ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว หรือ TIA (Transient Ischemic Attack) เกิดขึ้นเมื่อเลือดไปเลี้ยงสมองบางส่วนลดลงหรือถูกขัดขวางชั่วคราว ทำให้เกิดอาการผิดปกติ เช่น แขนขาอ่อนแรงหรือพูดไม่ชัด อาการมักหายไปเองภายในไม่กี่นาที และส่วนใหญ่ไม่เกินหนึ่งชั่วโมง โดยภาวะ TIA จะยังไม่ทำให้เกิดภาวะเนื้อสมองตาย (Cerebral Infarction)
🚫 TIA เกิดจากอะไร?
ภาวะนี้มักเกิดจากลิ่มเลือดหรือความผิดปกติของหลอดเลือดที่ทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมองได้ไม่สะดวก โดยสาเหตุที่พบได้ ได้แก่
• หลอดเลือดสอมงหรือหลอดเลือดที่คอตีบ
เกิดจากคราบไขมันสะสมที่ผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลผ่านได้น้อยลง และอาจมีลิ่มเลือดหรือเศษคราบไขมันหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมอง
• ลิ่มเลือดจากหัวใจ
ผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดอาจเกิดลิ่มเลือดในหัวใจ และลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมอง
• ความผิดปกติของหลอดเลือด
โรคของผนังหลอดเลือดบางชนิดอาจทำให้การไหลเวียนเลือดไปยังสมองผิดปกติ
⚠️ ใครบ้างที่มีความเสี่ยง?
ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่พบได้บ่อยขึ้นในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ดังต่อไปนี้
• ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง: ความดันที่สูงต่อเนื่องอาจทำให้ผนังหลอดเลือดเสียหาย และเพิ่มโอกาสเกิดหลอดเลือดสมองหรือหลอดเลือดที่คอตีบ
• ผู้ที่เป็นเบาหวานหรือมีไขมันในเลือดสูง: ระดับน้ำตาลและไขมันที่สูงอาจส่งผลต่อหลอดเลือด และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดคราบไขมันสะสม
• ผู้ที่สูบบุหรี่: สารในควันบุหรี่ส่งผลเสียต่อผนังหลอดเลือด และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด
• ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือไม่ค่อยออกกำลังกาย: มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการเกิดความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง
• ผู้สูงอายุหรือผู้ที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง: เมื่ออายุมากขึ้น หลอดเลือดอาจเสื่อมสภาพและมีโอกาสตีบมากขึ้น ส่วนผู้ที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองมีความเสี่ยงที่จะเกิดซ้ำ
🚨 TIA ไม่ได้เกิดเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เท่านั้น เพราะบางรายอาจมีความผิดปกติของหัวใจหรือหลอดเลือดที่ยังไม่เคยตรวจพบ จึงไม่ควรมองข้ามอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แม้จะมีสุขภาพแข็งแรงหรือไม่มีโรคประจำตัวก็ตาม
⚠️ ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวอันตรายแค่ไหน?
แม้อาการสมองขาดเลือดชั่วคราวจะหายไปเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย เพราะภาวะนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าอาจเกิดโรคหลอดเลือดสมองตามมาได้ โดยเฉพาะในช่วงแรกหลังมีอาการ
ข้อมูลจาก
American Heart Association (AHA) ปี 2023 ระบุว่า ผู้ที่มีภาวะ TIA อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองภายใน 90 วันสูงถึง 17.8% และเกือบครึ่งหนึ่งของเหตุการณ์ Stroke ที่เกิดตามมาพบภายใน 48 ชั่วโมงแรก
ทั้งนี้ความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสาเหตุ โรคประจำตัว และผลการตรวจ หากสงสัยว่ามีอาการ TIA จึงควรเข้ารับการตรวจฉุกเฉินทันที แม้อาการจะหายไปแล้ว เพื่อให้แพทย์ค้นหาสาเหตุและเริ่มการรักษาที่เหมาะสม
📍TIA ถือเป็น "สัญญาณเตือนภัยก่อนอันตราย" ที่เตือนว่าอาจมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบ/ตัน ชนิดถาวร (Stroke) ในอนาคต
เช็กสัญญาณเตือน Mini-stroke ด้วย FAST
F - Face (หน้า): ปากเบี้ยว ปากเบี้ยว ยิ้มแล้วมุมปากตก
A - Arms (แขน): แขนหรือขาอ่อนแรง ยกไม่ขึ้น
S - Speech (การพูด): พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง พูดลำบาก
T - Time (เวลา): ต้องไปโรงพยาบาลทันที อย่ารอให้อาการหายเอง
ทำไมถึงต้องรีบรักษา?
• 1 ใน 3 ของคนที่เป็น Mini-Stroke จะเกิด
Stroke ถาวรตามมา!
• โอกาสเกิด Stroke ถาวรสูงสุดในช่วง 48 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ และอาจเกิด Stroke ตามหลังได้ถึง 90 วัน
แม้จะมีอาการแค่ 5 - 10 นาทีแล้วหายไป ห้ามประมาท! ควรรีบพบแพทย์ทันที
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้🔸แพทย์ตรวจวินิจฉัยอย่างไร?
แพทย์จะเริ่มจากสอบถามว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร เริ่มเมื่อใด และเป็นอยู่นานเท่าไร รวมถึงโรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่ จากนั้นจะตรวจร่างกายเพื่อดูการทำงานของสมองและระบบประสาท ก่อนเลือกการตรวจเพิ่มเติมเพื่อช่วยหาสาเหตุ
1. การตรวจสมองด้วย CT Scan หรือ MRI
CT Scan ช่วยตรวจหาภาวะเลือดออกในสมอง ภาวะสมองขาดเลือด และความผิดปกติอื่น ส่วน MRI สามารถช่วยตรวจพบเนื้อสมองที่ได้รับบาดเจ็บจากการขาดเลือดได้ละเอียดมากกว่า แม้มีรอยขาดเลือดขนาดเล็กหรืออาการของผู้ป่วยจะดีขึ้นแล้ว
2. การตรวจหลอดเลือดสมองและหลอดเลือดแดงใหญ่คอ
แพทย์อาจตรวจหลอดเลือดเพื่อค้นหาบริเวณที่ตีบหรืออุดตัน โดยมีวิธีตรวจที่ใช้ได้ตามความเหมาะสม เช่น
รู้ทัน Stroke ก่อนมีอาการด้วยเทคโนโลยี Carotid Doppler การตรวจเพื่อช่วยประเมินภาวะหลอดเลือดคอตีบ
CTA หรือ MRA: เป็นการตรวจภาพหลอดเลือดที่ช่วยให้แพทย์เห็นตำแหน่งและความรุนแรงของหลอดเลือดตีบหรืออุดตันได้ชัดเจนขึ้น
แพทย์จะเลือกวิธีตรวจตามอาการและความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย
3. การตรวจหัวใจและตรวจเลือด
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจหรือการตรวจหัวใจเพิ่มเติมช่วยค้นหาความผิดปกติที่อาจทำให้เกิดลิ่มเลือด ส่วนการตรวจเลือดใช้ประเมินระดับน้ำตาล ไขมัน และปัจจัยสุขภาพอื่นที่เกี่ยวข้อง แพทย์จะเลือกวิธีตรวจตามอาการและความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย โดยไม่จำเป็นต้องตรวจทุกชนิดในทุกราย
🏥 นอกจากการรักษาแล้ว การดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง โดยมีแนวทางดังนี้
✅ ควบคุมความดันโลหิต ระดับน้ำตาล และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่แพทย์แนะนำ
✅ เลิกสูบบุหรี่
✅ รับประทานอาหารให้หลากหลาย เน้นผัก ผลไม้ และลดอาหารเค็มหรือมีไขมันอิ่มตัวสูง
✅ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเลือกกิจกรรมที่เหมาะกับสุขภาพและคำแนะนำของแพทย์
✅ รับประทานยาตามแพทย์สั่ง และไปพบแพทย์ตามนัดอย่างต่อเนื่อง
▫️หากพบอาการผิดปกติทางระบบประสาทอย่างกะทันหัน ควรปฏิบัติดังนี้
• ขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที เพื่อเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาล ไม่ควรรอดูว่าอาการจะหายเองหรือไม่
• ไม่ควรขับรถไปโรงพยาบาลด้วยตนเอง ควรใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อให้ได้รับการประเมินและช่วยเหลือระหว่างเดินทาง
• จดจำเวลาที่เริ่มมีอาการ หรือเวลาล่าสุดที่ผู้ป่วยยังมีอาการปกติ เพื่อแจ้งให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบ
• แจ้งอาการและโรคประจำตัวที่เกี่ยวข้อง รวมถึงยาที่ใช้อยู่ โดยเฉพาะยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด
แม้อาการสมองขาดเลือดชั่วคราวจะหายไปเอง แต่ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตามมา การตรวจหาสาเหตุและเริ่มรักษาอย่างรวดเร็วจึงมีความสำคัญต่อการลดความเสี่ยงในอนาคต
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ติดต่อสอบถาม
ศูนย์สมองและระบบประสาท
โทร. 02-734-0000 ต่อ 5400
หน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด แล้วหายเอง อย่าชะล่าใจ! อาจเป็นสัญญาณเตือนสโตรก
F - Face (หน้า): ปากเบี้ยว ปากเบี้ยว ยิ้มแล้วมุมปากตก
A - Arms (แขน): แขนหรือขาอ่อนแรง ยกไม่ขึ้น
S - Speech (การพูด): พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง พูดลำบาก
T - Time (เวลา): ต้องไปโรงพยาบาลทันที อย่ารอให้อาการหายเอง
• 1 ใน 3 ของคนที่เป็น Mini-Stroke จะเกิด Stroke ถาวรตามมา!
• โอกาสเกิด Stroke ถาวรสูงสุดในช่วง 48 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ และอาจเกิด Stroke ตามหลังได้ถึง 90 วัน
แม้จะมีอาการแค่ 5 - 10 นาทีแล้วหายไป ห้ามประมาท! ควรรีบพบแพทย์ทันที
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้