“97 ชีวิตที่สูญเสีย” โศกนาฏกรรมฮิลส์โบโรห์ วันที่ฟุตบอลอังกฤษเปลี่ยนไปตลอดกาล / By When Saturday Comes


“97 ชีวิตที่สูญเสีย” โศกนาฏกรรมฮิลส์โบโรห์ วันที่ฟุตบอลอังกฤษเปลี่ยนไปตลอดกาล / By When Saturday Comes

วันที่ 15 เมษายน 1989
แฟนบอลลิเวอร์พูลหลายพันคนเดินทางไปยังสนามฮิลส์โบโรห์ สเตเดียม ในเมืองเชฟฟิลด์
เพื่อชมศึกเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ ระหว่างลิเวอร์พูลและน็อตติงแฮม ฟอเรสต์

ไม่มีใครรู้ว่า วันนั้นจะกลายเป็นหนึ่งในวันที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

และเป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงวงการฟุตบอลอังกฤษไปตลอดกาล..

เอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ ปี 1989 จัดขึ้นที่สนามฮิลส์โบโรห์

เกมดังกล่าวมีผู้ชมมากกว่า 53,000 คน และฝั่งลิเวอร์พูลได้รับโควตาพื้นที่อัฒจันทร์ฝั่งเลปปิงส์ เลน (Leppings Lane)
ซึ่งเป็นโซนยืนเชียร์แบบมีรั้วกั้นในยุคนั้น

ก่อนเกมเริ่ม แฟนบอลจำนวนมากติดค้างอยู่บริเวณทางเข้าสนาม

เนื่องจากจำนวนประตูหมุน (Turnstiles) ไม่เพียงพอ ทำให้เกิดการจราจรติดขัดของฝูงชนอย่างหนัก
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินใจเปิดประตูทางออก C เพื่อระบายคนที่แออัดอยู่ด้านนอก

แฟนบอลประมาณ 2,000 คนหลั่งไหลเข้าสู่สนามในเวลาอันสั้น

แต่ปัญหาคือ คนส่วนใหญ่ถูกส่งเข้าไปยังพื้นที่กลางของอัฒจันทร์ที่แน่นอยู่แล้ว

ก่อนเกิดการเบียดเสียดอย่างรุนแรง

ผลจากการเบียดอัดของฝูงชน

ทำให้แฟนบอลจำนวนมากถูกกดทับกับรั้วเหล็กด้านหน้าอัฒจันทร์
หลายคนขาดอากาศหายใจ
หลายคนไม่สามารถหนีออกมาได้

โศกนาฏกรรมครั้งนั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 97 คน
และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 766 คน

นับเป็นภัยพิบัติทางกีฬาที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักร..

สิ่งที่เจ็บปวดยิ่งกว่าความสูญเสียคือ ในช่วงแรก
แฟนบอลลิเวอร์พูลกลับถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์

มีการเผยแพร่ข่าวว่ากองเชียร์เมาสุรา ก่อความวุ่นวาย และพังประตูเข้าสนามเอง
ภาพลักษณ์ดังกล่าวถูกส่งต่ออยู่หลายปี

ทั้งที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความจริง
ทำให้ญาติของผู้เสียชีวิตต้องต่อสู้เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมนานกว่า 2 ทศวรรษ

หลังการสอบสวนหลายครั้ง
รายงาน Taylor Report ซึ่งเผยแพร่ในปี 1990 สรุปว่า

สาเหตุหลักของโศกนาฏกรรมเกิดจาก "ความล้มเหลวในการควบคุมฝูงชนของตำรวจ"
ไม่ใช่ความผิดของแฟนบอลลิเวอร์พูลอย่างที่หลายฝ่ายกล่าวหาในตอนแรก

ต่อมา การไต่สวนรอบใหม่และการสืบสวนเพิ่มเติมยังชี้ว่า ผู้เสียชีวิตถูก "ฆ่าโดยมิชอบด้วยกฎหมาย" (Unlawfully Killed)
และแฟนบอลลิเวอร์พูลไม่ได้เป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรมครั้งนั้น..

หลังรายงาน Taylor Report ฟุตบอลอังกฤษเข้าสู่ยุคใหม่

โดยมีการปรับปรุงครั้งสำคัญ เช่น
- ยกเลิกอัฒจันทร์ยืนในลีกระดับสูง
- เปลี่ยนเป็นสนามแบบ All-Seater (สนามที่มีที่นั่งทั้งหมด)
- ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย
- ปรับปรุงระบบบริหารฝูงชน
- พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของสนามแข่งขันทั่วประเทศ

หลายคนมองว่าพรีเมียร์ลีกยุคใหม่ที่มีมาตรฐานระดับโลกในวันนี้มีรากฐานส่วนหนึ่งมาจากบทเรียนอันเจ็บปวดของฮิลส์โบโรห์

เพราะหลังจากวันนั้น สนามฟุตบอลทั่วประเทศถูกยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยครั้งใหญ่

ผู้ชมได้รับการดูแลมากขึ้น และความผิดพลาดที่เคยถูกมองข้าม กลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครกล้าละเลยอีกต่อไป..

บางครั้ง บทเรียนที่สำคัญที่สุดของสังคม กลับไม่ได้เกิดขึ้นจากความสำเร็จ
แต่เกิดขึ้นจากความสูญเสีย

และสำหรับวงการฟุตบอลอังกฤษ โศกนาฏกรรมฮิลส์โบโรห์คือ บทเรียนราคาแพงบทนั้น..

จำนวนผู้เสียชีวิต ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนหน้าประวัติศาสตร์
แต่ในฐานะผู้คน 97 คน ที่ออกจากบ้านไปดูฟุตบอลในบ่ายวันหนึ่ง

โดยไม่มีใครคิดว่านั่นจะเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายของชีวิต
และแม้เวลาจะผ่านมานานกว่าสามทศวรรษ ชื่อของพวกเขายังคงถูกจดจำ

เพราะการจากไปของพวกเขา ไม่ได้เปลี่ยนแค่ลิเวอร์พูล
แต่ได้เปลี่ยนวิธีที่โลกฟุตบอลดูแลชีวิตของผู้คน ไปตลอดกาล..

รู้หรือไม่?
หนึ่งในผู้เสียชีวิตที่อายุน้อยที่สุดคือ Jon-Paul Gilhooley วัย 10 ปี เป็นลูกพี่ลูกน้องของ Steven Gerrard ตำนานกัปตันทีมลิเวอร์พูล โดยเจอร์ราร์ดเคยเล่าว่าเหตุการณ์นี้มีส่วนสำคัญที่ผลักดันให้เขามุ่งมั่นกับฟุตบอลมากขึ้นนั่นเอง

ไม่อยากพลาดเรื่องราวดีๆ แบบนี้

👉กดติดตามเพจ When Saturday Comes
https://www.facebook.com/share/1K4rHmdhYp/?mibextid=wwXIfr

Reference
- https://www.britannica.com/event/Hillsborough-disaster
- https://www.policeconduct.gov.uk/hillsborough-report
- https://en.wikipedia.org/wiki/Hillsborough_disaster
- https://en.wikipedia.org/wiki/Taylor_Report
- https://www.jesip.org.uk/wp-content/uploads/2022/03/Hillsborough-Stadium-Disaster-final-report.pdf
-Photo Credit: .sportsnet.ca
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่