แฟนไม่มีงานและไม่มีแผนอนาคต แต่คาดหวังให้เราช่วยออกค่าใช้จ่าย แบบนี้ความสัมพันธ์ไม่สมดุลหรือเราคิดมากไปเองคะ
สวัสดีค่ะ อยากขอความคิดเห็นจากเพื่อน ๆ ในพันทิปเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่กำลังเป็นอยู่ ว่าเราคิดมากเกินไปหรือเปล่า หรือจริง ๆ แล้วความสัมพันธ์นี้ไม่สมดุล
เรากับแฟนคบกันมาประมาณ 4 ปี ก่อนหน้านี้เขาเป็นฝ่ายจบความสัมพันธ์ โดยบอกว่าความรู้สึกของเขาไม่เหมือนเดิมมาประมาณ 2 ปีแล้ว
หลังจากนั้นเราก็เลิกกันและห่างกันไปประมาณ 9 เดือน
ช่วงแรกที่เลิกกัน เรายอมรับว่าเสียใจมาก เพราะคบกันมานานและยังผูกพันอยู่ แต่พอผ่านไปประมาณ 4 เดือน เราค่อย ๆ กลับมาใช้ชีวิตของตัวเองได้ และเริ่มรู้สึกโล่งขึ้น เรามีเงินเก็บมากขึ้น ใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ และไม่ต้องกังวลว่าจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของอีกคน
ต่อมาเขาเป็นฝ่ายกลับมาติดต่อเราเอง ไม่ใช่เราที่เป็นฝ่ายตามหรือขอให้เขากลับมา เขาพยายามกลับเข้ามาคุย ขอโทษ และพูดถึงการกลับมาลองคบกันอีกครั้ง ตอนแรกเราก็ลังเล แต่เพราะยังมีความรู้สึก และเห็นว่าเขาเป็นฝ่ายกลับมาหา เราจึงตัดสินใจให้โอกาสความสัมพันธ์นี้อีกครั้ง
ช่วงแรกที่กลับมาคุยกัน เขาดูพยายามและใส่ใจเรามากขึ้น ทั้งโทรหา ชวนเจอ และแสดงออกว่าอยากกลับมาสานต่อความสัมพันธ์ เราจึงคิดว่าครั้งนี้อาจจะเปลี่ยนไปจากเดิม
เราทำธุรกิจส่วนตัว มีรายได้และสามารถดูแลตัวเองได้ ส่วนแฟนปัจจุบันยังไม่มีงานหรือรายได้ที่มั่นคง และไม่ได้มีแผนเรื่องอนาคตชัดเจน เวลาถามว่าอนาคตอยากทำอะไร เขามักตอบว่าไม่ได้คิดอะไร อยากอยู่ไปวัน ๆ
ตั้งแต่กลับมาคบกัน เราเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายเป็นหลัก ไม่ว่าจะกินข้าวหรือทำกิจกรรมด้วยกัน
บางครั้งเราก็ให้เขาจ่ายบ้าง ซึ่งเขาก็จ่าย แต่ส่วนใหญ่เราต้องเป็นฝ่ายบอกก่อน เขาไม่ค่อยเสนอเอง
มีครั้งหนึ่งเราให้เขาจ่ายค่ากาแฟราคาไม่แพง แต่เขาบอกว่าไม่มีเงินและขอให้เราจ่ายแทน
แต่ในอีกวันหนึ่งเขากลับซื้อของในเกมราคาประมาณ 2,500 บาท
เราไม่ได้ติดใจที่เขาซื้อของในเกมด้วยเงินตัวเองนะคะ แต่เริ่มสงสัยว่าทำไมเวลาเป็นค่าใช้จ่ายระหว่างเรา เขาถึงมักไม่มีเงิน
และตั้งแต่กลับมาคบกัน เขาไม่เคยเป็นฝ่ายซื้ออะไรให้เราเองเลย แม้แต่ของเล็ก ๆ น้อย ๆ
ช่วงต้นเดือนหนึ่ง ตอนที่เรากำลังมีช่วงเวลาใกล้ชิดกัน เราเคยถามเขาว่าอยากย้ายมาอยู่ด้วยกันไหม
เขาตอบว่า ถ้าเราซื้อทีวี เขาก็อยากมาอยู่ด้วย เพราะอยากดูทีวีแบบฉ่ำๆ OLED อะไรสักอย่าง
ตอนนั้นเราก็ตอบตกลง เพราะคิดว่าทีวีคงไม่ได้แพงมาก แต่พอรู้ทีหลังว่าทีวีที่เขาอยากได้ราคาประมาณ 50,000–60,000 บาท เราก็รู้สึกว่ามันแพงเกินความจำเป็น เลยบอกว่าไม่อยากซื้อราคานี้ ถ้าจะซื้อก็ซื้อรุ่นธรรมดา หรือรอให้ราคาลงก่อน หลังจากนั้นเขากลับมาทวงเรื่องทีวีหลายครั้ง
เราเคยเสนอว่า ถ้าอยากได้จริง ๆ หารกันคนละครึ่งไหม เขาตอบว่าไม่ เพราะเราสัญญาแล้วว่าจะซื้อให้
เราก็ถามกลับไปว่าทำไมเราต้องจ่ายคนเดียว เราไม่ได้เป็นแม่เขานะ
มีคืนหนึ่งเขาหลับไประหว่างคุยโทรศัพท์ แล้วส่งข้อความมาว่า “ไม่ซื้อทีวีก็เลยหลับ”
วันต่อมาเขาก็พูดเรื่องทีวีอีก พอเรายืนยันว่าไม่ซื้อราคานี้ เขาก็บอกว่าจะวางสายแล้วนะ งอนแล้ว
ต้องบอกว่าเขาพูดด้วยน้ำเสียงปกติ คล้ายหยอกเล่น ไม่ได้โมโหหรือขึ้นเสียง แต่เพราะเขาทวงเรื่องนี้หลายครั้ง เราเลยไม่แน่ใจว่าเขาพูดเล่นหรือคาดหวังให้เราซื้อจริง ๆ
สมัยที่เราคบกันครั้งก่อน เรามักสั่งอาหารไปให้เขา เพราะอยากให้เวลาที่เขาตื่นขึ้นมาแล้วมีอะไรกินเลย เป็นสิ่งที่เราทำให้ด้วยความเต็มใจ
แต่หลังจากกลับมาคบกันรอบนี้ เราเพิ่งสั่งอาหารให้เขาครั้งแรกในวันที่เขาเดินทางกลับไปบ้านที่ต่างจังหวัด
วันนั้นพอเขาตื่น เขาโทรมาหาเรา เราเลยถามว่า “กินข้าวหรือยัง เราสั่งอาหารไปให้นะ” เขาถามว่าสั่งอะไร เราตอบว่าข้าวต้ม
เขากลับบอกว่าเขาอยากกินกาแฟ ไม่อยากกินข้าวต้ม แล้วขอให้เราสั่งกาแฟให้หน่อย
เราเลยบอกว่า “ก็กินข้าวต้มก่อนสิ ส่วนกาแฟก็สั่งเอง” เขาตอบกลับมาประมาณว่า “เธอก็สั่งให้สิ ข้าวต้มที่สั่งมาเราไม่ได้อยากกิน เธอสั่งมาเอง ไม่ได้ถามเรา” เราฟังแล้วรู้สึกไม่ดี เพราะเราสั่งอาหารไปให้ด้วยความเป็นห่วง ไม่ได้มีหน้าที่ต้องซื้อทุกอย่างตามที่เขาต้องการ
เราเลยบอกว่าไม่สั่งกาแฟให้แล้ววางสาย
หลังจากวันนั้นจนถึงตอนนี้ เราก็ไม่ได้สั่งอาหารหรือซื้ออะไรส่งไปให้เขาอีกเลย
แต่เขาก็ยังติดต่อและโทรหาเราตามปกติ ไม่ได้หายไป สิ่งที่ทำให้เราเริ่มคิดมากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องเงินค่ะ แต่เป็นเพราะเวลาที่เราถามแฟนเรื่องอนาคต เขาแทบไม่มีคำตอบ และบอกว่าเขาไม่ได้คิดอะไร อยากใช้ชีวิตไปวัน ๆ ในขณะที่เราเป็นคนทำงาน มีเป้าหมายชีวิต และให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคง
เราไม่ได้ต้องการให้แฟนหาเงินได้มากกว่าเรา หรือเป็นคนเลี้ยงเรานะคะ แต่เราอยากเห็นว่าเขามีความพยายามที่จะรับผิดชอบชีวิตตัวเองบ้าง
นอกจากนี้ เวลาที่เรามีปัญหาหรืออยากปรึกษาเรื่องจริงจัง เราก็ไม่ค่อยสามารถปรึกษาเขาได้
แต่ถ้าเป็นเรื่องการใช้เวลาด้วยกัน เขาก็มีด้านที่น่ารักค่ะ เราอยู่ด้วยกันแล้วสนุก เล่นด้วยกัน กอดหอมกัน และมีความสุขในช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกัน
เราเลยเริ่มรู้สึกว่าเขาเหมาะกับการเป็นแฟนแบบสมัยเรียนมากกว่าการเป็นคู่ชีวิต
ช่วงที่เราเลิกกันและห่างกันไปประมาณ 9 เดือน ตอนแรกเราก็เสียใจมากค่ะ แต่หลังจากผ่านไปประมาณ 4 เดือน เรากลับรู้สึกโล่งขึ้น มีเงินเก็บมากขึ้น และใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของอีกคน พอกลับมาคบกัน เราก็มีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกันอีก แต่เริ่มรู้สึกว่าปัญหาเรื่องความรับผิดชอบและค่าใช้จ่ายกำลังกลับมาเหมือนเดิม
เรายังชอบเขา ยังอยากใช้เวลาด้วยกัน แต่เริ่มไม่มั่นใจว่าอยากสร้างอนาคตร่วมกันหรือเปล่า
บางครั้งเราก็อดคิดไม่ได้ว่า เขากลับมาคบกับเราเพราะรักจริง ๆ หรือเพราะรู้ว่าการอยู่กับเราทำให้ชีวิตเขาสะดวกสบายขึ้น
เราไม่อยากกล่าวหาว่าเขาคบเพราะเงินโดยไม่มีหลักฐาน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรารู้สึกเหมือนกำลังเป็นฝ่ายให้มากกว่ารับ
อยากถามความคิดเห็นทุกคนค่ะ
จากเหตุการณ์ทั้งหมด ทุกคนคิดว่าแฟนเรามีความคาดหวังให้เราดูแลเรื่องเงินมากเกินไปไหม?
เรื่องทีวี เราผิดหรือเปล่าที่เคยรับปากว่าจะซื้อ แต่เปลี่ยนใจหลังจากรู้ราคาจริง?
เรื่องข้าวต้มกับกาแฟ ทุกคนมองว่าเราใจแคบไปไหมที่ไม่ยอมสั่งกาแฟเพิ่มให้?
ถ้าแฟนไม่มีงานทำ ไม่มีแผนอนาคต แต่ยังมีความสุขเวลาอยู่ด้วยกัน ทุกคนจะคบต่อไหม?
เราควรคุยตรง ๆ กับเขาไหมว่า การคบกันไม่ได้หมายความว่าเราต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้เขา?
เราไม่ได้ต้องการให้เขาเลี้ยงเรา แค่อยากมีความสัมพันธ์ที่ต่างฝ่ายต่างรับผิดชอบตัวเอง และไม่ทำให้อีกคนรู้สึกเป็นภาระ
อยากฟังความคิดเห็นจากคนที่เคยเจอสถานการณ์คล้าย ๆ กันค่ะ ว่าควรจัดการความสัมพันธ์แบบนี้อย่างไร
“แฟนอยากย้ายมาอยู่ด้วย แต่ไม่มีงานและขอให้เราซื้อทีวีราคา 5–6 หมื่น เราคิดมากไปไหมที่เริ่มกังวลเรื่องอนาคต?”
สวัสดีค่ะ อยากขอความคิดเห็นจากเพื่อน ๆ ในพันทิปเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่กำลังเป็นอยู่ ว่าเราคิดมากเกินไปหรือเปล่า หรือจริง ๆ แล้วความสัมพันธ์นี้ไม่สมดุล
เรากับแฟนคบกันมาประมาณ 4 ปี ก่อนหน้านี้เขาเป็นฝ่ายจบความสัมพันธ์ โดยบอกว่าความรู้สึกของเขาไม่เหมือนเดิมมาประมาณ 2 ปีแล้ว
หลังจากนั้นเราก็เลิกกันและห่างกันไปประมาณ 9 เดือน
ช่วงแรกที่เลิกกัน เรายอมรับว่าเสียใจมาก เพราะคบกันมานานและยังผูกพันอยู่ แต่พอผ่านไปประมาณ 4 เดือน เราค่อย ๆ กลับมาใช้ชีวิตของตัวเองได้ และเริ่มรู้สึกโล่งขึ้น เรามีเงินเก็บมากขึ้น ใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ และไม่ต้องกังวลว่าจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของอีกคน
ต่อมาเขาเป็นฝ่ายกลับมาติดต่อเราเอง ไม่ใช่เราที่เป็นฝ่ายตามหรือขอให้เขากลับมา เขาพยายามกลับเข้ามาคุย ขอโทษ และพูดถึงการกลับมาลองคบกันอีกครั้ง ตอนแรกเราก็ลังเล แต่เพราะยังมีความรู้สึก และเห็นว่าเขาเป็นฝ่ายกลับมาหา เราจึงตัดสินใจให้โอกาสความสัมพันธ์นี้อีกครั้ง
ช่วงแรกที่กลับมาคุยกัน เขาดูพยายามและใส่ใจเรามากขึ้น ทั้งโทรหา ชวนเจอ และแสดงออกว่าอยากกลับมาสานต่อความสัมพันธ์ เราจึงคิดว่าครั้งนี้อาจจะเปลี่ยนไปจากเดิม
เราทำธุรกิจส่วนตัว มีรายได้และสามารถดูแลตัวเองได้ ส่วนแฟนปัจจุบันยังไม่มีงานหรือรายได้ที่มั่นคง และไม่ได้มีแผนเรื่องอนาคตชัดเจน เวลาถามว่าอนาคตอยากทำอะไร เขามักตอบว่าไม่ได้คิดอะไร อยากอยู่ไปวัน ๆ
ตั้งแต่กลับมาคบกัน เราเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายเป็นหลัก ไม่ว่าจะกินข้าวหรือทำกิจกรรมด้วยกัน
บางครั้งเราก็ให้เขาจ่ายบ้าง ซึ่งเขาก็จ่าย แต่ส่วนใหญ่เราต้องเป็นฝ่ายบอกก่อน เขาไม่ค่อยเสนอเอง
มีครั้งหนึ่งเราให้เขาจ่ายค่ากาแฟราคาไม่แพง แต่เขาบอกว่าไม่มีเงินและขอให้เราจ่ายแทน
แต่ในอีกวันหนึ่งเขากลับซื้อของในเกมราคาประมาณ 2,500 บาท
เราไม่ได้ติดใจที่เขาซื้อของในเกมด้วยเงินตัวเองนะคะ แต่เริ่มสงสัยว่าทำไมเวลาเป็นค่าใช้จ่ายระหว่างเรา เขาถึงมักไม่มีเงิน
และตั้งแต่กลับมาคบกัน เขาไม่เคยเป็นฝ่ายซื้ออะไรให้เราเองเลย แม้แต่ของเล็ก ๆ น้อย ๆ
ช่วงต้นเดือนหนึ่ง ตอนที่เรากำลังมีช่วงเวลาใกล้ชิดกัน เราเคยถามเขาว่าอยากย้ายมาอยู่ด้วยกันไหม
เขาตอบว่า ถ้าเราซื้อทีวี เขาก็อยากมาอยู่ด้วย เพราะอยากดูทีวีแบบฉ่ำๆ OLED อะไรสักอย่าง
ตอนนั้นเราก็ตอบตกลง เพราะคิดว่าทีวีคงไม่ได้แพงมาก แต่พอรู้ทีหลังว่าทีวีที่เขาอยากได้ราคาประมาณ 50,000–60,000 บาท เราก็รู้สึกว่ามันแพงเกินความจำเป็น เลยบอกว่าไม่อยากซื้อราคานี้ ถ้าจะซื้อก็ซื้อรุ่นธรรมดา หรือรอให้ราคาลงก่อน หลังจากนั้นเขากลับมาทวงเรื่องทีวีหลายครั้ง
เราเคยเสนอว่า ถ้าอยากได้จริง ๆ หารกันคนละครึ่งไหม เขาตอบว่าไม่ เพราะเราสัญญาแล้วว่าจะซื้อให้
เราก็ถามกลับไปว่าทำไมเราต้องจ่ายคนเดียว เราไม่ได้เป็นแม่เขานะ
มีคืนหนึ่งเขาหลับไประหว่างคุยโทรศัพท์ แล้วส่งข้อความมาว่า “ไม่ซื้อทีวีก็เลยหลับ”
วันต่อมาเขาก็พูดเรื่องทีวีอีก พอเรายืนยันว่าไม่ซื้อราคานี้ เขาก็บอกว่าจะวางสายแล้วนะ งอนแล้ว
ต้องบอกว่าเขาพูดด้วยน้ำเสียงปกติ คล้ายหยอกเล่น ไม่ได้โมโหหรือขึ้นเสียง แต่เพราะเขาทวงเรื่องนี้หลายครั้ง เราเลยไม่แน่ใจว่าเขาพูดเล่นหรือคาดหวังให้เราซื้อจริง ๆ
สมัยที่เราคบกันครั้งก่อน เรามักสั่งอาหารไปให้เขา เพราะอยากให้เวลาที่เขาตื่นขึ้นมาแล้วมีอะไรกินเลย เป็นสิ่งที่เราทำให้ด้วยความเต็มใจ
แต่หลังจากกลับมาคบกันรอบนี้ เราเพิ่งสั่งอาหารให้เขาครั้งแรกในวันที่เขาเดินทางกลับไปบ้านที่ต่างจังหวัด
วันนั้นพอเขาตื่น เขาโทรมาหาเรา เราเลยถามว่า “กินข้าวหรือยัง เราสั่งอาหารไปให้นะ” เขาถามว่าสั่งอะไร เราตอบว่าข้าวต้ม
เขากลับบอกว่าเขาอยากกินกาแฟ ไม่อยากกินข้าวต้ม แล้วขอให้เราสั่งกาแฟให้หน่อย
เราเลยบอกว่า “ก็กินข้าวต้มก่อนสิ ส่วนกาแฟก็สั่งเอง” เขาตอบกลับมาประมาณว่า “เธอก็สั่งให้สิ ข้าวต้มที่สั่งมาเราไม่ได้อยากกิน เธอสั่งมาเอง ไม่ได้ถามเรา” เราฟังแล้วรู้สึกไม่ดี เพราะเราสั่งอาหารไปให้ด้วยความเป็นห่วง ไม่ได้มีหน้าที่ต้องซื้อทุกอย่างตามที่เขาต้องการ
เราเลยบอกว่าไม่สั่งกาแฟให้แล้ววางสาย
หลังจากวันนั้นจนถึงตอนนี้ เราก็ไม่ได้สั่งอาหารหรือซื้ออะไรส่งไปให้เขาอีกเลย
แต่เขาก็ยังติดต่อและโทรหาเราตามปกติ ไม่ได้หายไป สิ่งที่ทำให้เราเริ่มคิดมากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องเงินค่ะ แต่เป็นเพราะเวลาที่เราถามแฟนเรื่องอนาคต เขาแทบไม่มีคำตอบ และบอกว่าเขาไม่ได้คิดอะไร อยากใช้ชีวิตไปวัน ๆ ในขณะที่เราเป็นคนทำงาน มีเป้าหมายชีวิต และให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคง
เราไม่ได้ต้องการให้แฟนหาเงินได้มากกว่าเรา หรือเป็นคนเลี้ยงเรานะคะ แต่เราอยากเห็นว่าเขามีความพยายามที่จะรับผิดชอบชีวิตตัวเองบ้าง
นอกจากนี้ เวลาที่เรามีปัญหาหรืออยากปรึกษาเรื่องจริงจัง เราก็ไม่ค่อยสามารถปรึกษาเขาได้
แต่ถ้าเป็นเรื่องการใช้เวลาด้วยกัน เขาก็มีด้านที่น่ารักค่ะ เราอยู่ด้วยกันแล้วสนุก เล่นด้วยกัน กอดหอมกัน และมีความสุขในช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกัน
เราเลยเริ่มรู้สึกว่าเขาเหมาะกับการเป็นแฟนแบบสมัยเรียนมากกว่าการเป็นคู่ชีวิต
ช่วงที่เราเลิกกันและห่างกันไปประมาณ 9 เดือน ตอนแรกเราก็เสียใจมากค่ะ แต่หลังจากผ่านไปประมาณ 4 เดือน เรากลับรู้สึกโล่งขึ้น มีเงินเก็บมากขึ้น และใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของอีกคน พอกลับมาคบกัน เราก็มีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกันอีก แต่เริ่มรู้สึกว่าปัญหาเรื่องความรับผิดชอบและค่าใช้จ่ายกำลังกลับมาเหมือนเดิม
เรายังชอบเขา ยังอยากใช้เวลาด้วยกัน แต่เริ่มไม่มั่นใจว่าอยากสร้างอนาคตร่วมกันหรือเปล่า
บางครั้งเราก็อดคิดไม่ได้ว่า เขากลับมาคบกับเราเพราะรักจริง ๆ หรือเพราะรู้ว่าการอยู่กับเราทำให้ชีวิตเขาสะดวกสบายขึ้น
เราไม่อยากกล่าวหาว่าเขาคบเพราะเงินโดยไม่มีหลักฐาน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรารู้สึกเหมือนกำลังเป็นฝ่ายให้มากกว่ารับ
อยากถามความคิดเห็นทุกคนค่ะ
จากเหตุการณ์ทั้งหมด ทุกคนคิดว่าแฟนเรามีความคาดหวังให้เราดูแลเรื่องเงินมากเกินไปไหม?
เรื่องทีวี เราผิดหรือเปล่าที่เคยรับปากว่าจะซื้อ แต่เปลี่ยนใจหลังจากรู้ราคาจริง?
เรื่องข้าวต้มกับกาแฟ ทุกคนมองว่าเราใจแคบไปไหมที่ไม่ยอมสั่งกาแฟเพิ่มให้?
ถ้าแฟนไม่มีงานทำ ไม่มีแผนอนาคต แต่ยังมีความสุขเวลาอยู่ด้วยกัน ทุกคนจะคบต่อไหม?
เราควรคุยตรง ๆ กับเขาไหมว่า การคบกันไม่ได้หมายความว่าเราต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้เขา?
เราไม่ได้ต้องการให้เขาเลี้ยงเรา แค่อยากมีความสัมพันธ์ที่ต่างฝ่ายต่างรับผิดชอบตัวเอง และไม่ทำให้อีกคนรู้สึกเป็นภาระ
อยากฟังความคิดเห็นจากคนที่เคยเจอสถานการณ์คล้าย ๆ กันค่ะ ว่าควรจัดการความสัมพันธ์แบบนี้อย่างไร