กลิ่นตัว บอกสิ่งที่เรากินได้จริงไหม?

เคยไหม? วันไหนกินกระเทียมเยอะ ๆ แล้วรู้สึกว่ากลิ่นตัวหรือลมหายใจเปลี่ยนไป จนอดสงสัยไม่ได้ว่า “กลิ่นตัวกำลังฟ้องว่าเรากินอะไรมา?”
คำตอบคือ มีส่วนจริง แต่ไม่ได้ทั้งหมด
กลิ่นตัวเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งเหงื่อ สารคัดหลั่งจากผิว แบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนผิว ฮอร์โมน พันธุกรรม อายุ และพฤติกรรมต่าง ๆ โดยอาหารที่เรากินก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สามารถทำให้กลิ่นของร่างกายเปลี่ยนไปได้ในบางคน
🧄 แล้วอาหารเข้าไปเกี่ยวกับกลิ่นตัวได้อย่างไร?
อาหารไม่ได้ถูกขับออกมาเป็น “กลิ่นอาหาร” โดยตรง แต่หลังจากเรากินเข้าไป ร่างกายจะย่อยและเปลี่ยนสารต่าง ๆ ผ่านกระบวนการเผาผลาญ สารบางชนิดหรือ สารเมตาบอไลต์ (metabolites) ที่เกิดขึ้นสามารถถูกกำจัดออกทาง เหงื่อ ลมหายใจ ปัสสาวะ หรือสารคัดหลั่งอื่น ๆ เมื่อสารเหล่านี้มาอยู่บนผิว ก็อาจถูกแบคทีเรียบนผิวเปลี่ยนต่อ และเกิดเป็นสารระเหยที่มีกลิ่น ทำให้กลิ่นกายของแต่ละคนแตกต่างกันได้
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ อาหารบางชนิดจะทำให้กลิ่นตัวเปลี่ยนชั่วคราว
🧄 อาหารกลุ่มไหนมีโอกาสทำให้กลิ่นเปลี่ยน?
1⃣กระเทียมและหัวหอม
กลุ่มนี้เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัดที่สุด เพราะมี สารประกอบกำมะถัน (sulfur compounds) หลายชนิด
หลังรับประทาน สารจากกระเทียมและหัวหอมบางส่วนสามารถเข้าสู่กระแสเลือดและถูกกำจัดออกทางลมหายใจและผิวหนัง ทำให้เกิดกลิ่นเฉพาะตัวได้
จึงอาจรู้สึกว่า “กินกระเทียมแล้วกลิ่นยังติดอยู่ แม้แปรงฟันแล้ว” เพราะกลิ่นไม่ได้มาจากเศษอาหารในปากเพียงอย่างเดียว
2⃣ ผักตระกูลกะหล่ำ
เช่น บรอกโคลี กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก
อาหารกลุ่มนี้มีสารประกอบกำมะถันเช่นกัน จึงสามารถมีส่วนทำให้กลิ่นของลมหายใจหรือสารที่ร่างกายขับออกมาเปลี่ยนไปได้ในบางคน
แต่ไม่ได้หมายความว่ากินผักเหล่านี้แล้วจะมีกลิ่นตัวแรงทุกคน เพราะการตอบสนองของแต่ละคนแตกต่างกัน
3⃣ อาหารที่มีโคลีนสูง
เช่น ไข่ ปลา เนื้อ และถั่วบางชนิด
โคลีนสามารถถูกจุลินทรีย์ในลำไส้เปลี่ยนเป็น trimethylamine (TMA) ซึ่งเป็นสารที่มีกลิ่นคาวคล้ายปลา
ในคนทั่วไป ร่างกายจะเปลี่ยน TMA ต่อให้เป็นสารที่ไม่มีกลิ่นมากนัก แต่ในคนที่มีภาวะ trimethylaminuria ซึ่งเป็นภาวะที่พบไม่บ่อย กระบวนการนี้ผิดปกติ ทำให้ TMA สะสมและมีกลิ่นคาวออกมากับเหงื่อ ลมหายใจ และปัสสาวะได้ชัดเจน
จุดนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ดีว่า อาหารสามารถเกี่ยวข้องกับกลิ่นร่างกายผ่านกระบวนการเผาผลาญได้จริง
4⃣ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
หลังดื่ม ร่างกายจะเปลี่ยนแอลกอฮอล์ผ่านกระบวนการเผาผลาญ และสารบางส่วนสามารถถูกขับออกทางลมหายใจและเหงื่อได้
นอกจากนี้แอลกอฮอล์ยังอาจทำให้หลอดเลือดขยายและกระตุ้นให้เหงื่อออกมากขึ้นในบางคน จึงอาจทำให้กลิ่นกายเด่นชัดขึ้น
แต่จริง ๆ แล้ว “กลิ่นตัว” ไม่ได้มาจากอาหารอย่างเดียว ส่วนสำคัญมากคือ เหงื่อของเราไม่ได้มีกลิ่นแรงเสมอไป กลิ่นตัวจำนวนมากเกิดขึ้นเมื่อสารจากต่อมเหงื่อและสารคัดหลั่งบนผิวถูก แบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนผิวหนังย่อยหรือเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นสารระเหยที่มีกลิ่น
โดยเฉพาะบริเวณที่มีต่อมเหงื่อชนิดอะโพไครน์ (apocrine glands) มาก เช่น
- รักแร้
- ขาหนีบ
- บริเวณที่มีขน
ดังนั้นคนสองคนที่กินอาหารเหมือนกัน ก็อาจมีกลิ่นตัวแตกต่างกันได้ เพราะ ชนิดและจำนวนของจุลินทรีย์บนผิว รวมถึงพันธุกรรมและการทำงานของร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน
😨กลิ่นตัวที่เปลี่ยนไปอาจเกิดจากอาหาร แต่ก็อาจเกิดจาก
เหงื่อออกมาก
อากาศร้อน
ความเครียด
ฮอร์โมน
เสื้อผ้าที่อับชื้น
แบคทีเรียบนผิว
การออกกำลังกาย
ยาหรืออาหารเสริมบางชนิด
ภาวะสุขภาพบางอย่าง
ดังนั้นการได้กลิ่นตัวที่เปลี่ยนไป ไม่ได้แปลว่าเราสามารถย้อนกลับไปบอกได้ว่าเจ้าตัวกินอาหารอะไรมา พูดง่าย ๆ คือ “อาหาร “มีส่วนเปลี่ยนกลิ่นตัว” ได้ แต่กลิ่นตัวไม่ได้เป็นตัวระบุสิ่งที่กินได้เสมอไปนะ”
ที่มา :Bluzone
กลิ่นตัว บอกสิ่งที่เรากินได้จริงไหม?
เคยไหม? วันไหนกินกระเทียมเยอะ ๆ แล้วรู้สึกว่ากลิ่นตัวหรือลมหายใจเปลี่ยนไป จนอดสงสัยไม่ได้ว่า “กลิ่นตัวกำลังฟ้องว่าเรากินอะไรมา?”
คำตอบคือ มีส่วนจริง แต่ไม่ได้ทั้งหมด
กลิ่นตัวเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งเหงื่อ สารคัดหลั่งจากผิว แบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนผิว ฮอร์โมน พันธุกรรม อายุ และพฤติกรรมต่าง ๆ โดยอาหารที่เรากินก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สามารถทำให้กลิ่นของร่างกายเปลี่ยนไปได้ในบางคน
🧄 แล้วอาหารเข้าไปเกี่ยวกับกลิ่นตัวได้อย่างไร?
อาหารไม่ได้ถูกขับออกมาเป็น “กลิ่นอาหาร” โดยตรง แต่หลังจากเรากินเข้าไป ร่างกายจะย่อยและเปลี่ยนสารต่าง ๆ ผ่านกระบวนการเผาผลาญ สารบางชนิดหรือ สารเมตาบอไลต์ (metabolites) ที่เกิดขึ้นสามารถถูกกำจัดออกทาง เหงื่อ ลมหายใจ ปัสสาวะ หรือสารคัดหลั่งอื่น ๆ เมื่อสารเหล่านี้มาอยู่บนผิว ก็อาจถูกแบคทีเรียบนผิวเปลี่ยนต่อ และเกิดเป็นสารระเหยที่มีกลิ่น ทำให้กลิ่นกายของแต่ละคนแตกต่างกันได้
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ อาหารบางชนิดจะทำให้กลิ่นตัวเปลี่ยนชั่วคราว
🧄 อาหารกลุ่มไหนมีโอกาสทำให้กลิ่นเปลี่ยน?
1⃣กระเทียมและหัวหอม
กลุ่มนี้เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัดที่สุด เพราะมี สารประกอบกำมะถัน (sulfur compounds) หลายชนิด
หลังรับประทาน สารจากกระเทียมและหัวหอมบางส่วนสามารถเข้าสู่กระแสเลือดและถูกกำจัดออกทางลมหายใจและผิวหนัง ทำให้เกิดกลิ่นเฉพาะตัวได้
จึงอาจรู้สึกว่า “กินกระเทียมแล้วกลิ่นยังติดอยู่ แม้แปรงฟันแล้ว” เพราะกลิ่นไม่ได้มาจากเศษอาหารในปากเพียงอย่างเดียว
2⃣ ผักตระกูลกะหล่ำ
เช่น บรอกโคลี กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก
อาหารกลุ่มนี้มีสารประกอบกำมะถันเช่นกัน จึงสามารถมีส่วนทำให้กลิ่นของลมหายใจหรือสารที่ร่างกายขับออกมาเปลี่ยนไปได้ในบางคน
แต่ไม่ได้หมายความว่ากินผักเหล่านี้แล้วจะมีกลิ่นตัวแรงทุกคน เพราะการตอบสนองของแต่ละคนแตกต่างกัน
3⃣ อาหารที่มีโคลีนสูง
เช่น ไข่ ปลา เนื้อ และถั่วบางชนิด
โคลีนสามารถถูกจุลินทรีย์ในลำไส้เปลี่ยนเป็น trimethylamine (TMA) ซึ่งเป็นสารที่มีกลิ่นคาวคล้ายปลา
ในคนทั่วไป ร่างกายจะเปลี่ยน TMA ต่อให้เป็นสารที่ไม่มีกลิ่นมากนัก แต่ในคนที่มีภาวะ trimethylaminuria ซึ่งเป็นภาวะที่พบไม่บ่อย กระบวนการนี้ผิดปกติ ทำให้ TMA สะสมและมีกลิ่นคาวออกมากับเหงื่อ ลมหายใจ และปัสสาวะได้ชัดเจน
จุดนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ดีว่า อาหารสามารถเกี่ยวข้องกับกลิ่นร่างกายผ่านกระบวนการเผาผลาญได้จริง
4⃣ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
หลังดื่ม ร่างกายจะเปลี่ยนแอลกอฮอล์ผ่านกระบวนการเผาผลาญ และสารบางส่วนสามารถถูกขับออกทางลมหายใจและเหงื่อได้
นอกจากนี้แอลกอฮอล์ยังอาจทำให้หลอดเลือดขยายและกระตุ้นให้เหงื่อออกมากขึ้นในบางคน จึงอาจทำให้กลิ่นกายเด่นชัดขึ้น
แต่จริง ๆ แล้ว “กลิ่นตัว” ไม่ได้มาจากอาหารอย่างเดียว ส่วนสำคัญมากคือ เหงื่อของเราไม่ได้มีกลิ่นแรงเสมอไป กลิ่นตัวจำนวนมากเกิดขึ้นเมื่อสารจากต่อมเหงื่อและสารคัดหลั่งบนผิวถูก แบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนผิวหนังย่อยหรือเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นสารระเหยที่มีกลิ่น
โดยเฉพาะบริเวณที่มีต่อมเหงื่อชนิดอะโพไครน์ (apocrine glands) มาก เช่น
- รักแร้
- ขาหนีบ
- บริเวณที่มีขน
ดังนั้นคนสองคนที่กินอาหารเหมือนกัน ก็อาจมีกลิ่นตัวแตกต่างกันได้ เพราะ ชนิดและจำนวนของจุลินทรีย์บนผิว รวมถึงพันธุกรรมและการทำงานของร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน
😨กลิ่นตัวที่เปลี่ยนไปอาจเกิดจากอาหาร แต่ก็อาจเกิดจาก
เหงื่อออกมาก
อากาศร้อน
ความเครียด
ฮอร์โมน
เสื้อผ้าที่อับชื้น
แบคทีเรียบนผิว
การออกกำลังกาย
ยาหรืออาหารเสริมบางชนิด
ภาวะสุขภาพบางอย่าง
ดังนั้นการได้กลิ่นตัวที่เปลี่ยนไป ไม่ได้แปลว่าเราสามารถย้อนกลับไปบอกได้ว่าเจ้าตัวกินอาหารอะไรมา พูดง่าย ๆ คือ “อาหาร “มีส่วนเปลี่ยนกลิ่นตัว” ได้ แต่กลิ่นตัวไม่ได้เป็นตัวระบุสิ่งที่กินได้เสมอไปนะ”
ที่มา :Bluzone