มิจฉาวาจา กับ พระมหากัจจายนะเถระ
ในสมัยพุทธกาลมีพระมหาเถระรูปหนึ่ง มีปัญหาเพราะรูปของตนมาก
ซึ่งก็คือ "
พระมหากัจจายนะเถระ" ท่านรูปงามมาก เวลาคนเห็นท่านก็กล่าวว่า
"พระศาสดามาแล้วๆ"
จนกระทั่งวันหนึ่งมีเศรษฐีบุตรคนหนึ่งนามว่า
"โสเรยะ" เห็นพระเถระเข้า
ก็คิดรำพึงรำพันว่า
"พระเถระรูปนี้ควรเป็นภรรยาเรา หรือไม่ภรรยาเราควรงามเหมือนพระเถระรูปนี้"
ด้วยอกุศลกรรมเพียงเท่านั้น ทำให้โสเรยะกลับเพศกลายเป็นอิสตรีไป
ภายหลังพระเถระทราบเรื่อง เพราะนางโสเรยะ (ไม่สาวนะ เพราะมีลูกถึง 2 คน และ มีลูกก่อนเป็นสาวอีก 2 คน รวมมีลูก 4 คน 555+)
ได้มาขอขมาพระเถระ ทำให้พระเถระเกิดสังเวชใจว่าโทษของโสเรยะเกิดเพราะรูปของท่านเป็นเหตุ
ท่านจึงอธิษฐานให้รูปกายของท่านย่นย่อน่าเกลียดไป
(หลังนางโสเรยะ ขอขมาก็กลับเพศเป็นบุรุษ เขาได้รับความอับอายมาก
จึงออกบวช ก็มักมีคนไปถามว่าท่านรักลูกที่เกิดจากท่านตอนเป็นแม่ หรือ เป็นพ่อมากกัน
ภิกษุโสเรยะบอกว่ารักลูกที่เกิดในท้องตน ตอนเป็นแม่มากกว่า)
แต่เรื่องของพระมหากัจจายนะยังไม่จบเพียงเท่านั้น
เพราะครั้งหนึ่งวัสสการพราหมณ์ อำมาตย์คู่ใจพระเจ้าอชาตศัตรูได้มาเห็นพระเถระที่เชตุวันมหาวิหาร
ก็พูดโพล่งออกมาว่า
"ภิกษุอะไรอยู่เหมือนลิง"
พระพุทธเจ้าได้ยิน ก็บอกให้วัสสการพรามหณ์ขอขมาพระเถระ
มิฉะนั้นท่านจักมาเกิดเป็นลิงที่เชตุวันมหาวิหาร วัสสการพราหมณ์ฟังแล้วก็รู้ว่าคำที่พระพุทธเจ้าตรัส
ย่อมเป็นเช่นนั้นไม่แปรผัน แต่ให้ขอขมาคนอื่นเรอะ ไม่มีคำนี้อยู่ในสมองมหาอำมาตย์ท่านนี้หลอก
แต่ไหนๆจะต้องมาเป็นลิงที่เชตุวันแล้ว ก็อย่าได้อดอยากหิวโหยเลย
วัสสการพราหมณ์จึงได้ปลูกต้นมะม่วงไว้เต็มวิหาร ภายหลังวัสสการพราหมณ์ตายก็มาเกิดเป็นลิงจริงๆ
เมื่อใครเรียกลิงตัวดังกล่าวว่า
"วัสสการะ" ลิงตัวนี้ก็จะเข้าไปหาเขา
จากสองเรื่องนี้ ก็ขอชวนทุกท่านมาศึกษาวาจาประกอบด้วยธรรมกัน
----------------------------
วาจาประกอบด้วธรรม
ในผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ วาจาของมนุษย์เราเปรียบเสมือนคมดาบสองคมที่สามารถสร้างสรรค์สันติสุขหรือเพลิงเผาผลาญความสงบให้ลุกโชนขึ้นได้ในพริบตา เมื่อครั้งที่
วัสการพราหมณ์ เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ พระวิหารเวฬุวัน พราหมณ์ได้ทูลถามถึงขอบเขตแห่งการกล่าวถ้อยคำตามสิ่งที่ตนได้เห็น ได้ฟัง ได้ทราบ หรือรู้แจ้ง โดยยึดถือเพียงความจริงเชิงประจักษ์เป็นเครื่องรองรับว่ากล่าวไปแล้วไม่มีโทษ
ทว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงชี้ให้เห็นถึงความจริงที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น ทรงตรัสสอนว่า การกล่าวถ้อยคำแม้จะเป็นสิ่งที่เห็นหรือได้ยินมาจริง หากกล่าวออกไปแล้วทำให้อกุศลธรรมเจริญขึ้นและกุศลธรรมเสื่อมลง ถ้อยคำนั้นย่อม
"ไม่ควรกล่าว" ตรงกันข้าม หากถ้อยคำใดกล่าวออกไปแล้วทำให้อกุศลธรรมเสื่อมลงและกุศลธรรมเจริญขึ้น วาจานั้นจึงจัดเป็นถ้อยคำอันทรงคุณค่าที่
"ควรกล่าว" อย่างแท้จริง
นี่คือเครื่องประเมินคุณค่าแห่งมนุษย์ผู้มีปัญญา ว่ามิได้วัดกันเพียงแค่ความจริงหรือความเท็จในเชิงสัตยธรรมเท่านั้น
หากแต่วัดกันที่เจตนาและผลลัพธ์อันจะเกื้อกูลต่อความงดงามทางจิตวิญญาณเป็นสำคัญ
ดุจแสงประทีปที่ส่องทางในราตรีกาล พุทธวจนะนี้มิได้ทรงชี้เพียงขอบเขตของถ้อยคำ
หากยังทรงชี้ไปถึงรากเหง้าแห่งใจผู้กล่าวด้วย เพราะวาจาย่อมเป็นเพียงกระแสน้ำที่ไหลออกจากบ่อแห่งจิต
หากบ่อนั้นขุ่นมัว น้ำที่ไหลออกก็ขุ่นมัวตามไปด้วย
ดังที่พระองค์ตรัสแก่วัสสการพราหมณ์ว่า
"นาหํ พฺราหฺมณ สพฺพํ ทิฏฺฐํ ภาสิตพฺพนฺติ วทามิ,
น ปนาหํ พฺราหฺมณ สพฺพํ ทิฏฺฐํ น ภาสิตพฺพนฺติ วทามิ"
ดูก่อนพราหมณ์ เรามิได้กล่าวว่า สิ่งที่เห็นทั้งหมดควรกล่าว
และมิได้กล่าวว่า สิ่งที่เห็นทั้งหมดไม่ควรกล่าว
----------------------------
พระวจนะนี้ทรงตัดทางสุดโต่งทั้งสองข้างเสียพร้อมกัน ข้างหนึ่งคือการพูดทุกสิ่งที่รู้เห็นโดยอ้างว่าเป็นความจริง
อีกข้างหนึ่งคือการปิดปากเงียบต่อทุกสิ่ง ทางสายกลางแห่งวาจาจึงอยู่ที่การใช้ปัญญาพิจารณาว่า
เมื่อกล่าวออกไปแล้ว
ธรรมฝ่ายใดจะเจริญ ธรรมฝ่ายใดจะเสื่อม
"ยํ หิ พฺราหฺมณ ทิฏฺฐํ ภาสโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ
กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูปํ ทิฏฺฐํ น ภาสิตพฺพนฺติ วทามิ"
ดูก่อนพราหมณ์ ก็สิ่งที่เห็นใด เมื่อกล่าวอยู่ อกุศลธรรมเจริญ
กุศลธรรมเสื่อม สิ่งที่เห็นเช่นนั้น เราว่าไม่ควรกล่าว
----------------------------
"ยญฺจ ขฺวสฺส พฺราหฺมณ ทิฏฺฐํ ภาสโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ
กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูปํ ทิฏฺฐํ ภาสิตพฺพนฺติ วทามิ"
ส่วนสิ่งที่เห็นใด เมื่อกล่าวอยู่ อกุศลธรรมเสื่อม
กุศลธรรมเจริญ สิ่งที่เห็นเช่นนั้น เราว่าควรกล่าว
----------------------------
พระดำรัสนี้ทรงแสดงซ้ำโดยนัยเดียวกันกับสิ่งที่ได้ยิน (สุตํ)
สิ่งที่รู้สึก (มุตํ) และสิ่งที่รู้แจ้ง (วิญฺญาตํ) ครบทั้งสี่ ให้เห็นว่าไม่ว่าข้อมูลนั้นจะมาทางประตูใด
เกณฑ์ตัดสินก็มีเพียงอย่างเดียว คือผลที่เกิดแก่กุศลและอกุศลในใจของตนและผู้อื่น
ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน
ลองพิจารณาว่า ข่าวความผิดพลาดของผู้อื่นที่เราล่วงรู้มา แม้เป็นความจริงทุกประการ
หากนำไปเล่าแล้วเพียงเพื่อให้เกิดความเกลียดชัง ความสะใจ หรือความแตกแยก ก็คือการกล่าวที่ทำให้อกุศลเจริญ
แต่ถ้าสิ่งเดียวกันนั้นถูกกล่าวด้วยจิตเมตตา เพื่อเตือนภัย เพื่อแก้ไข หรือเพื่อให้เกิดปัญญา ก็อาจเป็นวาจาที่ทำให้กุศลเจริญได้
เนื้อความอาจเหมือนกัน แต่เจตนาและผลต่างกันราวฟ้ากับดิน
สอดคล้องกับพุทธพจน์ที่ทรงแสดงลักษณะวาจาสุภาษิตไว้ว่า วาจาที่ดีต้องประกอบด้วยองค์ ๕ คือ
- กล่าวถูกกาล (กาเลน)
- กล่าวคำจริง (ภูเตน)
- กล่าวคำอ่อนหวาน (สณฺเหน)
- กล่าวประกอบด้วยประโยชน์ (อตฺถสญฺหิเตน)
- และกล่าวด้วยจิตเมตตา (เมตฺตจิตฺโต)
ความจริงจึงเป็นเพียงหนึ่งในเกณฑ์เท่านั้น ยังต้องมีกาลเทศะ ความละมุน ประโยชน์ และเมตตากำกับอยู่เสมอ
----------------------------
บทสรุป
ดังนั้น ก่อนจะเปล่งวาจาใดออกไป ผู้มีปัญญาจึงพึงถามตนด้วยคำถามสามข้อ คือ
๑. ถ้อยคำนี้จริงหรือไม่ และกล่าวถูกกาลหรือไม่
๒. ถ้อยคำนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้ฟังและตนเองหรือไม่
๓. ถ้อยคำนี้จะทำให้กุศลธรรมเจริญและอกุศลธรรมเสื่อมหรือไม่
เมื่อใดที่คำตอบคือ "ใช่" ทั้งสามข้อ เมื่อนั้นวาจาจึงชื่อว่า
วาจาอันประกอบด้วยธรรม
เป็นดอกไม้ที่ผลิบานจากสวนแห่งจิตที่ฝึกดีแล้ว ส่งกลิ่นหอมแห่งสันติสุขไปสู่ผู้ฟัง และกลับมาเป็นความร่มเย็นแก่ผู้กล่าวเอง
"สุภาสิตํ อุตฺตมมาหุ สนฺโต"
(สัตบุรุษกล่าวว่า สุภาษิตเป็นสิ่งสูงสุด)
----------------------------
วาจาก่อนเอ่ย
วจีคมดั่งดาบอาบคมกล้า
อาจเข่นฆ่าหัวใจให้หมองไหม้
หรือปลอบขวัญผู้ทุกข์ให้สุขใจ
อยู่ที่ใครใช้วาจาพิจารณา
แม้คำจริงใช่ควรกล่าวทุกครา
หากกล่าวพาโทสะปะทุหนา
แต่บางครั้งต้องเตือนด้วยเมตตา
เพื่อรักษาธรรมไว้ให้ยืนนาน
อย่าใช้คำทำร้ายหมายข่มเหง
อย่าอวดเก่งด้วยถ้อยคอยประหาร
อย่าเอาความสัตย์จริงทิ้งหลักการ
แล้วเผาผลาญน้ำใจให้ร้าวราน
ก่อนพูดจาจงตรองมองเหตุผล
ถ้อยคำตนสร้างทุกข์หรือสุขศานต์
เพิ่มกุศลหรือกิเลสเป็นเชื้อไฟผลาญ
ควรกล่าวขานหรือควรเว้นเป็นสำคัญ
ความเมตตามิใช่การปิดปาก
เมื่อภัยมากต้องเตือนอย่าเหหัน
ความสำรวมมิใช่เงียบงัน
แต่รู้ทันกาลควรกล่าวอย่างเข้าใจ
ฝึกวาจาเริ่มต้นฝึกตนก่อน
ให้ใจอ่อนด้วยเมตตาและปราศรัย
จริง มีคุณ ถูกกาล ประสานใจ
วจีใดประกอบธรรมย่อมงดงาม
อ้างอิงจาก "
อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต"
ข้อ 183 -184
https://84000.org/tipitaka/read/byitem_s.php?book=21&item=183&items=2&modeTY=2
วาจาประกอบด้วยธรรม
ในสมัยพุทธกาลมีพระมหาเถระรูปหนึ่ง มีปัญหาเพราะรูปของตนมาก
ซึ่งก็คือ "พระมหากัจจายนะเถระ" ท่านรูปงามมาก เวลาคนเห็นท่านก็กล่าวว่า
"พระศาสดามาแล้วๆ"
จนกระทั่งวันหนึ่งมีเศรษฐีบุตรคนหนึ่งนามว่า "โสเรยะ" เห็นพระเถระเข้า
ก็คิดรำพึงรำพันว่า "พระเถระรูปนี้ควรเป็นภรรยาเรา หรือไม่ภรรยาเราควรงามเหมือนพระเถระรูปนี้"
ด้วยอกุศลกรรมเพียงเท่านั้น ทำให้โสเรยะกลับเพศกลายเป็นอิสตรีไป
ภายหลังพระเถระทราบเรื่อง เพราะนางโสเรยะ (ไม่สาวนะ เพราะมีลูกถึง 2 คน และ มีลูกก่อนเป็นสาวอีก 2 คน รวมมีลูก 4 คน 555+)
ได้มาขอขมาพระเถระ ทำให้พระเถระเกิดสังเวชใจว่าโทษของโสเรยะเกิดเพราะรูปของท่านเป็นเหตุ
ท่านจึงอธิษฐานให้รูปกายของท่านย่นย่อน่าเกลียดไป
(หลังนางโสเรยะ ขอขมาก็กลับเพศเป็นบุรุษ เขาได้รับความอับอายมาก
จึงออกบวช ก็มักมีคนไปถามว่าท่านรักลูกที่เกิดจากท่านตอนเป็นแม่ หรือ เป็นพ่อมากกัน
ภิกษุโสเรยะบอกว่ารักลูกที่เกิดในท้องตน ตอนเป็นแม่มากกว่า)
แต่เรื่องของพระมหากัจจายนะยังไม่จบเพียงเท่านั้น
เพราะครั้งหนึ่งวัสสการพราหมณ์ อำมาตย์คู่ใจพระเจ้าอชาตศัตรูได้มาเห็นพระเถระที่เชตุวันมหาวิหาร
ก็พูดโพล่งออกมาว่า "ภิกษุอะไรอยู่เหมือนลิง"
พระพุทธเจ้าได้ยิน ก็บอกให้วัสสการพรามหณ์ขอขมาพระเถระ
มิฉะนั้นท่านจักมาเกิดเป็นลิงที่เชตุวันมหาวิหาร วัสสการพราหมณ์ฟังแล้วก็รู้ว่าคำที่พระพุทธเจ้าตรัส
ย่อมเป็นเช่นนั้นไม่แปรผัน แต่ให้ขอขมาคนอื่นเรอะ ไม่มีคำนี้อยู่ในสมองมหาอำมาตย์ท่านนี้หลอก
แต่ไหนๆจะต้องมาเป็นลิงที่เชตุวันแล้ว ก็อย่าได้อดอยากหิวโหยเลย
วัสสการพราหมณ์จึงได้ปลูกต้นมะม่วงไว้เต็มวิหาร ภายหลังวัสสการพราหมณ์ตายก็มาเกิดเป็นลิงจริงๆ
เมื่อใครเรียกลิงตัวดังกล่าวว่า "วัสสการะ" ลิงตัวนี้ก็จะเข้าไปหาเขา
จากสองเรื่องนี้ ก็ขอชวนทุกท่านมาศึกษาวาจาประกอบด้วยธรรมกัน
----------------------------
วาจาประกอบด้วธรรม
ในผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ วาจาของมนุษย์เราเปรียบเสมือนคมดาบสองคมที่สามารถสร้างสรรค์สันติสุขหรือเพลิงเผาผลาญความสงบให้ลุกโชนขึ้นได้ในพริบตา เมื่อครั้งที่ วัสการพราหมณ์ เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ พระวิหารเวฬุวัน พราหมณ์ได้ทูลถามถึงขอบเขตแห่งการกล่าวถ้อยคำตามสิ่งที่ตนได้เห็น ได้ฟัง ได้ทราบ หรือรู้แจ้ง โดยยึดถือเพียงความจริงเชิงประจักษ์เป็นเครื่องรองรับว่ากล่าวไปแล้วไม่มีโทษ
ทว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงชี้ให้เห็นถึงความจริงที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น ทรงตรัสสอนว่า การกล่าวถ้อยคำแม้จะเป็นสิ่งที่เห็นหรือได้ยินมาจริง หากกล่าวออกไปแล้วทำให้อกุศลธรรมเจริญขึ้นและกุศลธรรมเสื่อมลง ถ้อยคำนั้นย่อม "ไม่ควรกล่าว" ตรงกันข้าม หากถ้อยคำใดกล่าวออกไปแล้วทำให้อกุศลธรรมเสื่อมลงและกุศลธรรมเจริญขึ้น วาจานั้นจึงจัดเป็นถ้อยคำอันทรงคุณค่าที่ "ควรกล่าว" อย่างแท้จริง
นี่คือเครื่องประเมินคุณค่าแห่งมนุษย์ผู้มีปัญญา ว่ามิได้วัดกันเพียงแค่ความจริงหรือความเท็จในเชิงสัตยธรรมเท่านั้น
หากแต่วัดกันที่เจตนาและผลลัพธ์อันจะเกื้อกูลต่อความงดงามทางจิตวิญญาณเป็นสำคัญ
ดุจแสงประทีปที่ส่องทางในราตรีกาล พุทธวจนะนี้มิได้ทรงชี้เพียงขอบเขตของถ้อยคำ
หากยังทรงชี้ไปถึงรากเหง้าแห่งใจผู้กล่าวด้วย เพราะวาจาย่อมเป็นเพียงกระแสน้ำที่ไหลออกจากบ่อแห่งจิต
หากบ่อนั้นขุ่นมัว น้ำที่ไหลออกก็ขุ่นมัวตามไปด้วย
ดังที่พระองค์ตรัสแก่วัสสการพราหมณ์ว่า
"นาหํ พฺราหฺมณ สพฺพํ ทิฏฺฐํ ภาสิตพฺพนฺติ วทามิ,
น ปนาหํ พฺราหฺมณ สพฺพํ ทิฏฺฐํ น ภาสิตพฺพนฺติ วทามิ"
ดูก่อนพราหมณ์ เรามิได้กล่าวว่า สิ่งที่เห็นทั้งหมดควรกล่าว
และมิได้กล่าวว่า สิ่งที่เห็นทั้งหมดไม่ควรกล่าว
----------------------------
พระวจนะนี้ทรงตัดทางสุดโต่งทั้งสองข้างเสียพร้อมกัน ข้างหนึ่งคือการพูดทุกสิ่งที่รู้เห็นโดยอ้างว่าเป็นความจริง
อีกข้างหนึ่งคือการปิดปากเงียบต่อทุกสิ่ง ทางสายกลางแห่งวาจาจึงอยู่ที่การใช้ปัญญาพิจารณาว่า
เมื่อกล่าวออกไปแล้ว ธรรมฝ่ายใดจะเจริญ ธรรมฝ่ายใดจะเสื่อม
"ยํ หิ พฺราหฺมณ ทิฏฺฐํ ภาสโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ
กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูปํ ทิฏฺฐํ น ภาสิตพฺพนฺติ วทามิ"
ดูก่อนพราหมณ์ ก็สิ่งที่เห็นใด เมื่อกล่าวอยู่ อกุศลธรรมเจริญ
กุศลธรรมเสื่อม สิ่งที่เห็นเช่นนั้น เราว่าไม่ควรกล่าว
----------------------------
"ยญฺจ ขฺวสฺส พฺราหฺมณ ทิฏฺฐํ ภาสโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ
กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูปํ ทิฏฺฐํ ภาสิตพฺพนฺติ วทามิ"
ส่วนสิ่งที่เห็นใด เมื่อกล่าวอยู่ อกุศลธรรมเสื่อม
กุศลธรรมเจริญ สิ่งที่เห็นเช่นนั้น เราว่าควรกล่าว
----------------------------
พระดำรัสนี้ทรงแสดงซ้ำโดยนัยเดียวกันกับสิ่งที่ได้ยิน (สุตํ)
สิ่งที่รู้สึก (มุตํ) และสิ่งที่รู้แจ้ง (วิญฺญาตํ) ครบทั้งสี่ ให้เห็นว่าไม่ว่าข้อมูลนั้นจะมาทางประตูใด
เกณฑ์ตัดสินก็มีเพียงอย่างเดียว คือผลที่เกิดแก่กุศลและอกุศลในใจของตนและผู้อื่น
ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน
ลองพิจารณาว่า ข่าวความผิดพลาดของผู้อื่นที่เราล่วงรู้มา แม้เป็นความจริงทุกประการ
หากนำไปเล่าแล้วเพียงเพื่อให้เกิดความเกลียดชัง ความสะใจ หรือความแตกแยก ก็คือการกล่าวที่ทำให้อกุศลเจริญ
แต่ถ้าสิ่งเดียวกันนั้นถูกกล่าวด้วยจิตเมตตา เพื่อเตือนภัย เพื่อแก้ไข หรือเพื่อให้เกิดปัญญา ก็อาจเป็นวาจาที่ทำให้กุศลเจริญได้
เนื้อความอาจเหมือนกัน แต่เจตนาและผลต่างกันราวฟ้ากับดิน
สอดคล้องกับพุทธพจน์ที่ทรงแสดงลักษณะวาจาสุภาษิตไว้ว่า วาจาที่ดีต้องประกอบด้วยองค์ ๕ คือ
- กล่าวถูกกาล (กาเลน)
- กล่าวคำจริง (ภูเตน)
- กล่าวคำอ่อนหวาน (สณฺเหน)
- กล่าวประกอบด้วยประโยชน์ (อตฺถสญฺหิเตน)
- และกล่าวด้วยจิตเมตตา (เมตฺตจิตฺโต)
ความจริงจึงเป็นเพียงหนึ่งในเกณฑ์เท่านั้น ยังต้องมีกาลเทศะ ความละมุน ประโยชน์ และเมตตากำกับอยู่เสมอ
----------------------------
บทสรุป
ดังนั้น ก่อนจะเปล่งวาจาใดออกไป ผู้มีปัญญาจึงพึงถามตนด้วยคำถามสามข้อ คือ
๑. ถ้อยคำนี้จริงหรือไม่ และกล่าวถูกกาลหรือไม่
๒. ถ้อยคำนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้ฟังและตนเองหรือไม่
๓. ถ้อยคำนี้จะทำให้กุศลธรรมเจริญและอกุศลธรรมเสื่อมหรือไม่
เมื่อใดที่คำตอบคือ "ใช่" ทั้งสามข้อ เมื่อนั้นวาจาจึงชื่อว่า วาจาอันประกอบด้วยธรรม
เป็นดอกไม้ที่ผลิบานจากสวนแห่งจิตที่ฝึกดีแล้ว ส่งกลิ่นหอมแห่งสันติสุขไปสู่ผู้ฟัง และกลับมาเป็นความร่มเย็นแก่ผู้กล่าวเอง
"สุภาสิตํ อุตฺตมมาหุ สนฺโต"
(สัตบุรุษกล่าวว่า สุภาษิตเป็นสิ่งสูงสุด)
----------------------------
วาจาก่อนเอ่ย
วจีคมดั่งดาบอาบคมกล้า
อาจเข่นฆ่าหัวใจให้หมองไหม้
หรือปลอบขวัญผู้ทุกข์ให้สุขใจ
อยู่ที่ใครใช้วาจาพิจารณา
แม้คำจริงใช่ควรกล่าวทุกครา
หากกล่าวพาโทสะปะทุหนา
แต่บางครั้งต้องเตือนด้วยเมตตา
เพื่อรักษาธรรมไว้ให้ยืนนาน
อย่าใช้คำทำร้ายหมายข่มเหง
อย่าอวดเก่งด้วยถ้อยคอยประหาร
อย่าเอาความสัตย์จริงทิ้งหลักการ
แล้วเผาผลาญน้ำใจให้ร้าวราน
ก่อนพูดจาจงตรองมองเหตุผล
ถ้อยคำตนสร้างทุกข์หรือสุขศานต์
เพิ่มกุศลหรือกิเลสเป็นเชื้อไฟผลาญ
ควรกล่าวขานหรือควรเว้นเป็นสำคัญ
ความเมตตามิใช่การปิดปาก
เมื่อภัยมากต้องเตือนอย่าเหหัน
ความสำรวมมิใช่เงียบงัน
แต่รู้ทันกาลควรกล่าวอย่างเข้าใจ
ฝึกวาจาเริ่มต้นฝึกตนก่อน
ให้ใจอ่อนด้วยเมตตาและปราศรัย
จริง มีคุณ ถูกกาล ประสานใจ
วจีใดประกอบธรรมย่อมงดงาม
อ้างอิงจาก "อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต" ข้อ 183 -184
https://84000.org/tipitaka/read/byitem_s.php?book=21&item=183&items=2&modeTY=2