4 ผักและธัญพืชที่แพทย์แผนจีนเชื่อว่าช่วยบำรุงปอด พร้อม 3 เมนูทำง่าย เหมาะกับช่วงอากาศเปลี่ยน
เปิด 4 อาหารที่แพทย์แผนจีนเชื่อว่าช่วยบำรุงปอด ได้แก่ หัวไชเท้า แห้ว รากบัว และเม็ดบัว พร้อม 3 เมนูทำง่าย เหมาะกับช่วงอากาศเปลี่ยนและคอแห้ง
อาหารบำรุงปอดมีอะไรบ้าง?
เมื่ออากาศเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะช่วงที่อากาศเย็นหรือแห้ง หลายคนอาจมีอาการคอแห้ง ระคายคอ หรือไอแห้ง ๆ จนรู้สึกไม่สบายตัว นอกจากการดื่มน้ำให้เพียงพอและพักผ่อนอย่างเหมาะสมแล้ว การเลือกรับประทานอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบและปรุงสุกจนนุ่ม ก็อาจช่วยให้รับประทานได้สะดวกและรู้สึกสบายคอมากขึ้น
ตามแนวคิดของศาสตร์การแพทย์แผนจีน มีวัตถุดิบอยู่ 4 ชนิดที่นิยมนำมาทำอาหารเพื่อบำรุงร่างกายและดูแลความสมดุลในช่วงอากาศแห้ง ได้แก่ หัวไชเท้า แห้ว รากบัว และเม็ดบัว โดยเชื่อว่าวัตถุดิบเหล่านี้มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและบรรเทาความรู้สึกแห้งภายในร่างกาย
อย่างไรก็ตาม สรรพคุณดังกล่าวเป็นคำอธิบายตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน ไม่ได้หมายความว่าอาหารเหล่านี้สามารถรักษาโรคปอดหรือทำให้ปอดแข็งแรงขึ้นได้โดยตรง ในมุมมองโภชนาการสมัยใหม่ วัตถุดิบทั้ง 4 ชนิดมีสารอาหารที่แตกต่างกัน และสามารถนำมาประกอบเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการได้
4 วัตถุดิบที่แพทย์แผนจีนเชื่อว่าช่วยบำรุงปอด มีอะไรบ้าง?
1. หัวไชเท้า มีน้ำและใยอาหาร นิยมใช้ทำอาหารอุ่น ๆ
หัวไชเท้า (White Radish หรือ Daikon) เป็นผักหัวสีขาวที่พบได้ทั่วไปในอาหารเอเชีย มีน้ำเป็นส่วนประกอบในปริมาณมาก พร้อมใยอาหาร วิตามินซี และแร่ธาตุบางชนิด สามารถนำมาต้ม ตุ๋น หรือนึ่งจนเนื้อนุ่ม เพื่อทำเป็นอาหารที่รับประทานง่ายได้
ตามความเชื่อของแพทย์แผนจีน หัวไชเท้ามักถูกนำมาใช้ในเมนูที่เกี่ยวข้องกับการลดความร้อนและช่วยให้ร่างกายรู้สึกชุ่มชื้น โดยเฉพาะช่วงที่มีอาการคอแห้งหรือระคายคอ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันว่าการรับประทานหัวไชเท้าสามารถขับเสมหะหรือรักษาโรคทางเดินหายใจได้โดยตรง
2. แห้ว เนื้อกรอบ มีน้ำเป็นส่วนประกอบสูง
แห้ว (Water Chestnut) เป็นพืชน้ำที่มีหัวใต้ดิน เนื้อสีขาว รสหวานอ่อน ๆ และมีความกรอบเฉพาะตัว ในภาษาเวียดนามเรียกว่า Củ mã thầy โดยแห้วมีน้ำเป็นส่วนประกอบ พร้อมคาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร และแร่ธาตุบางชนิด
ในศาสตร์การแพทย์แผนจีน แห้วเป็นวัตถุดิบที่เชื่อว่ามีคุณสมบัติช่วยลดความร้อนและบรรเทาความแห้งในร่างกาย จึงมักนำมาใช้ประกอบอาหารในช่วงอากาศแห้งหรือเปลี่ยนฤดู แต่สรรพคุณเหล่านี้ยังไม่ใช่ข้อสรุปทางการแพทย์สมัยใหม่
แห้วสามารถนำมาทำอาหารคาวและหวานได้หลายชนิด เช่น ผัดกับเนื้อสัตว์ ใส่ซุป หรือต้มในน้ำแกง โดยควรล้าง ปอกเปลือก และปรุงให้สุกอย่างเหมาะสมก่อนรับประทาน
3. รากบัว มีใยอาหารและวิตามิน นิยมนำมาต้มซุป
รากบัว (Lotus Root) ที่นิยมเรียกกันทั่วไปนั้น ในทางพฤกษศาสตร์เป็นลำต้นใต้ดินของบัว มีลักษณะเป็นท่อนยาว ภายในมีรูเรียงตัวเป็นช่อง เมื่อหั่นตามขวางจะเห็นลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ นิยมนำมาต้มซุป ผัด หรือตุ๋นร่วมกับเนื้อสัตว์
รากบัวมีคาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร วิตามินซี และแร่ธาตุบางชนิด โดยใยอาหารมีส่วนช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ขณะที่การนำรากบัวมาทำอาหารประเภทซุปจะช่วยเพิ่มความหลากหลายของผักในมื้ออาหาร
ตามความเชื่อแพทย์แผนจีน รากบัวถูกนำมาใช้ในเมนูที่มุ่งเพิ่มความชุ่มชื้นและบำรุงร่างกาย แต่ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันว่ารากบัวสามารถซ่อมแซมเนื้อเยื่อปอดหรือรักษาอาการไอได้โดยตรง
4. เม็ดบัว แหล่งคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนจากพืช
เม็ดบัว (Lotus Seeds) เป็นวัตถุดิบที่พบได้บ่อยในอาหารจีนและอาหารไทย มีทั้งเม็ดบัวสดและเม็ดบัวแห้ง สามารถนำมาต้ม ตุ๋น หรือทำขนมหวาน โดยเม็ดบัวให้คาร์โบไฮเดรต โปรตีนจากพืช และแร่ธาตุบางชนิด
ในศาสตร์การแพทย์แผนจีน เม็ดบัวมักถูกใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอาหารบำรุงร่างกาย โดยเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการดูแลระบบย่อยอาหารและความสมดุลภายในร่างกาย อย่างไรก็ตาม การกล่าวว่าเม็ดบัวช่วยบำรุงปอดเป็นเพียงความเชื่อตามตำรา ยังไม่ใช่ผลการรักษาที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิก
เม็ดบัวมีเนื้อสัมผัสนุ่มเมื่อปรุงสุก จึงเหมาะสำหรับนำมาทำเมนูตุ๋นหรือซุปร่วมกับรากบัวและเนื้อสัตว์ แต่ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม เนื่องจากเม็ดบัวมีคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนประกอบ
3 เมนูจาก 4 วัตถุดิบตามศาสตร์แพทย์แผนจีน ทำกินเองได้ง่าย ๆ
เมนูที่ 1 หัวไชเท้านึ่งน้ำผึ้ง
หัวไชเท้านึ่งน้ำผึ้ง เป็นเมนูที่ใช้วัตถุดิบไม่มาก โดยนำหัวไชเท้ามานึ่งจนเนื้อนุ่ม แล้วเติมน้ำผึ้งเล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสหวานตามธรรมชาติ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการอาหารอุ่น ๆ ที่เคี้ยวง่ายและมีรสชาติไม่จัดจ้าน
วัตถุดิบ
- หัวไชเท้า 1 หัว
- เก๋ากี้เล็กน้อย
- น้ำผึ้ง 1-2 ช้อนชา หรือตามความเหมาะสม
วิธีทำ
- ล้างหัวไชเท้าให้สะอาด ปอกเปลือกและหั่นเป็นแว่นหนาพอประมาณ
- นำหัวไชเท้าเรียงลงในจานหรือภาชนะที่ทนความร้อน
- ต้มน้ำในหม้อนึ่งจนเดือด จากนั้นนำหัวไชเท้าลงนึ่งประมาณ 20 นาที หรือจนเนื้อสุกนุ่ม
- ล้างเก๋ากี้ให้สะอาด หากต้องการรับประทานให้นำไปนึ่งหรือต้มจนสุกก่อน
- เมื่อหัวไชเท้าสุกแล้ว ยกลงจากเตา พักให้คลายร้อน จากนั้นโรยเก๋ากี้และราดน้ำผึ้งเล็กน้อยก่อนรับประทาน
คุณค่าทางโภชนาการ
หัวไชเท้ามีน้ำเป็นส่วนประกอบสูงและให้ใยอาหาร ส่วนการนึ่งช่วยทำให้เนื้อผักนุ่ม รับประทานง่าย โดยไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันในการปรุงอาหาร ขณะที่น้ำผึ้งช่วยเพิ่มรสหวานและอาจช่วยบรรเทาอาการไอบางประเภทได้ในระยะสั้น แต่ไม่ได้รักษาสาเหตุของโรคทางเดินหายใจ
ข้อมูลจาก National Health Service (NHS) ของสหราชอาณาจักร ระบุว่าเครื่องดื่มอุ่นที่ผสมน้ำผึ้งอาจช่วยบรรเทาอาการไอได้ในบางกรณี แม้หลักฐานยังมีข้อจำกัด อย่างไรก็ตาม ห้ามให้น้ำผึ้งแก่เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี เนื่องจากเสี่ยงต่อโรคโบทูลิซึมในทารก และผู้ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดควรระวังปริมาณน้ำผึ้งที่เติมด้วย
เมนูที่ 2 เนื้อวัวตุ๋นแห้ว
เนื้อวัวตุ๋นแห้ว เป็นเมนูที่ผสมผสานโปรตีนจากเนื้อวัวเข้ากับแห้วที่มีเนื้อสัมผัสกรอบหวาน โดยสามารถปรุงให้มีน้ำขลุกขลิกและรสไม่จัด เหมาะสำหรับรับประทานเป็นกับข้าวในมื้อกลางวันหรือมื้อเย็น
วัตถุดิบ
- แห้ว 10 หัว
- เนื้อวัวไม่ติดมัน 300 กรัม
- ขิงหั่นแว่น 3-4 แว่น
- ต้นหอม 1-2 ต้น
- ซีอิ๊วขาวเล็กน้อย
- เกลือตามความเหมาะสม
- น้ำมันสำหรับผัดเล็กน้อย
- น้ำสะอาดสำหรับตุ๋น
วิธีทำ
- ล้างเนื้อวัวให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นบางหรือชิ้นขนาดพอดีคำ จากนั้นหมักด้วยซีอิ๊วขาวประมาณ 15 นาที
- นำแห้วมาล้าง ปอกเปลือกและหั่นเป็นชิ้นหนาพอประมาณ
- ตั้งกระทะใส่น้ำมันเล็กน้อย นำขิงและต้นหอมลงผัดจนมีกลิ่นหอม
- ใส่เนื้อวัวลงผัดจนผิวด้านนอกเปลี่ยนสี จากนั้นตักขึ้นพักไว้
- ใช้กระทะใบเดิมใส่แห้วลงผัดประมาณ 2 นาที เติมน้ำสะอาดเล็กน้อย ปิดฝาตุ๋นประมาณ 5 นาที
- นำเนื้อวัวกลับลงกระทะ เติมน้ำหากจำเป็น แล้วตุ๋นหรือเคี่ยวต่อจนเนื้อสุกทั่วถึงและนุ่มตามต้องการ
- ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวและเกลือเล็กน้อย โรยต้นหอมก่อนตักเสิร์ฟ
คุณค่าทางโภชนาการ
แห้วมีน้ำ คาร์โบไฮเดรต และใยอาหารบางส่วน ขณะที่เนื้อวัวเป็นแหล่งโปรตีน ธาตุเหล็ก สังกะสี และวิตามินบี 12 ซึ่งเป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการสำหรับการทำงานของระบบต่าง ๆ
เมนูนี้สามารถเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่สมดุลได้ หากเลือกเนื้อวัวไม่ติดมันและปรุงรสไม่เค็มจัด อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันว่าการรับประทานเนื้อวัวตุ๋นแห้วสามารถบรรเทาอาการไอ รักษาโรคปอด หรือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบทางเดินหายใจโดยตรง
เมนูที่ 3 ซุปหมูสับรากบัวและเม็ดบัว
ซุปหมูสับรากบัวและเม็ดบัว เป็นเมนูที่มีรสชาติอ่อนและใช้วิธีนึ่งตุ๋น ทำให้เนื้อหมู รากบัว และเม็ดบัวมีเนื้อสัมผัสนุ่ม เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบอาหารอุ่น ๆ และต้องการเพิ่มวัตถุดิบจากพืชในมื้ออาหาร
วัตถุดิบ
- เนื้อหมูบดไม่ติดมัน 250 กรัม
- รากบัวประมาณครึ่งท่อน
- เม็ดบัวแห้ง 12 เม็ด
- ขิงหั่นแว่น 2-3 แว่น
- เกลือเล็กน้อย
- น้ำสะอาดตามความเหมาะสม
วิธีทำ
- นำเม็ดบัวแห้งมาล้างและแช่น้ำประมาณ 30 นาที หรือจนเริ่มนิ่ม หากเม็ดบัวยังแข็งให้ต้มก่อนจนเริ่มสุกนุ่ม
- ล้างรากบัวให้สะอาด ปอกเปลือกแล้วสับหรือหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ
- นำหมูบดมาผสมกับรากบัวและเกลือเล็กน้อย คลุกเคล้าจนเข้ากัน
- นำส่วนผสมหมูบดใส่ลงในชามหรือภาชนะทนความร้อน จัดเป็นก้อนหรือแผ่นหนาพอประมาณ
- วางเม็ดบัวและขิงหั่นแว่นลงด้านบน เติมน้ำอุ่นในปริมาณที่ต้องการ
- นำไปนึ่งด้วยน้ำเดือดประมาณ 40 นาที หรือจนเนื้อหมูสุกทั่วถึง และรากบัวกับเม็ดบัวนุ่มดี
- หากมีไขมันลอยอยู่บนผิวน้ำ สามารถช้อนออกก่อนปรุงรสเพิ่มเติมเล็กน้อย แล้วตักเสิร์ฟขณะอุ่น
คุณค่าทางโภชนาการ
รากบัวให้ใยอาหารและสารอาหารจากพืช ขณะที่เม็ดบัวมีคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนบางส่วน ส่วนเนื้อหมูช่วยเพิ่มโปรตีนที่จำเป็นต่อการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อของร่างกาย
การปรุงด้วยวิธีนึ่งตุ๋นช่วยให้วัตถุดิบสุกนุ่ม และสามารถควบคุมปริมาณน้ำมันกับเครื่องปรุงได้ง่ายขึ้น เมนูนี้จึงเหมาะสำหรับเพิ่มความหลากหลายของอาหารประจำวัน แต่ไม่ควรถือว่าเป็นสูตรรักษาโรคปอดหรือโรคทางเดินหายใจ
กินอาหารอุ่น ๆ ช่วยบรรเทาอาการคอแห้งและไอได้จริงหรือ?
เมื่อมีอาการคอแห้งหรือระคายคอ การดื่มน้ำอย่างเพียงพอและรับประทานอาหารที่มีความชุ่มชื้นอาจช่วยให้รู้สึกสบายขึ้นได้ โดยเฉพาะอาหารประเภทซุปหรือต้มที่ไม่ร้อนจนเกินไป อย่างไรก็ตาม อาการไอและระคายคออาจเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งการติดเชื้อไวรัส ภูมิแพ้ การสัมผัสฝุ่นควัน หรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ
ข้อมูลจาก NHS แนะนำให้ผู้ที่มีอาการไอพักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำอย่างเหมาะสม โดยอาจลองเครื่องดื่มอุ่นผสมน้ำผึ้งเพื่อช่วยให้รู้สึกสบายคอ แต่หลักฐานเรื่องประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการไอยังมีข้อจำกัด และไม่สามารถใช้แทนการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุได้
นอกจากนี้ การดูแลระบบทางเดินหายใจยังควรให้ความสำคัญกับการหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ฝุ่นละออง และมลพิษทางอากาศ รวมถึงการรับประทานอาหารให้หลากหลาย ไม่ควรหวังพึ่งอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นพิเศษเพื่อป้องกันโรคปอด
อาการแบบไหนควรไปพบแพทย์?
แม้อาการคอแห้งหรือไอเล็กน้อยอาจดีขึ้นได้เมื่อพักผ่อนและดูแลตนเอง แต่หากมีอาการต่อเนื่องหรือรุนแรง ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง โดยเฉพาะเมื่อมีอาการต่อไปนี้
- ไอติดต่อกันนานกว่า 3 สัปดาห์
- หายใจลำบากหรือหอบเหนื่อยผิดปกติ
- มีอาการเจ็บหน้าอก
- ไอเป็นเลือด
- อาการไอรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว
- มีไข้สูงหรืออาการเจ็บป่วยที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก
ผู้ที่มีอาการหายใจลำบากรุนแรงหรือเจ็บหน้าอกเฉียบพลันควรได้รับการประเมินทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน ไม่ควรรอให้อาการดีขึ้นด้วยการรับประทานอาหารหรือสมุนไพรเพียงอย่างเดียว
สรุป 4 อาหารที่แพทย์แผนจีนเชื่อว่าช่วยบำรุงปอด
หัวไชเท้า แห้ว รากบัว และเม็ดบัว เป็นวัตถุดิบที่นิยมนำมาทำอาหารตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน โดยเฉพาะเมนูสำหรับช่วงอากาศเย็นหรือแห้ง ซึ่งเชื่อว่าช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและบำรุงร่างกาย สามารถนำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น หัวไชเท้านึ่งน้ำผึ้ง เนื้อวัวตุ๋นแห้ว และซุปหมูสับรากบัวเม็ดบัว
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ที่ได้รับการยืนยันในทางโภชนาการคือการเป็นแหล่งน้ำ ใยอาหาร คาร์โบไฮเดรต และสารอาหารต่าง ๆ ตามชนิดของวัตถุดิบ ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอว่าอาหารทั้ง 4 ชนิดสามารถบำรุงปอดหรือรักษาโรคทางเดินหายใจได้โดยตรง ดังนั้น การรับประทานอาหารอย่างสมดุล ดื่มน้ำให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ จึงยังเป็นแนวทางสำคัญในการดูแลสุขภาพ
ที่มา
เปิดเมนู 4 ผัก "ดีต่อปอด" ตามศาสตร์แพทย์แผนจีน แนะกินช่วงอากาศเปลี่ยน
4 ผักและธัญพืชที่แพทย์แผนจีนเชื่อว่าช่วยบำรุงปอด พร้อม 3 เมนูทำง่าย เหมาะกับช่วงอากาศเปลี่ยน
เปิด 4 อาหารที่แพทย์แผนจีนเชื่อว่าช่วยบำรุงปอด ได้แก่ หัวไชเท้า แห้ว รากบัว และเม็ดบัว พร้อม 3 เมนูทำง่าย เหมาะกับช่วงอากาศเปลี่ยนและคอแห้ง
อาหารบำรุงปอดมีอะไรบ้าง?
เมื่ออากาศเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะช่วงที่อากาศเย็นหรือแห้ง หลายคนอาจมีอาการคอแห้ง ระคายคอ หรือไอแห้ง ๆ จนรู้สึกไม่สบายตัว นอกจากการดื่มน้ำให้เพียงพอและพักผ่อนอย่างเหมาะสมแล้ว การเลือกรับประทานอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบและปรุงสุกจนนุ่ม ก็อาจช่วยให้รับประทานได้สะดวกและรู้สึกสบายคอมากขึ้น
ตามแนวคิดของศาสตร์การแพทย์แผนจีน มีวัตถุดิบอยู่ 4 ชนิดที่นิยมนำมาทำอาหารเพื่อบำรุงร่างกายและดูแลความสมดุลในช่วงอากาศแห้ง ได้แก่ หัวไชเท้า แห้ว รากบัว และเม็ดบัว โดยเชื่อว่าวัตถุดิบเหล่านี้มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและบรรเทาความรู้สึกแห้งภายในร่างกาย
อย่างไรก็ตาม สรรพคุณดังกล่าวเป็นคำอธิบายตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน ไม่ได้หมายความว่าอาหารเหล่านี้สามารถรักษาโรคปอดหรือทำให้ปอดแข็งแรงขึ้นได้โดยตรง ในมุมมองโภชนาการสมัยใหม่ วัตถุดิบทั้ง 4 ชนิดมีสารอาหารที่แตกต่างกัน และสามารถนำมาประกอบเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการได้
4 วัตถุดิบที่แพทย์แผนจีนเชื่อว่าช่วยบำรุงปอด มีอะไรบ้าง?
1. หัวไชเท้า มีน้ำและใยอาหาร นิยมใช้ทำอาหารอุ่น ๆ
หัวไชเท้า (White Radish หรือ Daikon) เป็นผักหัวสีขาวที่พบได้ทั่วไปในอาหารเอเชีย มีน้ำเป็นส่วนประกอบในปริมาณมาก พร้อมใยอาหาร วิตามินซี และแร่ธาตุบางชนิด สามารถนำมาต้ม ตุ๋น หรือนึ่งจนเนื้อนุ่ม เพื่อทำเป็นอาหารที่รับประทานง่ายได้
ตามความเชื่อของแพทย์แผนจีน หัวไชเท้ามักถูกนำมาใช้ในเมนูที่เกี่ยวข้องกับการลดความร้อนและช่วยให้ร่างกายรู้สึกชุ่มชื้น โดยเฉพาะช่วงที่มีอาการคอแห้งหรือระคายคอ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันว่าการรับประทานหัวไชเท้าสามารถขับเสมหะหรือรักษาโรคทางเดินหายใจได้โดยตรง
2. แห้ว เนื้อกรอบ มีน้ำเป็นส่วนประกอบสูง
แห้ว (Water Chestnut) เป็นพืชน้ำที่มีหัวใต้ดิน เนื้อสีขาว รสหวานอ่อน ๆ และมีความกรอบเฉพาะตัว ในภาษาเวียดนามเรียกว่า Củ mã thầy โดยแห้วมีน้ำเป็นส่วนประกอบ พร้อมคาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร และแร่ธาตุบางชนิด
ในศาสตร์การแพทย์แผนจีน แห้วเป็นวัตถุดิบที่เชื่อว่ามีคุณสมบัติช่วยลดความร้อนและบรรเทาความแห้งในร่างกาย จึงมักนำมาใช้ประกอบอาหารในช่วงอากาศแห้งหรือเปลี่ยนฤดู แต่สรรพคุณเหล่านี้ยังไม่ใช่ข้อสรุปทางการแพทย์สมัยใหม่
แห้วสามารถนำมาทำอาหารคาวและหวานได้หลายชนิด เช่น ผัดกับเนื้อสัตว์ ใส่ซุป หรือต้มในน้ำแกง โดยควรล้าง ปอกเปลือก และปรุงให้สุกอย่างเหมาะสมก่อนรับประทาน
3. รากบัว มีใยอาหารและวิตามิน นิยมนำมาต้มซุป
รากบัว (Lotus Root) ที่นิยมเรียกกันทั่วไปนั้น ในทางพฤกษศาสตร์เป็นลำต้นใต้ดินของบัว มีลักษณะเป็นท่อนยาว ภายในมีรูเรียงตัวเป็นช่อง เมื่อหั่นตามขวางจะเห็นลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ นิยมนำมาต้มซุป ผัด หรือตุ๋นร่วมกับเนื้อสัตว์
รากบัวมีคาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร วิตามินซี และแร่ธาตุบางชนิด โดยใยอาหารมีส่วนช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ขณะที่การนำรากบัวมาทำอาหารประเภทซุปจะช่วยเพิ่มความหลากหลายของผักในมื้ออาหาร
ตามความเชื่อแพทย์แผนจีน รากบัวถูกนำมาใช้ในเมนูที่มุ่งเพิ่มความชุ่มชื้นและบำรุงร่างกาย แต่ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันว่ารากบัวสามารถซ่อมแซมเนื้อเยื่อปอดหรือรักษาอาการไอได้โดยตรง
4. เม็ดบัว แหล่งคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนจากพืช
เม็ดบัว (Lotus Seeds) เป็นวัตถุดิบที่พบได้บ่อยในอาหารจีนและอาหารไทย มีทั้งเม็ดบัวสดและเม็ดบัวแห้ง สามารถนำมาต้ม ตุ๋น หรือทำขนมหวาน โดยเม็ดบัวให้คาร์โบไฮเดรต โปรตีนจากพืช และแร่ธาตุบางชนิด
ในศาสตร์การแพทย์แผนจีน เม็ดบัวมักถูกใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอาหารบำรุงร่างกาย โดยเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการดูแลระบบย่อยอาหารและความสมดุลภายในร่างกาย อย่างไรก็ตาม การกล่าวว่าเม็ดบัวช่วยบำรุงปอดเป็นเพียงความเชื่อตามตำรา ยังไม่ใช่ผลการรักษาที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิก
เม็ดบัวมีเนื้อสัมผัสนุ่มเมื่อปรุงสุก จึงเหมาะสำหรับนำมาทำเมนูตุ๋นหรือซุปร่วมกับรากบัวและเนื้อสัตว์ แต่ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม เนื่องจากเม็ดบัวมีคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนประกอบ
3 เมนูจาก 4 วัตถุดิบตามศาสตร์แพทย์แผนจีน ทำกินเองได้ง่าย ๆ
เมนูที่ 1 หัวไชเท้านึ่งน้ำผึ้ง
หัวไชเท้านึ่งน้ำผึ้ง เป็นเมนูที่ใช้วัตถุดิบไม่มาก โดยนำหัวไชเท้ามานึ่งจนเนื้อนุ่ม แล้วเติมน้ำผึ้งเล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสหวานตามธรรมชาติ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการอาหารอุ่น ๆ ที่เคี้ยวง่ายและมีรสชาติไม่จัดจ้าน
วัตถุดิบ
- หัวไชเท้า 1 หัว
- เก๋ากี้เล็กน้อย
- น้ำผึ้ง 1-2 ช้อนชา หรือตามความเหมาะสม
วิธีทำ
- ล้างหัวไชเท้าให้สะอาด ปอกเปลือกและหั่นเป็นแว่นหนาพอประมาณ
- นำหัวไชเท้าเรียงลงในจานหรือภาชนะที่ทนความร้อน
- ต้มน้ำในหม้อนึ่งจนเดือด จากนั้นนำหัวไชเท้าลงนึ่งประมาณ 20 นาที หรือจนเนื้อสุกนุ่ม
- ล้างเก๋ากี้ให้สะอาด หากต้องการรับประทานให้นำไปนึ่งหรือต้มจนสุกก่อน
- เมื่อหัวไชเท้าสุกแล้ว ยกลงจากเตา พักให้คลายร้อน จากนั้นโรยเก๋ากี้และราดน้ำผึ้งเล็กน้อยก่อนรับประทาน
คุณค่าทางโภชนาการ
หัวไชเท้ามีน้ำเป็นส่วนประกอบสูงและให้ใยอาหาร ส่วนการนึ่งช่วยทำให้เนื้อผักนุ่ม รับประทานง่าย โดยไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันในการปรุงอาหาร ขณะที่น้ำผึ้งช่วยเพิ่มรสหวานและอาจช่วยบรรเทาอาการไอบางประเภทได้ในระยะสั้น แต่ไม่ได้รักษาสาเหตุของโรคทางเดินหายใจ
ข้อมูลจาก National Health Service (NHS) ของสหราชอาณาจักร ระบุว่าเครื่องดื่มอุ่นที่ผสมน้ำผึ้งอาจช่วยบรรเทาอาการไอได้ในบางกรณี แม้หลักฐานยังมีข้อจำกัด อย่างไรก็ตาม ห้ามให้น้ำผึ้งแก่เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี เนื่องจากเสี่ยงต่อโรคโบทูลิซึมในทารก และผู้ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดควรระวังปริมาณน้ำผึ้งที่เติมด้วย
เมนูที่ 2 เนื้อวัวตุ๋นแห้ว
เนื้อวัวตุ๋นแห้ว เป็นเมนูที่ผสมผสานโปรตีนจากเนื้อวัวเข้ากับแห้วที่มีเนื้อสัมผัสกรอบหวาน โดยสามารถปรุงให้มีน้ำขลุกขลิกและรสไม่จัด เหมาะสำหรับรับประทานเป็นกับข้าวในมื้อกลางวันหรือมื้อเย็น
วัตถุดิบ
- แห้ว 10 หัว
- เนื้อวัวไม่ติดมัน 300 กรัม
- ขิงหั่นแว่น 3-4 แว่น
- ต้นหอม 1-2 ต้น
- ซีอิ๊วขาวเล็กน้อย
- เกลือตามความเหมาะสม
- น้ำมันสำหรับผัดเล็กน้อย
- น้ำสะอาดสำหรับตุ๋น
วิธีทำ
- ล้างเนื้อวัวให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นบางหรือชิ้นขนาดพอดีคำ จากนั้นหมักด้วยซีอิ๊วขาวประมาณ 15 นาที
- นำแห้วมาล้าง ปอกเปลือกและหั่นเป็นชิ้นหนาพอประมาณ
- ตั้งกระทะใส่น้ำมันเล็กน้อย นำขิงและต้นหอมลงผัดจนมีกลิ่นหอม
- ใส่เนื้อวัวลงผัดจนผิวด้านนอกเปลี่ยนสี จากนั้นตักขึ้นพักไว้
- ใช้กระทะใบเดิมใส่แห้วลงผัดประมาณ 2 นาที เติมน้ำสะอาดเล็กน้อย ปิดฝาตุ๋นประมาณ 5 นาที
- นำเนื้อวัวกลับลงกระทะ เติมน้ำหากจำเป็น แล้วตุ๋นหรือเคี่ยวต่อจนเนื้อสุกทั่วถึงและนุ่มตามต้องการ
- ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวและเกลือเล็กน้อย โรยต้นหอมก่อนตักเสิร์ฟ
คุณค่าทางโภชนาการ
แห้วมีน้ำ คาร์โบไฮเดรต และใยอาหารบางส่วน ขณะที่เนื้อวัวเป็นแหล่งโปรตีน ธาตุเหล็ก สังกะสี และวิตามินบี 12 ซึ่งเป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการสำหรับการทำงานของระบบต่าง ๆ
เมนูนี้สามารถเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่สมดุลได้ หากเลือกเนื้อวัวไม่ติดมันและปรุงรสไม่เค็มจัด อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันว่าการรับประทานเนื้อวัวตุ๋นแห้วสามารถบรรเทาอาการไอ รักษาโรคปอด หรือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบทางเดินหายใจโดยตรง
เมนูที่ 3 ซุปหมูสับรากบัวและเม็ดบัว
ซุปหมูสับรากบัวและเม็ดบัว เป็นเมนูที่มีรสชาติอ่อนและใช้วิธีนึ่งตุ๋น ทำให้เนื้อหมู รากบัว และเม็ดบัวมีเนื้อสัมผัสนุ่ม เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบอาหารอุ่น ๆ และต้องการเพิ่มวัตถุดิบจากพืชในมื้ออาหาร
วัตถุดิบ
- เนื้อหมูบดไม่ติดมัน 250 กรัม
- รากบัวประมาณครึ่งท่อน
- เม็ดบัวแห้ง 12 เม็ด
- ขิงหั่นแว่น 2-3 แว่น
- เกลือเล็กน้อย
- น้ำสะอาดตามความเหมาะสม
วิธีทำ
- นำเม็ดบัวแห้งมาล้างและแช่น้ำประมาณ 30 นาที หรือจนเริ่มนิ่ม หากเม็ดบัวยังแข็งให้ต้มก่อนจนเริ่มสุกนุ่ม
- ล้างรากบัวให้สะอาด ปอกเปลือกแล้วสับหรือหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ
- นำหมูบดมาผสมกับรากบัวและเกลือเล็กน้อย คลุกเคล้าจนเข้ากัน
- นำส่วนผสมหมูบดใส่ลงในชามหรือภาชนะทนความร้อน จัดเป็นก้อนหรือแผ่นหนาพอประมาณ
- วางเม็ดบัวและขิงหั่นแว่นลงด้านบน เติมน้ำอุ่นในปริมาณที่ต้องการ
- นำไปนึ่งด้วยน้ำเดือดประมาณ 40 นาที หรือจนเนื้อหมูสุกทั่วถึง และรากบัวกับเม็ดบัวนุ่มดี
- หากมีไขมันลอยอยู่บนผิวน้ำ สามารถช้อนออกก่อนปรุงรสเพิ่มเติมเล็กน้อย แล้วตักเสิร์ฟขณะอุ่น
คุณค่าทางโภชนาการ
รากบัวให้ใยอาหารและสารอาหารจากพืช ขณะที่เม็ดบัวมีคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนบางส่วน ส่วนเนื้อหมูช่วยเพิ่มโปรตีนที่จำเป็นต่อการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อของร่างกาย
การปรุงด้วยวิธีนึ่งตุ๋นช่วยให้วัตถุดิบสุกนุ่ม และสามารถควบคุมปริมาณน้ำมันกับเครื่องปรุงได้ง่ายขึ้น เมนูนี้จึงเหมาะสำหรับเพิ่มความหลากหลายของอาหารประจำวัน แต่ไม่ควรถือว่าเป็นสูตรรักษาโรคปอดหรือโรคทางเดินหายใจ
กินอาหารอุ่น ๆ ช่วยบรรเทาอาการคอแห้งและไอได้จริงหรือ?
เมื่อมีอาการคอแห้งหรือระคายคอ การดื่มน้ำอย่างเพียงพอและรับประทานอาหารที่มีความชุ่มชื้นอาจช่วยให้รู้สึกสบายขึ้นได้ โดยเฉพาะอาหารประเภทซุปหรือต้มที่ไม่ร้อนจนเกินไป อย่างไรก็ตาม อาการไอและระคายคออาจเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งการติดเชื้อไวรัส ภูมิแพ้ การสัมผัสฝุ่นควัน หรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ
ข้อมูลจาก NHS แนะนำให้ผู้ที่มีอาการไอพักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำอย่างเหมาะสม โดยอาจลองเครื่องดื่มอุ่นผสมน้ำผึ้งเพื่อช่วยให้รู้สึกสบายคอ แต่หลักฐานเรื่องประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการไอยังมีข้อจำกัด และไม่สามารถใช้แทนการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุได้
นอกจากนี้ การดูแลระบบทางเดินหายใจยังควรให้ความสำคัญกับการหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ฝุ่นละออง และมลพิษทางอากาศ รวมถึงการรับประทานอาหารให้หลากหลาย ไม่ควรหวังพึ่งอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นพิเศษเพื่อป้องกันโรคปอด
อาการแบบไหนควรไปพบแพทย์?
แม้อาการคอแห้งหรือไอเล็กน้อยอาจดีขึ้นได้เมื่อพักผ่อนและดูแลตนเอง แต่หากมีอาการต่อเนื่องหรือรุนแรง ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง โดยเฉพาะเมื่อมีอาการต่อไปนี้
- ไอติดต่อกันนานกว่า 3 สัปดาห์
- หายใจลำบากหรือหอบเหนื่อยผิดปกติ
- มีอาการเจ็บหน้าอก
- ไอเป็นเลือด
- อาการไอรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว
- มีไข้สูงหรืออาการเจ็บป่วยที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก
ผู้ที่มีอาการหายใจลำบากรุนแรงหรือเจ็บหน้าอกเฉียบพลันควรได้รับการประเมินทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน ไม่ควรรอให้อาการดีขึ้นด้วยการรับประทานอาหารหรือสมุนไพรเพียงอย่างเดียว
สรุป 4 อาหารที่แพทย์แผนจีนเชื่อว่าช่วยบำรุงปอด
หัวไชเท้า แห้ว รากบัว และเม็ดบัว เป็นวัตถุดิบที่นิยมนำมาทำอาหารตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน โดยเฉพาะเมนูสำหรับช่วงอากาศเย็นหรือแห้ง ซึ่งเชื่อว่าช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและบำรุงร่างกาย สามารถนำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น หัวไชเท้านึ่งน้ำผึ้ง เนื้อวัวตุ๋นแห้ว และซุปหมูสับรากบัวเม็ดบัว
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ที่ได้รับการยืนยันในทางโภชนาการคือการเป็นแหล่งน้ำ ใยอาหาร คาร์โบไฮเดรต และสารอาหารต่าง ๆ ตามชนิดของวัตถุดิบ ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอว่าอาหารทั้ง 4 ชนิดสามารถบำรุงปอดหรือรักษาโรคทางเดินหายใจได้โดยตรง ดังนั้น การรับประทานอาหารอย่างสมดุล ดื่มน้ำให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ จึงยังเป็นแนวทางสำคัญในการดูแลสุขภาพ
ที่มา