ตลาดแข่งเดือด คลินิกทำฟัน ร้านเก่าคนไม่เข้า ร้านใหม่ไปไม่รอด?

คลินิกทำฟันเป็นอีกธุรกิจที่เติบโตในยุคนี้มากๆ ถ้าสังเกตให้ดีเราจะพบคลินิกทำฟันได้แทบทุกพื้นที่ ข้อมูลจากทันตแพทยสภา กระทรวงสาธารณสุขระบุว่าระเทศไทยมี คลินิกทันตกรรมเอกชนรวมกันมากกว่า 6,600 – 7,000 แห่ง นับเฉพาะในกรุงเทพฯมีกว่า 2,000 แห่ง หรือถ้าดูข้อมูลย้อนหลังประมาณ 10 ปีธุรกิจนี้มีอัตราการเติบโตขึ้นกว่า 3 เท่า
.
อย่างเช่นในปี 2557 มีคลินิกเอกชนอยู่ประมาณ 2,500 แห่งแต่เติบโตแบบก้าวกระโดดใน ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีคลินิกเปิดใหม่เฉลี่ยปีละ 400 – 500 แห่ง นอกจากนี้ถ้าดูเฉพาะในกรุงเทพสัดส่วนทันตแพทย์ต่อประชากรค่อนข้างหนาแน่นอยู่ที่ประมาณ 1 : 1,500 – 2,000 คน
.
และถ้าไปดูข้อมูลเชิงลึกในด้านสถิติหัตถการทันตกรรมยอดฮิต สิ่งที่ลูกค้านิยมเข้าไปใช้บริการมากที่สุดคือ
.
1.การขูดหินปูนและตรวจสุขภาพฟัน เหตุผลที่ทำให้บริการนี้ได้รับความนิยมส่วนหนึ่งเพราะสามารถใช้สิทธิประกันสังคมได้ (900บาท/ปี) รวมถึงการที่คนไข้ให้ความสำคัญกับสุขภาพในช่องปากมากขึ้น
2.การอุดฟัน ทั้งเพื่อการป้องกัน / รักษา โดยเฉพาะในลูกค้าวัยเด็ก
3.การถอนฟันและผ่าฟันคุด ลูกค้ากลุ่มนี้เยอะที่สุดในวัยรุ่นและวัยทำงาน ที่ส่วนหนึ่งใช้บริการเพื่อต่อยอดไปสู่การจัดฟันในอนาคต
.
📌ทำไม “คลินิกทำฟัน” ถึงเป็นธุรกิจที่คนอยากลงทุน?
.
ตลาดบริการด้านทันตกรรมในเมืองไทยมีมูลค่ารวมเกินกว่า 30,000 ล้านบาท/ปี มีอัตราเติบโตเฉลี่ย 8-10% ซึ่งสูมากกว่าการเติบโตของ GDP ในประเทศ จากเดิมที่คนส่วนใหญ่ใช้บริการเพื่อรักษาโรคฟัน แต่พฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไปกลายเป็นการมาใช้บริการเพื่อความงามกันมากขึ้น เช่นการจัดฟันใส่ , วีเนียร์ , การครอบฟัน , การฟอกสีฟัน
.
ในมุมของนักลงทุนคลินิกทำฟันจึงเป็นธุรกิจบริการที่มี Gross Profit Margin สูง อย่างเช่นถ้าเป็นงานหัตถการทั่วไป อย่างการอุด ขูด ถอน จะมีต้นทุนด้านวัสดุอุปกรณ์ อยู่ที่ประมาณ 10% – 15% ของราคาขายเท่านั้น แม้จะหัก ค่าตอบแทนแพทย์ (Dental Fee: DF) ออกไปอีก 40 – 50% คลินิกก็ยังเหลือกำไรขั้นต้น (Gross Margin) สูงกว่า 35 – 40% ตัวเลขกำไรขั้นต้นดังกล่าวนี้เมื่อเทียบกับธุรกิจขายปลีกหรือร้านอาหารที่มี Gross Margin เพียง 15 – 25% ธุรกิจทำฟันจึงมีความน่าสนใจในแง่ของการสร้างกระแสเงินสด (Cash Flow) ได้อย่างชัดเจน
.
แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการสนใจมากที่สุดไม่ใช่แค่นั้นแต่เพราะคลินิกทำฟันมีโอกาสในการสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอและมีความถี่ในการสร้างรายได้สูง เพราะเราต้องเข้าใจก่อนว่าลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้มาครั้งเดียวแล้วจบ เพราะบางครั้งต้องมีการรักษาต่อเนื่อง อย่างเช่นการจัดฟัน ที่หมอต้องนัดคนไข้มาบ่อย เช่นเดือนละครั้ง หรือ 2-3 เดือน/ครั้ง (ขึ้นอยู่กับกรณี) ทำให้คลินิกมีรายได้ผูกผันระยะยาว 2-3 ปีต่อลูกค้า 1 คน ยังไม่นับรวมลูกค้าที่มาใช้บริการกลุ่มอื่นๆ อย่างขูดหินปูน หรือตรวจสุขภาพฟัน ที่ส่วนใหญ่ต้องทำทุกๆ 6 เดือน สิ่งเหล่านี้คือการสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอให้กับธุรกิจ
.
📌ลงทุน “คลินิกทำฟัน” ต้องใช้งบมากแค่ไหน?

แม้จะเป็นธุรกิจที่มีความต้องการของลูกค้าสูง แต่งบการลงทุนก็สูงด้วยเช่นกัน ที่สำคัญคือจะเน้นแค่ร้านสวยงามอย่างเดียวไม่ได้ ต้องได้มาตรฐานของ สบส. (กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ) ด้วย ซึ่งมีงบลงทุนที่ควรรู้ได้แก่
.
✅ ค่าเช่าและเงินประกัน ที่ส่วนมากต้องจ่ายล่วงหน้า 3 เดือน
✅ ค่ารีโนเวทและตกแต่งภายใน เช่นกั้นห้องตรวจ , ห้องเอ็กซเรย์ , ห้องล้างอุปกรณ์ , ระบบน้ำ - ไฟ
✅ งบด้านเครื่องมือและอุปกรณ์ ซึ่งเป็นรายจ่ายที่เยอะ ขึ้นอยู่กับขนาดของคลินิก มีอุปกรณ์หลายอย่างที่จำเป็นต้องมีเช่นยูนิตทำฟัน , เครื่องเอ็กซเรย์ , เครื่องนึ่งฆ่าเชื้อ , ชุด Handpieces และเครื่องขูดหินปูน , วัสดุสิ้นเปลืองจำพวกยาชา , วัสดุอุดฟัน , ถุงมือ เป็นต้น
✅ ค่าธรรมเนียมและใบอนุญาต โดยหลักๆจะต้องมีใบอนุญาตคือ ใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล (ส.พ. 7)
, ใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล (ส.พ. 19) , ใบอนุญาตเครื่องกำเนิดรังสี (X-Ray) ,การจดทะเบียนพาณิชย์/บริษัท
✅ งบด้านการตลาดเพื่อประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จักโดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในพื้นที่
✅ เงินทุนสำรองหมุนเวียน โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรกที่คลินิกเปิดตัวใหม่ๆ รายได้อาจยังไม่แน่นอน
.
สรุปภาพรวมงบประมาณ ถ้าเปิดคลินิกทำฟัน 1 ยูนิต ควรต้องมีงบประมาณเตรียมไว้อย่างน้อยๆ 2.5 - 3.5 ล้านบาท หรือถ้าเป็นคลินิกขนาด 2-3 ยูนิตก็อาจต้องมีงบประมาณลงทุน5-8 ล้านบาท
.
📌คลินิกทำฟัน ตลาด Red Ocean! บริหารต้นทุนเก่งเท่านั้นถึงจะรอด
.
ในอีกมุมหนึ่งหลายคนอาจมองว่าคลินิกทำฟันกำไรเน้นๆ คนทำคงจะรวยแบบเหลือๆ แต่สิ่งที่น่าตกใจคือไม่ใช่อย่างนั้นแม้จะมีตัวเลขการเปิดคลินิกเพิ่มปีละ 400-500 แห่ง แต่อีกด้านหนึ่งก็พบว่ามีมีคลินิกเอกชนต้องเลิกกิจการ ย้ายสถานที่ หรือเปลี่ยนมือเจ้าของ สูงกว่า10-15% ในทุกๆ ปี  โดยคลินิกทำฟันที่ไม่ประสบความสำเร็จ มักจะ ปิดตัวลงภายใน 18-24 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่เงินทุนหมุนเวียนสำรอง (Cash Reserve) เริ่มหมดลง อย่างไรก็ดีเราต้องเข้าใจก่อนว่าคลินิกทำฟันก็มีทั้งที่เปิดมานานและบางคลินิกก็เป็นร้านที่เพิ่งเปิดใหม่
.
ถ้าวิเคราะห์ให้ละเอียดลงไปว่าทำไมคลินิกที่เป็นแบบรุ่นเก่าคนถึงไม่อยากเข้าใช้บริการ ก็มีสาเหตุสำคัญคือ
.
1.ไม่ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า ที่ยุคนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้เน้นการรักษาแต่เน้นเรื่องความงาม ร้านที่ไม่ปรับเปลี่ยนตัวเองไม่พัฒนาธุรกิจก็มีแต่จะรอวันปิดกิจการเท่านั้น
.
2.ภาพลักษณ์และเทคโนโลยีล้าสมัย  ลูกค้าคลินิกยุคใหม่เน้นบรรยากาศร้าน , ระบบบริหารจัดการที่ทันสมัย มีระบบการจอคิว นัดหมาย เครื่องมือรักษาก็ต้องดูทันสมัย คลินิกที่เป็นรุ่นเก่าที่ไม่พัฒนาส่วนนี้ก็จะยิ่งหดหายไปเรื่อยๆ
.
3.ไม่ทำการตลาดแบบ Digital Marketing เน้นพึ่งพาเฉพาะลูกค้าที่เคยใช้บริการ หรือลูกค้าที่ผ่านหน้าร้าน หรือใช้การบอกต่อแบบเดิมๆ ซึ่งยุคนี้ไม่เพียงพอ ฐานลูกค้าเก่าที่เคยมีก็นับวันจะน้อยและหายไปในขณะที่ลูกค้าใหม่ก็ไม่มีเข้ามาเพราะไม่ได้ทำการตลาดแบบเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
.
และไม่ใช่คลินิกรุ่นเก่าที่จะไม่รอด บางครั้งคลิกนิกทำฟันยุคใหม่เองก็แทบแย่เหมือนกันทั้งที่เปิดกว้างในเรื่องของเทคโนโลยีมีการปรับตัวได้ดีกว่าแต่ปัญหาที่ทำให้ธุรกิจไปไม่รอดก็มาจากการบริหารต้นทุนที่ผิดพลาด ซึ่งต้องเข้าใจก่อนว่าคลินิกทำฟันมีโครงสร้างรายจ่ายที่แท้จริงคือ
.
✅ DF (Dental Fee / ค่าแรงหมอ) ประมาณ 40% – 50% ของรายได้หัตถการ
✅ ค่าเช่าทำเล + ค่าน้ำไฟ: ประมาณ 10% – 15%
✅ ค่าแล็บ + วัสดุอุปกรณ์ ประมาณ 10% – 15%
✅  ค่าพนักงานเคาน์เตอร์/ผู้ช่วยหมอ + การตลาด  ประมาณ 10% – 15%
.
จะเหลือกำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ที่แท้จริงประมาณ 10% – 20% เท่านั้น
.
การที่คลินิกติดปัญหาในเรื่อง Operating Leverage และ Fixed Cost ที่สูงเกินไปตั้งแต่ยังไม่มีฐานลูกค้า คือเหตุผลที่ทำให้กิจการไปไม่รอด ยิ่งการที่สายป่านสั้นไม่มีเงินหมุนเวียนในช่วง 6 เดือนแรก ยิ่งทำให้ธุรกิจอันตรายและเสี่ยงต่อการปิดกิจการได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน
.
📌ตัวเลขที่ควรดูทุกเดือนเพื่อให้คลินิกไปรอด!
.
ทั้งนี้มี 4 ตัวเลขสำคัญที่คลินิกจำเป็นต้องติดตามทุกเดือนเพื่อประเมินกำไรได้อย่างแม่นยำประกอบด้วย
.
1.Lab Cost to Revenue Ratio (% ค่าแล็บ)  ควรควบคุมให้อยู่ในช่วง 10–15% ของรายรับรวม หากสูงเกินไป แปลว่าเราอาจตั้งราคาต่ำเกินไปหรือใช้แล็บที่มีราคาสูงเกิน
.
2.Material Cost Ratio (% ค่าวัสดุ) ต้องควบคุมให้อยู่ในช่วง 5–10% ของรายรับ การคุมสต็อกที่ดีจะช่วยลดของเสียและลดตัวเลขส่วนนี้ได้
.
3.Chair Utilization Rate (% การใช้งานเก้าอี้)  โดยคำนวณจาก (ชั่วโมงที่มีคนไข้จริง / ชั่วโมงที่เปิดให้บริการ) × 100 หากตัวเลขต่ำกว่า 60% แสดงว่าคลินิกมีต้นทุนที่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์สูง
.
4.Average Profit per Chair Hour (กำไรเฉลี่ยต่อชั่วโมงเก้าอี้)  ใช้วิธีคำนวณกำไรสุทธิรวมหารด้วยจำนวนชั่วโมงที่ให้บริการจริงในเดือนนั้น เพื่อดูแนวโน้มประสิทธิภาพการทำกำไรของคลินิก
.
เราจะเห็นว่าคลินิกทำฟันแม้จะดูว่าเป็นธุรกิจที่ดีแต่ก็มีความเสี่ยงในตัวเองสูงเช่นกัน ยิ่งถ้าบริหารจัดการผิดพลาด

ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่