เกาหลีไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่เป็นผู้ทรงอิทธิพลต่อสถาปัตยกรรมและการแต่งกายของญี่ปุ่น

เวลาเราพูดถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นวัดวาอาราม ปราสาท หรือชุดกิโมโน ภาพจำของคนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงคำว่า "ได้รับอิทธิพลมาจากจีน (ราชวงศ์สุยและถัง)" เป็นหลัก จนทำให้บทบาทของอาณาจักรต่างๆ บนคาบสมุทรเกาหลีมักถูกมองเป็นเพียงสะพานเชื่อม" ที่ทำหน้าที่แค่ส่งต่อวัฒนธรรมจีนข้ามทะเลไปยังหมู่เกาะญี่ปุ่นเท่านั้น
แต่ในความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี คาบสมุทรเกาหลีตั้งแต่ ยุคสามก๊ก (โคกูรยอ, แพ็กเจ, ชิลลา) และสหพันธรัฐคายา ยุครวมชิลลาและพัลแฮ ยุคราชวงศ์โครยอ ยุคราชวงศ์โชซอน ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางผ่าน แต่ทำหน้าที่เป็นเบ้าหลอมและผู้พัฒนาเทคโนโลยี ที่ปรับปรุงสถาปัตยกรรมและสิ่งทอให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศและวิถีชีวิต ก่อนที่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญโพ้นทะเลที่ญี่ปุ่นเรียกว่า "โทไรจิน" (渡来人 - Toraijin) และคณะทูตจากเกาหลีจะนำองค์ความรู้เหล่านั้นเข้าไปวางรากฐานในญี่ปุ่นโดยตรง โดยผมจะแยกเป็น 3 ภาคดังนี้ครับ

ภาคที่ 1: อิทธิพลด้านสถาปัตยกรรมและสิ่งก่อสร้าง

1. ยุคสามก๊กแห่งเกาหลี (โคกูรยอ, แพ็กเจ, ชิลลา) และคายา → ยุคโคฟุนและอาสึกะของญี่ปุ่น (ศตวรรษที่ 4–7)
ยุคนี้คือยุคทองที่สถาปัตยกรรมจากคาบสมุทรเกาหลี โดยเฉพาะจาก อาณาจักรแพ็กเจ (Baekje - 百済) และ โคกูรยอ (Goguryeo - 高句麗) เข้าไปพลิกโฉมหน้าสิ่งก่อสร้างของญี่ปุ่นจากอาคารไม้เสาฝังดินมุงหญ้าคาหรือเปลือกไม้ สู่สถาปัตยกรรมโครงสร้างไม้ขนาดใหญ่บนฐานหินและหลังคามุงกระเบื้องดินเผา

* การสร้างวัดพุทธเต็มรูปแบบแห่งแรกของญี่ปุ่น (วัดอาสึกะเดระ - 飛鳥寺):
   ในปี ค.ศ. 588 ตระกูลโซงะ (นำโดย โซงะ โนะ อูมาโกะ) ต้องการสร้างวัดพุทธขนาดใหญ่แห่งแรกของญี่ปุ่น คือ วัดอาสึกะเดระ (Asuka-dera หรือวัดโฮโคจิ 法興寺) แต่อาณาจักรยามาโตะในขณะนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีการสร้างอาคารที่รับน้ำหนักกระเบื้องหลังคาและเจดีย์หลายชั้นได้ พระเจ้าวีด็อกแห่งแพ็กเจจึงส่งทีมวิศวกรหลวงประกอบด้วย สถาปนิกสร้างวัด (寺工), ปรมาจารย์หล่อฉัตรยอดเจดีย์ (鑪盤博士), ปรมาจารย์ทำกระเบื้องมุงหลังคา (瓦博士) และช่างจิตรกรรม (画工) เดินทางเข้ามาควบคุมการก่อสร้างทั้งหมด

* ผังวัดพุทธที่ถอดแบบมาจากโคกูรยอและแพ็กเจ:

   * ผังแบบ "1 เจดีย์ 3 วิหารทอง" (一塔三金堂 - Ittō Sankondō): ที่วัดอาสึกะเดระ ใช้การจัดวางเจดีย์ไว้อยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยวิหารหลัก 3 ทิศ (เหนือ ตะวันออก ตะวันตก) ซึ่งเป็นผังเฉพาะตัวของ อาณาจักรโคกูรยอ (พบที่โบราณสถานวัดชองอัมรี Cheongam-ri และวัดช็องนึงซาในเปียงยาง) ไม่ใช่ผังวัดของจีนในยุคนั้น

   * ผังแบบ "1 เจดีย์ 1 วิหารเรียงแนวเหนือ-ใต้" (一塔一金堂): ที่ วัดชิเทนโนจิ (Shitenno-ji - 四天王寺) ในโอซาก้า ซึ่งสร้างโดยเจ้าชายโชโตกุ ใช้ผังการเรียงประตูกลาง เจดีย์ วิหารหลัก และศาลาการเปรียญเป็นเส้นตรงแนวเหนือ-ใต้ ซึ่งถอดแบบมาจากผังวัดหลวงแห่งแพ็กเจ เช่น วัดคุนซูรี (Gunsu-ri - 軍守里寺址) และ วัดวังฮึงซา (Wangheung-sa - 王興寺) ในเมืองพูยอ (ซาบี) อย่างชัดเจน

* กำเนิดบริษัทก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุดในโลก (คองโกกูมิ - 金剛組):
   ในปี ค.ศ. 578 เจ้าชายโชโตกุได้เชิญช่างไม้หลวงด้านสถาปัตยกรรมพุทธศาสนาชาวแพ็กเจ 3 คน นำโดย ยู ชุงกวาง (유중광 / 柳重光) มายังญี่ปุ่นเพื่อสร้างวัดชิเทนโนจิ ยู ชุงกวางได้รับพระราชทานนามตระกูลว่า "คองโก" (金剛 - Kongō) และก่อตั้งสำนักช่างไม้คองโกกูมิ ซึ่งใช้เทคนิคการเข้าเดือยไม้โดยไม่ใช้ตะปูและเสารับน้ำหนักแบบเอ็นทาซิส (Entasis) ของแพ็กเจ ในการสร้างวัดชิเทนโนจิและมีส่วนร่วมสร้าง วัดโฮริวจิ (Hōryū-ji - 法隆寺) อาคารไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

* การปฏิวัติกระเบื้องมุงหลังคา (瓦 - Kawara):
   ก่อนปี ค.ศ. 588 อาคารในญี่ปุ่นแม้แต่พระราชวังหลวงใช้เพียงหลังคามุงแผ่นไม้ (檜皮葺/板葺) ไม่มีอาคารใดใช้กระเบื้องดินเผาเลย ปรมาจารย์กระเบื้องทั้ง 4 ท่านจากแพ็กเจได้นำเทคโนโลยีเตาเผาอุณหภูมิสูงและการกดพิมพ์ กระเบื้องเชิงชายลายดอกบัว (軒丸瓦 - Nokimarugawara) เข้ามาที่เมืองอาสึกะ ซึ่งกระเบื้องที่ขุดพบที่วัดอาสึกะเดระมีลวดลายกลีบดอกบัวตรงกับกระเบื้องที่ขุดพบในซากวัดวังฮึงซาของแพ็กเจทุกประการ

* ป้อมปราการภูเขาแบบเกาหลี (朝鮮式山城 - Chōsen-shiki Yamajiro):
   หลังจากอาณาจักรแพ็กเจล่มสลายและกองทัพพันธมิตรยามาโตะ-แพ็กเจพ่ายแพ้ต่อกองทัพถัง-ชิลลาใน ยุทธการแพ็กกัง (Battle of Baekgang ค.ศ. 663) ราชสำนักยามาโตะหวาดกลัวการรุกรานจากแผ่นดินใหญ่ จักรพรรดิเท็นจิจึงมอบหมายให้อดีตแม่ทัพและวิศวกรทหารชั้นสูงของแพ็กเจที่ลี้ภัยมา (เช่น ตับพน ชุนโช 答㶱春初 และ องแร พนลยู 憶礼福留) สร้างป้อมปราการภูเขาขนาดยักษ์ตามแนวชายฝั่งคิวชูถึงทะเลเซโตะ เช่น ป้อมโอโนะโจ (大野城), ป้อมคิอิโจ (基肄城), ป้อมคานาดะ (金田城) และเขื่อนป้อมปราการ มิซุกากิ (水城 - Mizuki) โดยใช้เทคนิคการก่อกำแพงหินมีช่องระบายน้ำใต้กำแพง (水門) และการอัดดินเป็นชั้นๆ (版築 - Hanchiku) ตามแบบฉบับป้อมภูเขาของแพ็กเจและโคกูรยอ

* สุสานหินแบบมีทางเดินและจิตรกรรมฝาผนัง (横穴式石室 & 壁画古墳):
   การสร้างห้องสุสานหินแบบมีอุโมงค์ทางเดินในยุคโคฟุนตอนปลาย รวมถึงจิตรกรรมฝาผนังใน สุสานทากามัตสึซึกะ (高松塚古墳) และ สุสานคิโทระ (キトラ古墳) ในจังหวัดนารา ล้วนได้รับอิทธิพลโครงสร้างห้องหินและคติการวาดภาพเทพประจำทิศทั้งสี่ (มังกรเขียว เสือขาว หงส์แดง เต่าดำงู) และแผนที่กลุ่มดาวบนเพดานจากสุสานหลวงของ อาณาจักรโคกูรยอ

2. ยุครวมชิลลา (Unified Silla) และอาณาจักรพัลแฮ (Balhae) → ยุคนาราและต้นเฮอัน (ศตวรรษที่ 8–9)

* วิศวกรรมการหล่อโลหะและโครงสร้างวัดโทไดจิ (東大寺):
   การสร้างพระไวโรจนพุทธะ (หลวงพ่อโตไดบุตสึแห่งนารา) และมหาวิหารไดบุตสึเด็นในรัชกาลจักรพรรดิโชวมุ มีหัวหน้าวิศวกรผู้ควบคุมงานหล่อและโครงสร้างคือ คุนิโนะนากะ โนะ มูราจิ คิมิมาโระ (国中連公麻呂) ซึ่งเป็นหลานชายของ กุก กอลบู (국골부 / 国骨富) ขุนนางระดับท็อกซลแห่งแพ็กเจที่อพยพเข้ามาในญี่ปุ่น รวมถึงการใช้ทองคำและเทคนิคงานโลหะจากชิลลา (新羅) ในการปิดทององค์พระ

3. ยุคราชวงศ์โครยอ (Goryeo) → ยุคคามากุระและมูโรมาจิ (ศตวรรษที่ 10–14)

* กระเบื้องมุงหลังคาแบบโครยอ (高麗瓦 - Kōrai-gawara):
   ช่างทำกระเบื้องจากราชวงศ์โครยอได้ถ่ายทอดเทคนิคการขึ้นรูปกระเบื้องที่ไม่ใช้ถาดรองแบบเดิมและการเผาเนื้อแกร่งสีเทาเข้ม ซึ่งพบมากในวัดและป้อมปราการทางตอนใต้ของญี่ปุ่นและโอกินาวา (อาณาจักรริวกิว)

4. ยุคราชวงศ์โชซอน (Joseon) → ยุคอาซึจิ-โมโมยามะและเอโดะ (ศตวรรษที่ 15–19)

* ประตูแบบโคไรอิมง (高麗門 - Kōraimon):
   ในช่วงสงครามอิมจิน (ค.ศ. 1592–1598) และการติดต่อกับโชซอน สถาปัตยกรรมปราสาทญี่ปุ่นได้พัฒนาประตูหน้าปราสาทที่เรียกว่า โคไรอิมง (Kōraimon) ซึ่งมีเสาหลัก 2 ต้นด้านหน้าและเสารอง 2 ต้นด้านหลังพร้อมหลังคาจั่วขนาดเล็กแยกต่างหาก เพื่อป้องกันไม่ให้บานประตูถูกฝนกัดเซาะและช่วยให้ทหารบนกำแพงมองเห็นข้าศึกหน้าประตูได้ชัดเจนโดยไม่ถูกหลังคาบัง กลายเป็นมาตรฐานประตูหลักของปราสาทและวัดทั่วญี่ปุ่นในยุคเอโดะ

* สถาปัตยกรรมเตาเผาขั้นบันไดขนาดยักษ์ (登り窯 - Noborigama):
   หลังสงครามอิมจิน ไดเมียวทางคิวชูและยามากุจิได้กวาดต้อนช่างเซรามิกชาวโชซอน (เช่น อี ซัมพยอง 李参平 บิดาแห่งเครื่องถ้วยอาริตะ และช่างตระกูลชิม 沈壽官 แห่งซัตสึมะ) เข้ามาในญี่ปุ่น ช่างเหล่านี้ได้นำวิศวกรรมการก่อสร้าง เตาเผาแบบห้องต่อเนื่องไต่ระดับตามลาดภูเขา (Noborigama) ของโชซอนเข้ามาสร้างในเมืองคารัตสึ อาริตะ และฮางิ ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างอุตสาหกรรมความร้อนสูงที่ญี่ปุ่นไม่เคยทำได้มาก่อน

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่