยง่าย
การได้รับโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสมเป็นเรื่องดีค่ะ ขอแนะนำให้สลับมาทานโปรตีนจากพืชแทนเนื้อสัตว์ในบางมื้อ เพราะโปรตีนจากพืชจะย่อยง่ายกว่า สร้างของเสียน้อยกว่า และไม่ก่อให้เกิดการอักเสบ ซึ่งช่วยลดภาระการทำงานของไตได้เป็นอย่างดีค่ะ


ที่มา/อ้างอิง : Bluzone
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่