เช็กไตอย่าดูแค่ eGFR! 5 ค่านี้บอกความผิดปกติไตได้ก่อนเสื่อม

ตรวจสุขภาพเสร็จ ได้ผลเลือดกลับมา
หลายคนรีบมองหาค่า eGFR ก่อนเลยครับ
“ยังเกิน 90 อยู่ ไตคงแข็งแรงดี!”
“ค่าไม่ต่ำกว่า 60 ก็ไม่น่ามีอะไรใช่ไหมหมอ?”

แต่ผมอยากให้รู้เรื่องหนึ่งครับ
บางคน eGFR ยังดูดี
แต่ไตเริ่มมีโปรตีนรั่วออกมากับปัสสาวะแล้ว!
เพราะไตไม่ได้มีหน้าที่แค่กรองของเสีย
แต่ยังต้องเก็บโปรตีนที่จำเป็นไว้ในเลือด
ควบคุมน้ำ และรักษาสมดุลเกลือแร่ด้วย
ดังนั้นการดูแลไต อย่าดูแค่ตัวเลขเดียว

วันนี้ผมอยากชวนหยิบผลตรวจมาดูด้วยกัน
ว่ามี 5 ค่าไหนที่ควรสังเกตบ้างครับ

ค่าแรก — uACR: ไตเริ่มมีโปรตีนรั่วหรือยัง?
ผมอยากให้รู้จักค่านี้มากที่สุดครับ
เพราะบางคนค่า eGFR ยังปกติ
แต่ตรวจปัสสาวะกลับพบอัลบูมินรั่วแล้ว
อัลบูมินเป็นโปรตีนที่ไตปกติ
ควรเก็บไว้ในกระแสเลือดเป็นส่วนใหญ่
หากรั่วออกมามาก อาจสะท้อนว่าไตเริ่มเสียหาย

[img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/tac/1/16/1f4cc.png[/img] ดูเกณฑ์ยังไง? หน่วย mg/g
• ต่ำกว่า 30 = อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
• 30–300 = มีอัลบูมินรั่วเพิ่มขึ้นระดับปานกลาง
• มากกว่า 300 = มีอัลบูมินรั่วเพิ่มขึ้นมาก
ถ้า uACR ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป
ควรตรวจยืนยันและหาสาเหตุครับ
เพราะไข้ การติดเชื้อ หรือออกกำลังกายหนัก
อาจทำให้ค่าสูงชั่วคราวได้
ถ้าผิดปกติต่อเนื่องตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป
อาจเข้าเกณฑ์โรคไตเรื้อรังได้
แม้ eGFR จะยังเกิน 60 ครับ

ค่าที่สอง — RBC ในปัสสาวะ: มีเลือดปนโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า?
บางคนปัสสาวะสีเหลืองใสตามปกติ
ไม่มีอาการแสบขัดเลย
แต่พอตรวจกลับพบเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ
เลือดที่ปนออกมาอาจมองไม่เห็นด้วยตา
และอาจเกี่ยวข้องกับโรคไตบางชนิด
นิ่ว การติดเชื้อ หรือโรคทางเดินปัสสาวะอื่น ๆ

[img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/tac/1/16/1f4cc.png[/img] ดูเกณฑ์ยังไง?
• ต่ำกว่า 3 RBC/HPF = โดยทั่วไปยังไม่เข้าเกณฑ์เลือดปนในปัสสาวะระดับจุลทรรศน์
• ตั้งแต่ 3 RBC/HPF = ควรประเมินหาสาเหตุ
แต่ไม่ได้หมายความว่าพบเลือดแล้วเป็นโรคไตเสมอไปนะครับ
ถ้าตรวจช่วงมีประจำเดือน
หรือมีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
ผลอาจถูกรบกวนได้เช่นกัน

ค่าที่สาม — Creatinine: ของเสียในเลือดเริ่มคั่งหรือยัง?
หลายคนรู้จัก eGFR
แต่ไม่รู้ว่าค่านี้คำนวณโดยอาศัย
Creatinine ในเลือดร่วมกับข้อมูลอื่นครับ
Creatinine เป็นของเสียจากกล้ามเนื้อ
ที่ไตมีหน้าที่ช่วยขับออก
ถ้าไตกรองได้น้อยลง
Creatinine อาจสูงขึ้นได้

[img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/tac/1/16/1f4cc.png[/img] ดูเกณฑ์ยังไง? หน่วย mg/dL
โดยทั่วไปผู้ใหญ่หลายห้องปฏิบัติการ
ใช้ช่วงอ้างอิงประมาณ 0.6–1.3
แต่ต้องดูช่วงอ้างอิงของแล็บด้วยครับ
เพราะคนกล้ามเนื้อเยอะ
อาจมี Creatinine สูงกว่าคนตัวเล็ก
โดยไม่ได้แปลว่าไตเสียเสมอไป
ผมจึงอยากให้ดู Creatinine
คู่กับ eGFR และผลตรวจครั้งก่อน
มากกว่าตัดสินจากตัวเลขครั้งเดียวครับ

ค่าที่สี่ — BUN: ของเสียสะสม หรือร่างกายกำลังขาดน้ำ?
BUN เป็นค่าของเสียจากการสลายโปรตีน
ที่เรามักเห็นอยู่ในใบตรวจสุขภาพครับ
ถ้าไตขับของเสียได้ลดลง
ค่า BUN อาจสูงขึ้น
แต่ระวังตรงนี้นิดหนึ่งครับ
เพราะ BUN สูงไม่ได้แปลว่าไตเสื่อมทันที

[img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/tac/1/16/1f4cc.png[/img] ดูเกณฑ์ยังไง? หน่วย mg/dL
• ประมาณ 6–20 = ช่วงอ้างอิงทั่วไป
• สูงกว่าเกณฑ์ = ควรดูสาเหตุร่วมด้วย
เช่น ขาดน้ำ กินโปรตีนมาก
หรือมีเลือดออกในทางเดินอาหาร
ก็ทำให้ค่า BUN สูงได้เช่นกัน
ดังนั้นต้องดูคู่กับ Creatinine
และอาการของแต่ละคนครับ

ค่าที่ห้า — Potassium (K): ไตยังรักษาสมดุลเกลือแร่ได้ดีไหม?
โพแทสเซียมมีความสำคัญ
ต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและหัวใจครับ
ไตมีหน้าที่ช่วยรักษาระดับโพแทสเซียม
ไม่ให้สูงหรือต่ำเกินไป
ถ้าไตทำงานผิดปกติ
โดยเฉพาะในระยะที่รุนแรงขึ้น
โพแทสเซียมอาจสะสมในเลือดได้

[img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/tac/1/16/1f4cc.png[/img] ดูเกณฑ์ยังไง? หน่วย mmol/L
• ประมาณ 3.5–5.0 = ช่วงปกติทั่วไป
• สูงกว่า 5.0 = อาจเริ่มสูง ต้องดูเกณฑ์แล็บและสาเหตุ
• ตั้งแต่ 6.0 ขึ้นไป = อาจเป็นอันตราย ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน
แต่โพแทสเซียมสูงไม่ได้เกิดจากไตเสื่อมอย่างเดียว
ยาบางชนิดก็ทำให้สูงได้
และบางครั้งเกิดจากเม็ดเลือดแตกในหลอดตรวจ
ค่านี้จึงช่วยดูสมดุลเกลือแร่
และภาวะแทรกซ้อนมากกว่าจะใช้จับไตเสื่อมระยะแรกครับ
.
อยากให้ไตอยู่กับเราไปนาน ๆ ต้องดูแลยังไง?
รู้ค่าตรวจแล้วก็อย่าลืมดูแลไต
ตั้งแต่วันที่ยังไม่มีอาการนะครับ
• คุมความดันให้เหมาะสม — เพราะความดันสูงทำลายหลอดเลือดเล็ก ๆ ในไตได้ ควรวัดสม่ำเสมอและรักษาให้ถึงเป้าหมายที่แพทย์กำหนด
• คุมน้ำตาลให้ดี — โดยเฉพาะคนเป็นเบาหวาน อย่าดูแค่น้ำตาลตอนอดอาหาร แต่ควรติดตาม HbA1c และตรวจ uACR ตามคำแนะนำด้วย
• ลดเค็มให้ถูกจุด — คุมโซเดียมทั้งวันให้น้อยกว่า 2,000 มิลลิกรัม ลดน้ำซุป น้ำจิ้ม อาหารแปรรูป และของหมักดองเค็ม
• ดื่มน้ำอย่างเหมาะสม — ไม่ปล่อยให้ขาดน้ำบ่อย ๆ แต่ไม่จำเป็นต้องฝืนดื่มหลายลิตรทุกวัน โดยเฉพาะคนที่มีโรคหัวใจหรือโรคไตและต้องจำกัดน้ำ
• ระวังยาแก้ปวด — ยากลุ่ม NSAIDs เช่น ibuprofen และ diclofenac อาจกระทบไตได้ โดยเฉพาะเมื่อใช้ต่อเนื่องหรือร่างกายขาดน้ำ
• กินโปรตีนให้พอดี — ไม่จำเป็นต้องงดโปรตีนถ้าไตปกติ แต่ไม่ควรกินโปรตีนสูงเกินความจำเป็นหรือใช้อาหารเสริมโดยไม่รู้ปริมาณรวม หากมีโรคไตควรปรับตามระยะโรค
• ขยับร่างกายและคุมน้ำหนัก — เดินเร็ว ฝึกกล้ามเนื้อ และลดน้ำหนักส่วนเกิน ช่วยดูแลความดัน น้ำตาล และปัจจัยเสี่ยงที่กระทบไต
• ตรวจติดตามให้ครบ — โดยเฉพาะคนที่มีเบาหวาน ความดันสูง โรคหัวใจ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต ควรตรวจทั้ง eGFR และ uACR ตามความเสี่ยง
แนวทาง KDIGO 2024 เน้นการประเมินการทำงานของไตร่วมกับหลักฐานความเสียหายของไต โดยเฉพาะ eGFR และอัลบูมินในปัสสาวะ ไม่ใช่ใช้ค่าเลือดเพียงตัวเดียวครับ

สรุป
ผมอยากให้จำเรื่องนี้ไว้ครับ
eGFR บอกว่าไตกรองเลือดได้ประมาณไหน
แต่ไม่ได้บอกทุกอย่างเกี่ยวกับสุขภาพไต
โดยเฉพาะ uACR ที่อาจพบความผิดปกติ
ตั้งแต่ตอนที่ eGFR ยังดูดีอยู่
ส่วน Creatinine, BUN, เม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ
และโพแทสเซียม ก็ช่วยเติมข้อมูลคนละด้าน
ไม่ใช่ทุกค่าที่ผิดปกติจะหมายถึงไตเสื่อม
และไม่ใช่ทุกค่าที่ใช้ค้นหาโรคไตระยะแรกได้เท่ากัน
ถ้าพบผลผิดปกติ อย่าเพิ่งตกใจจากตัวเลขเดียว
แต่ควรดูแนวโน้ม ตรวจยืนยันเมื่อเหมาะสม
และหาสาเหตุร่วมกับแพทย์ครับ

ผมอยากให้เราดูแลไต
ตั้งแต่วันที่มันยังทำงานให้เราได้ดี
ไม่ใช่รอให้ไตเริ่มส่งสัญญาณว่าไม่ไหว
แล้วค่อยหันกลับมาสนใจ

Cr. FBหมอเจด


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่