บทนำ: ความสำคัญของกายคตสติในการเข้าถึงธรรม
การระลึกรู้เท่าทันร่างกาย หรือที่เรียกว่า กายคตสติ (Mindfulness Occupied with the Body) เป็นหนึ่งในแนวทางการฝึกจิตใจที่มีความสำคัญสูงสุดในพระพุทธศาสนายุคต้น โบราณจารย์ต่างสรรเสริญการเจริญกายคตสติว่าเป็นเส้นทางตรงที่ช่วยให้จิตหลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่น นำพาผู้ปฏิบัติไปสู่การบรรลุ อมตรส (Nectar of Immortality) หรือรสแห่งธรรมที่ไม่ตาย ซึ่งก็คือพระนิพพาน เรียบเรียงเป็น ๗ ขั้นตอนตามลำดับ เพื่อให้ผู้สนใจสามารถศึกษาและนำไปปฏิบัติได้จริง
ขั้นตอนที่ ๑: คำแปลบทขัด "กายคตาสติภาวนาปาโฐ" ฉบับหลวง
บทขัด กายคตาสติภาวนาปาโฐ ซึ่งนิพนธ์โดย สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุสฺสเทโว) วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เริ่มต้นด้วยคำสวดบาลีว่า "สัมพุทโธ สติเวปุลโล..." สามารถแปลความหมายด้วยภาษาไทยที่เข้าใจง่าย ได้ดังนี้:
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง ทรงเป็นผู้มีสติอันไพบูลย์ คือมีความระลึกรู้ที่สมบูรณ์อย่างยิ่ง พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมเรื่อง "กายคตสติ" นี้ไว้ เพื่อให้เหล่าสาวกและผู้ปฏิบัติธรรมได้ฝึกอบรมจิตใจ การเจริญสติกำหนดรู้ในร่างกายนี้ เปรียบเสมือนโอสถอันประเสริฐที่ช่วยรักษาโรคทางจิตใจ คือ กิเลสและความลุ่มหลงทั้งหลาย ผู้ใดก็ตามได้ฝึกฝนระลึกรู้ในกายของตนอยู่เป็นประจำ ย่อมสามารถถอนความยึดติดในสิ่งทั้งปวง บรรลุถึงความสงบระงับ และเข้าถึงรสแห่งความไม่ตาย คือ อมตธรรม อันเป็นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา
ขั้นตอนที่ ๒: คำแปลบาลีกถา และบาลีคาถา
เนื้อหาในบทสวดกายคตาสติภาวนาปาโฐ ประกอบด้วยส่วนที่เป็นข้อความอธิบาย หรือ บาลีกถา (Pali Prose Exposition) และส่วนที่เป็นบทกรองกรอง หรือ บาลีคาถา (Pali Verse) ซึ่งมีคำแปลโดยสรุปดังนี้:
คำแปลบาลีกถา (ส่วนอธิบาย) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า เมื่อสติที่ไปในกาย คือ กายคตสติ อันผู้ปฏิบัติได้อบรม ทำให้มาก ทำให้เกิดขึ้นบ่อยๆ แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสังเวช คือความสลดใจต่อความไม่เที่ยง เป็นไปเพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้แจ้ง และเพื่อความลบล้างกิเลสทั้งปวง ร่างกายนี้เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ซึ่งไหลออกจากช่องทางต่างๆ อยู่เป็นนิจ ผู้มีปัญญาเมื่อพิจารณาเห็นตามความเป็นจริง ย่อมคลายความกำหนัดยินดีในกายนี้
คำแปลบาลีคาถา (ส่วนบทกลอน) ชนเหล่าใดไม่บริโภคกายคตสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่บริโภคซึ่งอมตรส (รสแห่งความไม่ตาย) ส่วนชนเหล่าใดได้บริโภคกายคตสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าได้บริโภคซึ่งอมตรสแล้ว ผู้ที่ประมาท ละเลยการพิจารณากาย ย่อมพลาดจากทางแห่งความพ้นทุกข์ ส่วนผู้ที่ไม่ประมาท มีสติมั่นคงในการพิจารณากาย ย่อมเดินอยู่บนเส้นทางไปสู่พระนิพพาน
ขั้นตอนที่ ๓: บาลีมูลกรรมฐาน ๕ โดยอนุโลมและปฏิโลม
มูลกรรมฐาน ๕ (Five Basic Subjects of Meditation) หรือ ตจปัญจกกรรมฐาน (Meditation on the Five Skin-ended Parts) คือ กรรมฐาน ๕ อย่างที่มีหนังเป็นที่สุด ซึ่งพระอุปัชฌาย์จะสอนแก่ผู้บวชใหม่ทุกคนตั้งแต่สมัยพุทธกาล มีรายละเอียดการท่องจำและพิจารณา ดังนี้:
การพิจารณาโดยอนุโลม (Anuloma - ตามลำดับจากนอกเข้าใน) ได้แก่ เกสา (Hair of the head) คือ ผมทั้งหลาย, โลมา (Hair of the body) คือ ขนทั้งหลาย, นขา (Nails) คือ เล็บทั้งหลาย, ทันตา (Teeth) คือ ฟันทั้งหลาย และ ตโจ (Skin) คือ หนัง
การพิจารณาโดยปฏิโลม (Patiloma - ย้อนลำดับจากในออกนอก) ได้แก่ ตโจ (Skin) คือ หนัง, ทันตา (Teeth) คือ ฟันทั้งหลาย, นขา (Nails) คือ เล็บทั้งหลาย, โลมา (Hair of the body) คือ ขนทั้งหลาย และ เกสา (Hair of the head) คือ ผมทั้งหลาย
ขั้นตอนที่ ๔: วิธีการเจริญกายคตสติ และมูลกรรมฐาน ๕ ตามแนวทางโบราณจารย์
การฝึกเจริญกายคตสติและมูลกรรมฐาน ๕ ตามแนวทางของโบราณจารย์ตั้งแต่สมัยพุทธกาลนั้น มีลำดับการปฏิบัติที่เป็นระบบอย่างประณีต เพื่อยกระดับจิตใจจากความนึกคิดไปสู่ปัญญารู้แจ้งอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
ในขั้นแรก ผู้ปฏิบัติจะเริ่มต้นด้วย วจีปริจยะ (การท่องทางวาจา) โดยการสวดท่องบทมูลกรรมฐาน ๕ ทั้งตามลำดับ (อนุโลม) และย้อนลำดับ (ปฏิโลม) ให้ชำนาญคล่องปาก เพื่อช่วยให้จิตใจจดจ่ออยู่กับกรรมฐาน ไม่สอดส่องไปคิดเรื่องอื่น และสร้างความคุ้นเคยกับส่วนประกอบของร่างกาย
เมื่อจดจำและท่องจำได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว จึงขยับเข้าสู่ขั้นที่สอง คือ มโนปริจยะ (การกำหนดด้วยใจ) โดยการนึกนิมิตหรือสร้างภาพตามทีละอย่าง ตั้งแต่ผม ขน เล็บ ฟัน จนถึงหนัง ให้เห็นตำแหน่งและรูปร่างชัดเจนอยู่ภายในใจ ซึ่งขั้นตอนนี้จะช่วยฝึกฝน สมาธิ (Concentration) ให้จิตตั้งมั่นนิ่งสงบอยู่ภายในกายของตนเอง
ถัดมาในขั้นที่สาม เป็นการน้อมนำจิตเข้าสู่ วรรณ-สัณฐานพิจารณา (การพิจารณาจำแนกคุณลักษณะ) โดยการพิจารณาแยกแยะส่วนประกอบต่างๆ ออกตาม สี (Wanna), รูปทรง (Santhana), ทิศทาง (Disa), โอกาส (Okasa) และส่วนประกอบเฉพาะตัว เพื่อให้จิตได้เห็นความจริงว่า แต่ละสิ่งต่างเป็นเพียงองค์ประกอบทางธรรมชาติที่รวมตัวกันอยู่ ไม่ใช่ตัวตนที่เที่ยงแท้อยั่งยืนแต่อย่างใด
จนกระทั่งในขั้นสุดท้าย คือ ปฏิกูลพิจารณา (การพิจารณาโดยความเป็นของปฏิกูล) ซึ่งเป็นการพิจารณาเห็นความไม่งาม ความไม่สะอาด หรือ ปฏิกูล (Asubha) ของสิ่งเหล่านี้เมื่อถูกแยกออกจากร่างกาย การพิจารณาเช่นนี้จะช่วยให้จิตคลายความยึดมั่นถือมั่นในความงาม รูปร่าง และละถอน กามราคะ (Lust / Lustful desire) ลงได้อย่างสิ้นเชิง
ขั้นตอนที่ ๕: ท่อน Hook ๗ ส่วน ตอนท้ายกายคตสติบรรพ
ในบทฝึก กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน (Contemplation of the Body) หมวดกายคตสติบรรพ มีข้อความสรุปท้ายบท หรือที่เรียกว่า ท่อน Hook ๗ ส่วน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพิจารณาเพื่อปลดปล่อยจิต ดังนี้:
ประการแรก คือการพิจารณาภายใน โดยพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในอยู่ ซึ่งหมายถึงการพิจารณาร่างกายของตนเอง ประการต่อมา คือการพิจารณาภายนอก โดยพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายนอกอยู่ ซึ่งหมายถึงการพิจารณาร่างกายของผู้อื่น และประการที่สาม คือการพิจารณา ทั้งภายในและภายนอก เพื่อให้เห็นความเหมือนกันของกายทั้งปวงโดยไม่มีข้อต่าง
ประการที่สี่ คือการพิจารณาความเกิด โดยพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายอยู่ และประการที่ห้า คือการพิจารณาความดับ โดยพิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมไปในกายอยู่ จากนั้นประการที่หก คือการพิจารณา ทั้งเกิดและดับ เพื่อให้จิตได้เห็น อนิจจัง (Impermanence) หรือความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของร่างกายอย่างชัดแจ้ง
ประการสุดท้าย ประการที่เจ็ด คือการตั้งสติเพื่อความหลุดพ้น โดยสติของผู้ปฏิบัติจะตั้งมั่นอยู่ว่า "กายมีอยู่" ก็เพียงเพื่อสักว่าความรู้ เพียงเพื่อสักว่าความระลึกได้ และเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิอาศัยไม่ได้ รวมถึงไม่ยึดถืออะไรๆ ในโลกอีกต่อไป
ขั้นตอนที่ ๖: อานิสงส์ของกายคตสติบรรพ จากบทอุทเทสของมหาสติปัฏฐาน
ในบทอุทเทส (บทยกขึ้นแสดง) ของ มหาสติปัฏฐานสูตร (Great Discourse on the Foundations of Mindfulness) พระพุทธองค์ทรงชี้แจง อานิสงส์ (Benefits) ของการเจริญกายคตสติไว้อย่างชัดเจนว่า การเจริญกายคตสติเป็น "เอกายนมรรค" คือ ทางสายเอก สายเดียว เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกและความคร่ำครวญ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง และเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง
ผู้ใดก็ตามที่เจริญกายคตสติอย่างต่อเนื่องตลอด ๗ ปี, ๗ เดือน, หรือแม้เพียง ๗ วัน ย่อมหวังผลได้ ๑ ใน ๒ ประการ คือ การบรรลุเป็น พระอรหันต์ (Arahant) ในปัจจุบันชาติ หรือหากยังมีอรหัตตผลเหลืออยู่ ก็จะเป็น พระอนาคามี (Non-Returner) ผู้ไม่กลับมาสู่โลกนี้อีก
ขั้นตอนที่ ๗: พุทธดำรัสต่อโมฆราชมาณพ และการเข้าถึงอมตรส
ใน สุญญตปัญหาสูตร (Suññata-pañha Sutta) โมฆราชมาณพได้ทูลถามพระพุทธองค์ถึงวิธีมองโลกเพื่อไม่ให้ความตายมองเห็น พระพุทธเจ้าได้ตรัสตอบด้วยพุทธดำรัสอันเป็นหัวใจสำคัญว่า "มกุฎราช! ท่านจงเป็นผู้มีสติ มองเห็นโลกนี้โดยความเป็นของว่างเปล่า (สุญญะ - Emptiness) ถอนความถือตัวว่ามี 'ตัวตน' ออกเสียทุกเมื่อ เธอก็จะเป็นผู้ก้าวล่วง มัจจุราช (Death) เสียได้ มัจจุราชย่อมมองไม่เห็นผู้ที่มองเห็นโลกอย่างนี้"
การนำพุทธดำรัสนี้มาประสานกับการเจริญกายคตสติ ทำได้โดยการพิจารณากายนี้ให้เห็นตามความเป็นจริงว่า ร่างกายประกอบขึ้นจากธาตุ ๔ (ดิน น้ำ ไฟ ลม) เป็นเพียงสิ่งปรุงแต่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป ไม่มีสิ่งใดที่เป็น "ตัวเรา" หรือ "ของเรา" อย่างแท้จริง เมื่อสติกำหนดรู้อยู่ในกาย จนจิตเห็นความจริงว่ากายนี้ "ว่างเปล่า" จากความเป็นตัวตน จิตจะตัดความยึดติดในโลก ย่อมก้าวข้ามความกลัวตาย และสัมผัสกับ อมตรส แห่งธรรม คือความสงบเย็นที่ไม่รู้จักตาย อันเป็นพระนิพพานในที่สุด
กายคตาสติ กับ อมตรส (On Temporal and Immortal) (สร้างกับ เอไอ)
การระลึกรู้เท่าทันร่างกาย หรือที่เรียกว่า กายคตสติ (Mindfulness Occupied with the Body) เป็นหนึ่งในแนวทางการฝึกจิตใจที่มีความสำคัญสูงสุดในพระพุทธศาสนายุคต้น โบราณจารย์ต่างสรรเสริญการเจริญกายคตสติว่าเป็นเส้นทางตรงที่ช่วยให้จิตหลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่น นำพาผู้ปฏิบัติไปสู่การบรรลุ อมตรส (Nectar of Immortality) หรือรสแห่งธรรมที่ไม่ตาย ซึ่งก็คือพระนิพพาน เรียบเรียงเป็น ๗ ขั้นตอนตามลำดับ เพื่อให้ผู้สนใจสามารถศึกษาและนำไปปฏิบัติได้จริง
ขั้นตอนที่ ๑: คำแปลบทขัด "กายคตาสติภาวนาปาโฐ" ฉบับหลวง
บทขัด กายคตาสติภาวนาปาโฐ ซึ่งนิพนธ์โดย สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุสฺสเทโว) วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เริ่มต้นด้วยคำสวดบาลีว่า "สัมพุทโธ สติเวปุลโล..." สามารถแปลความหมายด้วยภาษาไทยที่เข้าใจง่าย ได้ดังนี้:
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง ทรงเป็นผู้มีสติอันไพบูลย์ คือมีความระลึกรู้ที่สมบูรณ์อย่างยิ่ง พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมเรื่อง "กายคตสติ" นี้ไว้ เพื่อให้เหล่าสาวกและผู้ปฏิบัติธรรมได้ฝึกอบรมจิตใจ การเจริญสติกำหนดรู้ในร่างกายนี้ เปรียบเสมือนโอสถอันประเสริฐที่ช่วยรักษาโรคทางจิตใจ คือ กิเลสและความลุ่มหลงทั้งหลาย ผู้ใดก็ตามได้ฝึกฝนระลึกรู้ในกายของตนอยู่เป็นประจำ ย่อมสามารถถอนความยึดติดในสิ่งทั้งปวง บรรลุถึงความสงบระงับ และเข้าถึงรสแห่งความไม่ตาย คือ อมตธรรม อันเป็นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา
ขั้นตอนที่ ๒: คำแปลบาลีกถา และบาลีคาถา
เนื้อหาในบทสวดกายคตาสติภาวนาปาโฐ ประกอบด้วยส่วนที่เป็นข้อความอธิบาย หรือ บาลีกถา (Pali Prose Exposition) และส่วนที่เป็นบทกรองกรอง หรือ บาลีคาถา (Pali Verse) ซึ่งมีคำแปลโดยสรุปดังนี้:
คำแปลบาลีกถา (ส่วนอธิบาย) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า เมื่อสติที่ไปในกาย คือ กายคตสติ อันผู้ปฏิบัติได้อบรม ทำให้มาก ทำให้เกิดขึ้นบ่อยๆ แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสังเวช คือความสลดใจต่อความไม่เที่ยง เป็นไปเพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้แจ้ง และเพื่อความลบล้างกิเลสทั้งปวง ร่างกายนี้เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ซึ่งไหลออกจากช่องทางต่างๆ อยู่เป็นนิจ ผู้มีปัญญาเมื่อพิจารณาเห็นตามความเป็นจริง ย่อมคลายความกำหนัดยินดีในกายนี้
คำแปลบาลีคาถา (ส่วนบทกลอน) ชนเหล่าใดไม่บริโภคกายคตสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่บริโภคซึ่งอมตรส (รสแห่งความไม่ตาย) ส่วนชนเหล่าใดได้บริโภคกายคตสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าได้บริโภคซึ่งอมตรสแล้ว ผู้ที่ประมาท ละเลยการพิจารณากาย ย่อมพลาดจากทางแห่งความพ้นทุกข์ ส่วนผู้ที่ไม่ประมาท มีสติมั่นคงในการพิจารณากาย ย่อมเดินอยู่บนเส้นทางไปสู่พระนิพพาน
ขั้นตอนที่ ๓: บาลีมูลกรรมฐาน ๕ โดยอนุโลมและปฏิโลม
มูลกรรมฐาน ๕ (Five Basic Subjects of Meditation) หรือ ตจปัญจกกรรมฐาน (Meditation on the Five Skin-ended Parts) คือ กรรมฐาน ๕ อย่างที่มีหนังเป็นที่สุด ซึ่งพระอุปัชฌาย์จะสอนแก่ผู้บวชใหม่ทุกคนตั้งแต่สมัยพุทธกาล มีรายละเอียดการท่องจำและพิจารณา ดังนี้:
การพิจารณาโดยอนุโลม (Anuloma - ตามลำดับจากนอกเข้าใน) ได้แก่ เกสา (Hair of the head) คือ ผมทั้งหลาย, โลมา (Hair of the body) คือ ขนทั้งหลาย, นขา (Nails) คือ เล็บทั้งหลาย, ทันตา (Teeth) คือ ฟันทั้งหลาย และ ตโจ (Skin) คือ หนัง
การพิจารณาโดยปฏิโลม (Patiloma - ย้อนลำดับจากในออกนอก) ได้แก่ ตโจ (Skin) คือ หนัง, ทันตา (Teeth) คือ ฟันทั้งหลาย, นขา (Nails) คือ เล็บทั้งหลาย, โลมา (Hair of the body) คือ ขนทั้งหลาย และ เกสา (Hair of the head) คือ ผมทั้งหลาย
ขั้นตอนที่ ๔: วิธีการเจริญกายคตสติ และมูลกรรมฐาน ๕ ตามแนวทางโบราณจารย์
การฝึกเจริญกายคตสติและมูลกรรมฐาน ๕ ตามแนวทางของโบราณจารย์ตั้งแต่สมัยพุทธกาลนั้น มีลำดับการปฏิบัติที่เป็นระบบอย่างประณีต เพื่อยกระดับจิตใจจากความนึกคิดไปสู่ปัญญารู้แจ้งอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
ในขั้นแรก ผู้ปฏิบัติจะเริ่มต้นด้วย วจีปริจยะ (การท่องทางวาจา) โดยการสวดท่องบทมูลกรรมฐาน ๕ ทั้งตามลำดับ (อนุโลม) และย้อนลำดับ (ปฏิโลม) ให้ชำนาญคล่องปาก เพื่อช่วยให้จิตใจจดจ่ออยู่กับกรรมฐาน ไม่สอดส่องไปคิดเรื่องอื่น และสร้างความคุ้นเคยกับส่วนประกอบของร่างกาย
เมื่อจดจำและท่องจำได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว จึงขยับเข้าสู่ขั้นที่สอง คือ มโนปริจยะ (การกำหนดด้วยใจ) โดยการนึกนิมิตหรือสร้างภาพตามทีละอย่าง ตั้งแต่ผม ขน เล็บ ฟัน จนถึงหนัง ให้เห็นตำแหน่งและรูปร่างชัดเจนอยู่ภายในใจ ซึ่งขั้นตอนนี้จะช่วยฝึกฝน สมาธิ (Concentration) ให้จิตตั้งมั่นนิ่งสงบอยู่ภายในกายของตนเอง
ถัดมาในขั้นที่สาม เป็นการน้อมนำจิตเข้าสู่ วรรณ-สัณฐานพิจารณา (การพิจารณาจำแนกคุณลักษณะ) โดยการพิจารณาแยกแยะส่วนประกอบต่างๆ ออกตาม สี (Wanna), รูปทรง (Santhana), ทิศทาง (Disa), โอกาส (Okasa) และส่วนประกอบเฉพาะตัว เพื่อให้จิตได้เห็นความจริงว่า แต่ละสิ่งต่างเป็นเพียงองค์ประกอบทางธรรมชาติที่รวมตัวกันอยู่ ไม่ใช่ตัวตนที่เที่ยงแท้อยั่งยืนแต่อย่างใด
จนกระทั่งในขั้นสุดท้าย คือ ปฏิกูลพิจารณา (การพิจารณาโดยความเป็นของปฏิกูล) ซึ่งเป็นการพิจารณาเห็นความไม่งาม ความไม่สะอาด หรือ ปฏิกูล (Asubha) ของสิ่งเหล่านี้เมื่อถูกแยกออกจากร่างกาย การพิจารณาเช่นนี้จะช่วยให้จิตคลายความยึดมั่นถือมั่นในความงาม รูปร่าง และละถอน กามราคะ (Lust / Lustful desire) ลงได้อย่างสิ้นเชิง
ขั้นตอนที่ ๕: ท่อน Hook ๗ ส่วน ตอนท้ายกายคตสติบรรพ
ในบทฝึก กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน (Contemplation of the Body) หมวดกายคตสติบรรพ มีข้อความสรุปท้ายบท หรือที่เรียกว่า ท่อน Hook ๗ ส่วน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพิจารณาเพื่อปลดปล่อยจิต ดังนี้:
ประการแรก คือการพิจารณาภายใน โดยพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในอยู่ ซึ่งหมายถึงการพิจารณาร่างกายของตนเอง ประการต่อมา คือการพิจารณาภายนอก โดยพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายนอกอยู่ ซึ่งหมายถึงการพิจารณาร่างกายของผู้อื่น และประการที่สาม คือการพิจารณา ทั้งภายในและภายนอก เพื่อให้เห็นความเหมือนกันของกายทั้งปวงโดยไม่มีข้อต่าง
ประการที่สี่ คือการพิจารณาความเกิด โดยพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายอยู่ และประการที่ห้า คือการพิจารณาความดับ โดยพิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมไปในกายอยู่ จากนั้นประการที่หก คือการพิจารณา ทั้งเกิดและดับ เพื่อให้จิตได้เห็น อนิจจัง (Impermanence) หรือความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของร่างกายอย่างชัดแจ้ง
ประการสุดท้าย ประการที่เจ็ด คือการตั้งสติเพื่อความหลุดพ้น โดยสติของผู้ปฏิบัติจะตั้งมั่นอยู่ว่า "กายมีอยู่" ก็เพียงเพื่อสักว่าความรู้ เพียงเพื่อสักว่าความระลึกได้ และเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิอาศัยไม่ได้ รวมถึงไม่ยึดถืออะไรๆ ในโลกอีกต่อไป
ขั้นตอนที่ ๖: อานิสงส์ของกายคตสติบรรพ จากบทอุทเทสของมหาสติปัฏฐาน
ในบทอุทเทส (บทยกขึ้นแสดง) ของ มหาสติปัฏฐานสูตร (Great Discourse on the Foundations of Mindfulness) พระพุทธองค์ทรงชี้แจง อานิสงส์ (Benefits) ของการเจริญกายคตสติไว้อย่างชัดเจนว่า การเจริญกายคตสติเป็น "เอกายนมรรค" คือ ทางสายเอก สายเดียว เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกและความคร่ำครวญ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง และเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง
ผู้ใดก็ตามที่เจริญกายคตสติอย่างต่อเนื่องตลอด ๗ ปี, ๗ เดือน, หรือแม้เพียง ๗ วัน ย่อมหวังผลได้ ๑ ใน ๒ ประการ คือ การบรรลุเป็น พระอรหันต์ (Arahant) ในปัจจุบันชาติ หรือหากยังมีอรหัตตผลเหลืออยู่ ก็จะเป็น พระอนาคามี (Non-Returner) ผู้ไม่กลับมาสู่โลกนี้อีก
ขั้นตอนที่ ๗: พุทธดำรัสต่อโมฆราชมาณพ และการเข้าถึงอมตรส
ใน สุญญตปัญหาสูตร (Suññata-pañha Sutta) โมฆราชมาณพได้ทูลถามพระพุทธองค์ถึงวิธีมองโลกเพื่อไม่ให้ความตายมองเห็น พระพุทธเจ้าได้ตรัสตอบด้วยพุทธดำรัสอันเป็นหัวใจสำคัญว่า "มกุฎราช! ท่านจงเป็นผู้มีสติ มองเห็นโลกนี้โดยความเป็นของว่างเปล่า (สุญญะ - Emptiness) ถอนความถือตัวว่ามี 'ตัวตน' ออกเสียทุกเมื่อ เธอก็จะเป็นผู้ก้าวล่วง มัจจุราช (Death) เสียได้ มัจจุราชย่อมมองไม่เห็นผู้ที่มองเห็นโลกอย่างนี้"
การนำพุทธดำรัสนี้มาประสานกับการเจริญกายคตสติ ทำได้โดยการพิจารณากายนี้ให้เห็นตามความเป็นจริงว่า ร่างกายประกอบขึ้นจากธาตุ ๔ (ดิน น้ำ ไฟ ลม) เป็นเพียงสิ่งปรุงแต่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป ไม่มีสิ่งใดที่เป็น "ตัวเรา" หรือ "ของเรา" อย่างแท้จริง เมื่อสติกำหนดรู้อยู่ในกาย จนจิตเห็นความจริงว่ากายนี้ "ว่างเปล่า" จากความเป็นตัวตน จิตจะตัดความยึดติดในโลก ย่อมก้าวข้ามความกลัวตาย และสัมผัสกับ อมตรส แห่งธรรม คือความสงบเย็นที่ไม่รู้จักตาย อันเป็นพระนิพพานในที่สุด