JJNY : 5in1 48.4% ไม่มั่นใจแยกข่าวจาก AI│ศุภณัฐปูด บีบกทม.สมทบ│“ชลณัฏฐ์”ปชน.ชี้ปฏิรูป│รอมฎอนแจ้งความ│เอกชัยฟาดปมกระเพรา

ผลสำรวจ KPI Poll พบ 48.4% ไม่มั่นใจแยกข่าวจริงจากเนื้อหา AI
https://prachatai.com/journal/2026/10/119172
.

.
KPI Poll สำรวจ 2,000 คน พบ 48.4% ไม่มั่นใจแยกข่าวจริงจากเนื้อหา AI กังวลมิจฉาชีพปลอมเป็นตำรวจสูงสุด 24.4% และ 38.3% อยากให้รัฐปราบเครือข่ายหลอกลวง
.
23 ตุลาคม 2569 สถาบันพระปกเกล้าแถลงผลสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 43 เรื่อง "ความมั่นใจและความคาดหวังของประชาชนต่อการรับมือข่าวปลอมและภัยออนไลน์" สำรวจระหว่างวันที่ 9-12 ตุลาคม 2569 จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปกระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ 2,000 ตัวอย่าง สถาบันระบุว่าการสำรวจเน้นความเป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์ ไม่ชี้นำการเมือง และจัดทำเพื่อรับฟังเสียงของประชาชน
.
เมื่อถามว่าเนื้อหาออนไลน์แบบใดแยกว่าจริงหรือเท็จยากที่สุด 33.4% ระบุภาพหรือคลิปที่สร้างด้วย AI สูงสุด รองลงมาคือข่าวหรือข้อความไร้แหล่งอ้างอิง 16.1% เพจหรือบัญชีปลอม 13.6% คลิปเก่าที่อ้างเป็นเหตุการณ์ใหม่ 13.5% เสียงปลอมเลียนแบบบุคคล 11.1% ผลสำรวจหรือรีวิวชักจูง 8.1% และไม่แน่ใจ 4.2%
.
ด้านความมั่นใจในการแยกข่าวจริงจากเนื้อหา AI 48.4% ไม่ค่อยมั่นใจถึงไม่มั่นใจเลย ใกล้เคียงกับ 46.8% ที่ค่อนข้างมั่นใจถึงมั่นใจมาก และ 4.8% ไม่แน่ใจ
.
เมื่อแยกตามช่วงอายุ ความมั่นใจลดลงตามอายุ
.
- Gen Z (18-27 ปี) 56.0% มั่นใจ 42.2% ไม่มั่นใจ และ 1.8% ไม่แน่ใจ
- Gen Y (28-43 ปี) 51.7% มั่นใจ 43.7% ไม่มั่นใจ และ 4.6% ไม่แน่ใจ
- Gen X (44-59 ปี) 43.8% มั่นใจ 51.2% ไม่มั่นใจ และ 5.0% ไม่แน่ใจ
- Baby Boomer (60 ปีขึ้นไป) 33.6% มั่นใจ 58.4% ไม่มั่นใจ และ 8.0% ไม่แน่ใจ
.
สำหรับภัยออนไลน์ที่กังวลมากที่สุด 24.4% ระบุมิจฉาชีพที่ปลอมเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ รองลงมาคือลิงก์ปลอมขโมยเงินหรือข้อมูล 18.1% หลอกลงทุนหรือให้โอนเงิน 16.5% ปลอมเสียงหรือใบหน้าคนรู้จักด้วย AI 16.0% ร้านค้าหรือการซื้อขายปลอม 9.8% แอบอ้างรับบริจาคหรือช่วยผู้ประสบภัย 8.1% หลอกสมัครงานหรือกู้เงิน 5.8% และไม่แน่ใจ 1.3%
.
ส่วนสิ่งที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการ 38.3% เลือกปราบเครือข่ายและเร่งดำเนินคดี สูงสุด รองลงมาคือแจ้งเตือนข่าวและลิงก์อันตราย 17.0% ให้ความรู้เท่าทันภัยออนไลน์ 15.2% ให้แพลตฟอร์มจัดการบัญชีและโฆษณาหลอกลวง 11.2% ปิดบัญชีม้า ซิมม้า และเส้นทางการเงิน 7.7% ตรวจจับและติดป้ายเนื้อหา AI 5.7% จัดช่องทางแจ้งเหตุและช่วยเหลือจุดเดียว 3.3% และไม่แน่ใจ 1.6%
.
สถาบันพระปกเกล้าสรุปว่า ผลสำรวจสะท้อนความไม่มั่นใจในการแยกแยะข่าวสาร ความยากในการตรวจสอบภาพ เสียง และตัวตนออนไลน์ รวมถึงความคาดหวังให้รัฐจัดการเครือข่ายหลอกลวงอย่างจริงจัง ภาครัฐจึงควรเชื่อมการปราบปรามเข้ากับการแจ้งเตือนที่เข้าใจง่าย การพัฒนาทักษะตรวจสอบข้อมูลที่เหมาะกับแต่ละวัย และการประสานให้แพลตฟอร์มจัดการบัญชีและโฆษณาหลอกลวง พร้อมส่งเสริมการตรวจสอบแหล่งที่มาและบริบทของเนื้อหา เพราะการที่เนื้อหาสร้างด้วย AI ไม่ได้หมายความว่าเป็นเท็จเสมอไป
.
"ความปลอดภัยออนไลน์ต้องมีทั้งผู้ใช้ที่รู้ทัน และการจัดการมิจฉาชีพอย่างจริงจัง" สถาบันระบุ
.

.
ศุภณัฐ ปูด คนกทม.ไม่ได้เงินน้ำท่วม 9 พัน เหตุรบ.บีบกทม.สมทบเพิ่ม สส.ประเวศถาม หรือเพราะไม่ได้เลือกน้ำเงิน.
https://www.matichon.co.th/politics/news_5945267
.
ศุภณัฐ ปูด คนกทม.ไม่ได้เงินน้ำท่วม 9 พัน เหตุรบ.บีบครม.จ่ายสมทบเพิ่ม สส.ประเวศถาม หรือต้องรอเพราะไม่ได้เลือกน้ำเงิน
.
เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊กกรณีเงินเยียวยากทม.ว่า
.
“รัฐบาลแจ้งว่า วันนี้ 23/10 11.00 จะโอนเงิน แต่ถึงตอนนี้ 14.00 ก็ยังไม่เห็นมีใครได้เงินเลยนะครับ (หรือเป็นเฉพาะคนกทม.ที่ยังไม่ได้เงินกัน??)
.
ผมเช็คระบบปภ.ยอดโอนเงิน ยังไม่มีการแจ้งว่า มีการโอนเงินเพิ่ม แต่อย่างใด (อาจจะอัพเดทช้า ไม่ real time)
.
วันนี้มีใครได้เงินบ้าง ได้กี่โมง แจ้งกันหน่อยครับ”
.
ก่อนจะโพสต์เพิ่มเติมว่า [ทำไมวันนี้ คนกทม.ถึงยังไม่ได้เงินเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท อยู่ที่เดียว? ]
.
เฉพาะคนกทม.จะยังไม่ได้เงินน้ำท่วม 9,000 บาท วันนี้ครับ และยังไม่มีความชัดเจนว่า จะจ่ายเมื่อไร เพราะรัฐบาลบอกว่า กทม.ต้องสมทบเงินเยียวยาด้วย ไม่งั้นรัฐบาลจะยังไม่จ่ายเงินน้ำท่วมให้คนกรุงเทพ
.
คือรอบที่แล้ว ที่รัฐบาลบอกอนุมัติ 4,700 ล้าน ตามข้อเท็จจริงคือ กทม.สมทบด้วย 10 ล้าน แต่รอบนี้ ที่รัฐบาลจะจ่าย 10,500 ล้าน รัฐบาลจะให้กทม.ร่วมจ่ายสมทบด้วย ซึ่งกทม.ยืนยันว่าจะจ่าย 10ล้าน แต่รัฐบาลบอก ต้องมากกว่า 10ล้าน (ยังตกลงยอดไม่ได้ ต่างฝ่ายยังยื้อกันอยู่ครับ)
.
คาดว่า วันจันทร์ 26/10 รัฐบาล และกทม.อาจมีการจะนัดตกลงกันใหม่อีกรอบ และยังไม่รู้วันที่จะกลับมาโอนได้ใหม่ว่า เมื่อไร อาจไวกว่าถ้าเคลียยอดเงินกันจบ
.
ทั้งนี้ รัฐบาลจะให้กทม.เริ่มโอนก่อน ซึ่งถ้า กทม.ตัดสินใจโอนเงินสมทบของตัวเองจ่ายเยียวยามากพอ ในระดับที่รัฐบาลพอใจ (คงต้องเป็น หลายสิบล้าน จนถึง 100ล้าน) รัฐบาลถึงจะยอมใช้เงินตัวเอง ตามมติครม.จ่ายต่อให้
.
ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลและกทม.เร่งเจรจากันให้จบโดยด่วนครับ สิ่งสำคัญคือ จ่ายเงินให้คนกทม.ให้ไวที่สุด อย่าให้คนกทม.ต้องเดือดร้อนไปมากกว่านี้ครับ อยากรู้มากกว่านี้ คงต้องให้ รัฐบาลสีน้ำเงิน กับทางกทม.ชี้แจงเพิ่มเติมครับ
.
ด้าน นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ ส.ส.ประเวศ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข่าวดังกล่าว พร้อมว่า
.
“เป็นการเจตนาดึงเรื่องไม่ให้คน กทม.ที่ยังเหลืออยู่ ได้รับเงินเยียวยาเร็วเกินไปหรือไม่?”
.
“จนถึงวันนี้ รัฐบาลยังไม่จ่ายเงินเยียวยาให้คนกรุงเทพฯที่ยังรออยู่ เพราะเราไม่ได้เลือกสีน้ำเงินใช่หรือไม่?”
.
https://www.facebook.com/suphanat.minchaiynunt/posts/pfbid023Gui28XqZX7J5JaUDrkkV6UMqzGEP1uvQ8K7KQSZEufwbam5YUmK1iSgygJ6BVZRl
.
https://www.facebook.com/nuttapongprem/posts/pfbid0uZFuLdWk1pqLbyV9MQegke6CQt8Dvk7rzsoVBH44ANx7SQN38YQfk881JcLoKgC9l
.

.
“ชลณัฏฐ์” ปชน. ชี้ปฏิรูปไทยพีบีเอสต้องโปร่งใส เตือนเปลี่ยนงบเป็นรายปีเสี่ยงกระทบอิสระสื่อสาธารณะ
.
“ชลณัฏฐ์” สส.กทม. พรรคประชาชน ชี้ ปฏิรูปไทยพีบีเอสต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ เตือนเปลี่ยนงบเป็นรายปีเสี่ยงกระทบอิสระสื่อสาธารณะ ย้ำต้องไม่เปิดช่องฝ่ายการเมืองมีอำนาจเหนือการทำงานของสื่อ
.
วันที่ 23 ตุลาคม 2569 น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กรุงเทพฯ เขต 28 พรรคประชาชน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ซึ่งพิจารณาร่างแก้ไขกฎหมายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) โดยมีข้อเสนอเปลี่ยนแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอส จากเงินบำรุงที่จัดเก็บจากภาษีสุราและยาสูบในอัตรา 1.5% ภายใต้เพดานปีละ 2,000 ล้านบาท เป็นการรับงบประมาณรายปีจากรัฐบาล
.
น.ส.ชลณัฏฐ์ระบุว่า ประเด็นสำคัญของการพิจารณาร่างกฎหมายครั้งนี้ คือการหาจุดสมดุลระหว่างการใช้เงินสาธารณะอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ กับการรักษาหลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ซึ่งทั้งสองเรื่องสามารถดำเนินควบคู่กันได้ โดยไม่จำเป็นต้องลดทอนความเป็นอิสระของไทยพีบีเอสเพื่อแลกกับการตรวจสอบงบประมาณ
.
ในการประชุม หน่วยงานด้านการคลัง ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรมสรรพสามิต และสำนักงบประมาณ ชี้แจงถึงข้อดีของการนำเงินเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดิน ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ข้อมูลว่า มาตรา 82 ของกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐมีข้อยกเว้นรองรับหน่วยงานที่มีกฎหมายจัดตั้งอยู่ก่อนแล้ว ทำให้ไทยพีบีเอสยังสามารถรับเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบได้ตามกฎหมาย การเปลี่ยนไปใช้งบประมาณรายปีจึงเป็นทางเลือกในการแก้ไขกฎหมาย ไม่ใช่ข้อบังคับที่ต้องดำเนินการ
.
กรมสรรพสามิตให้ข้อมูลว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยจัดเก็บภาษีสุราและยาสูบได้ปีละกว่า 200,000 ล้านบาท ทำให้ไทยพีบีเอสได้รับเงินบำรุงเต็มเพดาน 2,000 ล้านบาททุกปี อย่างไรก็ตาม สำนักงบประมาณยอมรับว่า หากเปลี่ยนเป็นระบบงบประมาณรายปี จะไม่สามารถรับประกันได้ว่าไทยพีบีเอสจะได้รับงบประมาณเท่าเดิมหรือเพียงพอต่อการดำเนินงานในทุกปี เนื่องจากขึ้นอยู่กับภาระงบประมาณและนโยบายของรัฐบาลในแต่ละช่วงเวลา
.
ประเด็นนี้นำไปสู่ข้อกังวลของกรรมาธิการว่า หากงบประมาณดำเนินงานของสื่อสาธารณะต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐบาลและรัฐสภาเป็นรายปี อาจเปิดช่องให้เกิดแรงกดดันต่อการทำหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจได้ อีกทั้งยังมีข้อสังเกตว่าหน่วยงานรัฐอื่นก็มีรายได้นอกงบประมาณเช่นกัน แต่ไม่ได้ถูกเสนอให้เปลี่ยนระบบในลักษณะเดียวกัน
.
ด้านผู้บริหารไทยพีบีเอสยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแหล่งรายได้ โดยระบุว่าองค์กรได้รับเงินบำรุงภายใต้เพดาน 2,000 ล้านบาทมาตลอด 18 ปี และมีระบบตรวจสอบการใช้เงินอยู่แล้ว ทั้งจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการนโยบาย สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ ตลอดจนการรายงานต่อรัฐสภา
.
ผู้บริหารไทยพีบีเอสยังชี้ให้เห็นถึงภารกิจของสื่อสาธารณะที่แตกต่างจากสื่อเชิงพาณิชย์ ทั้งการทำข่าวสืบสวนสอบสวน รายการสำหรับเด็กและการศึกษาอย่าง ALTV การสนับสนุนผู้ผลิตรายการอิสระ การรายงานข่าวช่วงภัยพิบัติ และการพัฒนาแพลตฟอร์มรับชมของไทยเพื่อลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ พร้อมเสนอให้ปรับปรุงข้อจำกัดทางกฎหมายเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการหารายได้ เช่น การนำผลงานที่ผลิตไปสร้างรายได้ การขายสารคดีและภาพข่าวในต่างประเทศ การร่วมลงทุนกับหน่วยงานอื่น และการเก็บค่าสมาชิกบนแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยไม่กระทบต่อความเป็นอิสระขององค์กร
.
น.ส.ชลณัฏฐ์อ้างอิงถึงความเห็นของนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนได้ให้ความเห็นถึงความเสี่ยงของการเปลี่ยนระบบเงินทุน โดย ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กล่าวว่า ที่มาของรายรับควรเป็นอิสระจากอำนาจรัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองใช้เงินเป็นเครื่องมือแทรกแซงหรือกดดันให้สื่อเซ็นเซอร์ตัวเอง พร้อมเสนอว่าหากต้องการควบคุมความคุ้มค่าของการใช้จ่าย ควรกำหนดเพดานงบประมาณที่ปรับตามอัตราเงินเฟ้อและยอดการรับชมทางออนไลน์
.
รศ.ดร.พิรงรอง รามสูต ชี้ว่า หลักประกันงบประมาณที่มั่นคงเป็นเสมือนฉนวนป้องกันการแทรกแซง ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างระบบนิเวศสื่อที่น่าเชื่อถือ และช่วยให้ไทยพีบีเอสวางแผนพัฒนา National Streaming Platform ในระยะยาวได้
.
ขณะที่ ผศ.ดร.พรรษาสิริ กุหลาบ เตือนว่า การให้รัฐจัดสรรงบประมาณอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการครอบงำทิศทางข่าวสาร (State Capture) และทำให้สื่อต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง ซึ่งจะกระทบต่อภารกิจสาธารณะที่สื่อเชิงพาณิชย์อาจไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ เช่น การเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคม การตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checking) และกลไกรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่