สวัสดีค่ะ ถึงหัวกระทู้จะเปิดด้วยประโยคคำถาม แต่ที่จริงกระทู้นี้จะออกแนวเราบ่นให้ฟังมากกว่าค่ะ
ต้องเท้าความก่อนว่าเราเป็นคนนึงที่รักเพื่อนมาก ถ้าได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนกันแล้วไม่ว่าจะสนิทกันหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางกาย ทางใจ หรือกระทั่งการเงิน ถ้าพอจะช่วยได้เราก็พร้อมทุ่มให้ค่ะ เพราะเราเป็นคนที่ให้ค่ากับความสัมพันธ์มาก ๆ
เรื่องมีอยู่ว่าเรามีเพื่อนสนิทคนนึงตอน ม.ต้น เรากับเขาเคยเรียนห้องเดียวกัยตอนประถทแต่ตอนนั้นแทบไม่เคยคุยกันเลย แรก ๆ เขาดูเป็นคนเงียบ ๆ ดูไม่ค่อยพูดค่อยจา ส่วนเราก็ค่อนข้างปาร์ตี้เลยตอนนั้น ชอบชวนเขาไปทำนู่นทำนี่ ชวนสร้างโพรเจกต์ส่วนตัวด้วยกัน ชวนเขาเข้าสังคม อะไรที่ตอนนั้นเรามองว่าสนุก เราชวนเขาทำแทบจะทั้งหมดเลยค่ะ ถึงจะมีช่วงที่โกรธกันบ้างเพราะบางทีเราก็รู้สึกว่าเขาละเลยเรา แต่สุดท้ายก็จะจบที่เรายอมเขาเพราะคิดว่าตัวเองคิดมากไปเองมาตลอด
ที่จริงเราก็พอจะไหวตัวได้อยู่บ้างว่าเขาเป็นคนที่ค่อนข้างจะมี red flag เขาเริ่มมักไปไหนมาไหนกับกลุ่มเพื่อนคนอื่นโดยไม่ชวนหรือแม้แต่จะบอกเรา ซึ่งตอนนั้นเราเองก็โตระดับนึงแล้วเลยเข้าใจว่าเพื่อนอาจจะแค่อยากเปลี่ยนบรรยากาศ เลยพยายามไม่เก็บไปคิดมาก แต่เรื่องมันเริ่มมาจริงจังขึ้นตอนเข้า ม.ปลายค่ะ
ตอน ม.ปลาย ห้องของเราถูกบังคับให้ทุกคนต้องทำโครงงานส่งเพื่อเป็นพรเจกต์จบ เรา เขา แล้วก็เพื่อนอีกคนนึงได้อยู่กลุ่มเดียวกันค่ะ ตั้งแต่ต้นเทอมที่เริ่มมีการจับกลุมเราก็พยายามชวนเพื่อนคุยตลอดว่าเราจะทำเรื่องอะไรดี ทำโครงงานนี้ดีไหม เราพยายามชวนคุยเรื่องงานตั้งแต่แรก ๆ เพราะเราเคยมีประสบการณ์มาก่อนเลยคิดว่าถ้ารีบเตรียมการตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็คงดี แต่ในกลุ่มไม่มีใครจริงจังกับคำพูดเราเลยค่ะทั้งที่เราพยายามชวนคุยอยู่ทุกวัน พอช่วงปลายภาคใกล้จะมาถึง กลุ่มของเราที่ยังไม่มีอะไรคืบหน้าก็โดนเร่งให้ส่งแผนการค่ะ เรากับเพื่อนอีกคนทะเลาะกันหนักมาก (คนนี้ค่อนข้างอารมณ์ร้อน) เราพยายามคุยกับครู เสนอไอเดีย ทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ ส่วนเขาคนนั้นก็เอาแต่เงียบ ไม่พูดคุย ไม่เสนอไอเดีย ไม่ทำอะไรเลย จนวันถัดมาเราเครียดมาก ๆ ว่าจะทำยังไงต่อกับงานดีก็เลยไปคุยกับเขาคนนั้นว่าเพื่อนอีกคนกำลังโกรธมาก ๆ แล้วเขาก็ตอบกลับมาว่า "มันไม่ได้โกรธกูนะ มันโกรธคนเดียว" ปรากฏว่าวันนั้นพวกเขาสองคนแยกไปคุยงานกันแค่สองคนโดยไม่ได้บอกเราค่ะ แถมหลังจากนั้นยังบอกอีกว่าเราไม่ช่วยงานอะไรเลย แต่พอเราขอช่วยก็ดันมาพูดว่า ''พูดไปจะรู้เรื่องหรอ" แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นแต่สุดท้ายกลุ่มก็แตกอยู่ดีค่ะ เขากับเพื่อนอารมณ์ร้อนย้ายไปอยู่กับเพื่อนคนนึงที่ตอนแรกจะทำงานเดี่ยว ส่วนเราได้ไปอยู่กับเพื่อนอีกกลุ่มที่มีสองคนค่ะ ทีแรกเราก็ดีใจที่อย่างน้อยตอนนี้ทุกอย่างก็ลงตัว เราค่อนข้างมั่นใจค่ะว่าตัวเองเป็นคนที่ช่วยงานเพื่อนได้เพราะส่วนตัวเราทำได้หลายอย่างเลยถ้าพูดถึงโครงงาน แต่ดีใจได้ไม่ทันไร พอกลับจากพักเที่ยงเรากะจะมาคุยเรื่องแผนงานแต่ดันมาเจอว่า เพื่อนเขาเปลี่ยนตัวเราออกแทน ลองทายสิคะว่าใครมาแทน ก็เพื่อนคนดีของเรานั่นไง แถมเราไม่ได้รู้จากเขา หรือกลุ่มมาบอกนะคะ เรามารู้จากไอ่เพื่อนอารมณ์ร้อนอีกที สุดท้ายเราก็ได้ทำงานจบคนเดียว แล้วไม่รู้ว่าบุญมีหรือกำบังอย่างไร วันที่ต้องค้างคืนปกติเราจะนอนห้องเดียวกันกับเขาตลอด แต่ครั้งนี้เราเลือกนอนกับเพื่อนอีกคนค่ะ แล้วปรากฏว่าวันนั้นเป็นวันเกิดเขาพอดี เราได้ยินเสียงคนร้องเพลงจากห้องข้าง ๆ ยอมรับว่าตอนนั้นเราเสียสูญมากที่คนที่เกือบจะทำชีวิต ม.ปลายเราพัง ยังมีคนรักมากขนาดนี้ ยังดีที่เพื่อนในห้องช่วยปลอบ และแน่นอนว่าเราผ่านมันมาได้ค่ะ ถึงจะเป็นโครงงานที่ทำคนเดียวแต่เราก็ยังได้รับคำชมจากกรรมการ แถมยังได้เหรียญเงินด้วยค่ะ
นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องจุกจิกทั่วไป พวกคำพูดคำจา การกระทำ ครั้งนึงเราเคยสอบได้คะแนนเยอะกว่าเขา เขาก็มีท่าทีที่ดึวแขนเสื้อเรา พยายามลากดึงชนิดที่ดูออกเลยว่ากำลังน้อยใจ หรือตอนที่รู้ว่าเราจะเรียนต่อครูเพราะมีเพื่อนถามเราว่า "จะเรียนครูหรอ" เขาก็ตอบแทนเฉยเลยว่า "คิดว่าเพื่อนกูสอนคนไม่ได้หรอวะ" ซึ่งน้ำเสียงตอนพูดก็ อืม- หรือเวลาที่เห็นเรากำลังเต็มที่กับอะไรสักอย่างเขาก็จะพูดประมาณ "โห ตั้วใจเปินไปป่าว" เชิง ๆ เหมือนอยากเบรคเรา ตอนที่เราชวนเล่นเกม ๆ นึกเขาก็ชอบจะบอกว่า อืม ไม่เล่นหรอก แต่สุดท้ายก็ขะแอบไปเล่นตามทีหลัง5555 นอกจากนั้นก็ยังเลียนแบบเราอีกหลาย ๆ อย่าง เช่นวิธีเขียบใบโอ สไตล์การพูด และอื่น ๆ ทั้งหมดนี้เราสังเกตุได้และเก็บไว้ในใจมาโดยตลอด ไม่รู้ว่าจะเล่าให้ใครฟังดีเพราะพูดไปคงยากที่ใครจะเชื่อว่าเขาเป็นคนแบบนั้น...
ส่วนตอนนี้เราใกล้จะเรียนจบมัธยมแล้วค่ะ เรากับเขาตั้งใจว่าไปต่อมหาลัยคณะเดียวกัน แต่คนละสาขา เราหวังว่าหลังจากนี้เราจะไม่ได้เจอเขาหรือคนแบบเขาอีก ขอบคุณทุกคนที่รับฟังความอัดอั้นตันใจของเราตลอดหลายปีนะคะ หรือใครจะว่าเรางี่เง่า คิดไปเองก็ได้นะคะ5555 เพราะถ้ารู้แบบนั้นอย่างน้อยในอนาคตเราก็คงปรับแก้นิสัยเสียของตัวเองได้ ขอบคุณทุกคนที่รับฟังอีกครั้งนะคะ .กราบ🙇♂️
เพื่อนกำลังอิจฉาเราหรือเปล่าคะ
ต้องเท้าความก่อนว่าเราเป็นคนนึงที่รักเพื่อนมาก ถ้าได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนกันแล้วไม่ว่าจะสนิทกันหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางกาย ทางใจ หรือกระทั่งการเงิน ถ้าพอจะช่วยได้เราก็พร้อมทุ่มให้ค่ะ เพราะเราเป็นคนที่ให้ค่ากับความสัมพันธ์มาก ๆ
เรื่องมีอยู่ว่าเรามีเพื่อนสนิทคนนึงตอน ม.ต้น เรากับเขาเคยเรียนห้องเดียวกัยตอนประถทแต่ตอนนั้นแทบไม่เคยคุยกันเลย แรก ๆ เขาดูเป็นคนเงียบ ๆ ดูไม่ค่อยพูดค่อยจา ส่วนเราก็ค่อนข้างปาร์ตี้เลยตอนนั้น ชอบชวนเขาไปทำนู่นทำนี่ ชวนสร้างโพรเจกต์ส่วนตัวด้วยกัน ชวนเขาเข้าสังคม อะไรที่ตอนนั้นเรามองว่าสนุก เราชวนเขาทำแทบจะทั้งหมดเลยค่ะ ถึงจะมีช่วงที่โกรธกันบ้างเพราะบางทีเราก็รู้สึกว่าเขาละเลยเรา แต่สุดท้ายก็จะจบที่เรายอมเขาเพราะคิดว่าตัวเองคิดมากไปเองมาตลอด
ที่จริงเราก็พอจะไหวตัวได้อยู่บ้างว่าเขาเป็นคนที่ค่อนข้างจะมี red flag เขาเริ่มมักไปไหนมาไหนกับกลุ่มเพื่อนคนอื่นโดยไม่ชวนหรือแม้แต่จะบอกเรา ซึ่งตอนนั้นเราเองก็โตระดับนึงแล้วเลยเข้าใจว่าเพื่อนอาจจะแค่อยากเปลี่ยนบรรยากาศ เลยพยายามไม่เก็บไปคิดมาก แต่เรื่องมันเริ่มมาจริงจังขึ้นตอนเข้า ม.ปลายค่ะ
ตอน ม.ปลาย ห้องของเราถูกบังคับให้ทุกคนต้องทำโครงงานส่งเพื่อเป็นพรเจกต์จบ เรา เขา แล้วก็เพื่อนอีกคนนึงได้อยู่กลุ่มเดียวกันค่ะ ตั้งแต่ต้นเทอมที่เริ่มมีการจับกลุมเราก็พยายามชวนเพื่อนคุยตลอดว่าเราจะทำเรื่องอะไรดี ทำโครงงานนี้ดีไหม เราพยายามชวนคุยเรื่องงานตั้งแต่แรก ๆ เพราะเราเคยมีประสบการณ์มาก่อนเลยคิดว่าถ้ารีบเตรียมการตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็คงดี แต่ในกลุ่มไม่มีใครจริงจังกับคำพูดเราเลยค่ะทั้งที่เราพยายามชวนคุยอยู่ทุกวัน พอช่วงปลายภาคใกล้จะมาถึง กลุ่มของเราที่ยังไม่มีอะไรคืบหน้าก็โดนเร่งให้ส่งแผนการค่ะ เรากับเพื่อนอีกคนทะเลาะกันหนักมาก (คนนี้ค่อนข้างอารมณ์ร้อน) เราพยายามคุยกับครู เสนอไอเดีย ทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ ส่วนเขาคนนั้นก็เอาแต่เงียบ ไม่พูดคุย ไม่เสนอไอเดีย ไม่ทำอะไรเลย จนวันถัดมาเราเครียดมาก ๆ ว่าจะทำยังไงต่อกับงานดีก็เลยไปคุยกับเขาคนนั้นว่าเพื่อนอีกคนกำลังโกรธมาก ๆ แล้วเขาก็ตอบกลับมาว่า "มันไม่ได้โกรธกูนะ มันโกรธคนเดียว" ปรากฏว่าวันนั้นพวกเขาสองคนแยกไปคุยงานกันแค่สองคนโดยไม่ได้บอกเราค่ะ แถมหลังจากนั้นยังบอกอีกว่าเราไม่ช่วยงานอะไรเลย แต่พอเราขอช่วยก็ดันมาพูดว่า ''พูดไปจะรู้เรื่องหรอ" แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นแต่สุดท้ายกลุ่มก็แตกอยู่ดีค่ะ เขากับเพื่อนอารมณ์ร้อนย้ายไปอยู่กับเพื่อนคนนึงที่ตอนแรกจะทำงานเดี่ยว ส่วนเราได้ไปอยู่กับเพื่อนอีกกลุ่มที่มีสองคนค่ะ ทีแรกเราก็ดีใจที่อย่างน้อยตอนนี้ทุกอย่างก็ลงตัว เราค่อนข้างมั่นใจค่ะว่าตัวเองเป็นคนที่ช่วยงานเพื่อนได้เพราะส่วนตัวเราทำได้หลายอย่างเลยถ้าพูดถึงโครงงาน แต่ดีใจได้ไม่ทันไร พอกลับจากพักเที่ยงเรากะจะมาคุยเรื่องแผนงานแต่ดันมาเจอว่า เพื่อนเขาเปลี่ยนตัวเราออกแทน ลองทายสิคะว่าใครมาแทน ก็เพื่อนคนดีของเรานั่นไง แถมเราไม่ได้รู้จากเขา หรือกลุ่มมาบอกนะคะ เรามารู้จากไอ่เพื่อนอารมณ์ร้อนอีกที สุดท้ายเราก็ได้ทำงานจบคนเดียว แล้วไม่รู้ว่าบุญมีหรือกำบังอย่างไร วันที่ต้องค้างคืนปกติเราจะนอนห้องเดียวกันกับเขาตลอด แต่ครั้งนี้เราเลือกนอนกับเพื่อนอีกคนค่ะ แล้วปรากฏว่าวันนั้นเป็นวันเกิดเขาพอดี เราได้ยินเสียงคนร้องเพลงจากห้องข้าง ๆ ยอมรับว่าตอนนั้นเราเสียสูญมากที่คนที่เกือบจะทำชีวิต ม.ปลายเราพัง ยังมีคนรักมากขนาดนี้ ยังดีที่เพื่อนในห้องช่วยปลอบ และแน่นอนว่าเราผ่านมันมาได้ค่ะ ถึงจะเป็นโครงงานที่ทำคนเดียวแต่เราก็ยังได้รับคำชมจากกรรมการ แถมยังได้เหรียญเงินด้วยค่ะ
นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องจุกจิกทั่วไป พวกคำพูดคำจา การกระทำ ครั้งนึงเราเคยสอบได้คะแนนเยอะกว่าเขา เขาก็มีท่าทีที่ดึวแขนเสื้อเรา พยายามลากดึงชนิดที่ดูออกเลยว่ากำลังน้อยใจ หรือตอนที่รู้ว่าเราจะเรียนต่อครูเพราะมีเพื่อนถามเราว่า "จะเรียนครูหรอ" เขาก็ตอบแทนเฉยเลยว่า "คิดว่าเพื่อนกูสอนคนไม่ได้หรอวะ" ซึ่งน้ำเสียงตอนพูดก็ อืม- หรือเวลาที่เห็นเรากำลังเต็มที่กับอะไรสักอย่างเขาก็จะพูดประมาณ "โห ตั้วใจเปินไปป่าว" เชิง ๆ เหมือนอยากเบรคเรา ตอนที่เราชวนเล่นเกม ๆ นึกเขาก็ชอบจะบอกว่า อืม ไม่เล่นหรอก แต่สุดท้ายก็ขะแอบไปเล่นตามทีหลัง5555 นอกจากนั้นก็ยังเลียนแบบเราอีกหลาย ๆ อย่าง เช่นวิธีเขียบใบโอ สไตล์การพูด และอื่น ๆ ทั้งหมดนี้เราสังเกตุได้และเก็บไว้ในใจมาโดยตลอด ไม่รู้ว่าจะเล่าให้ใครฟังดีเพราะพูดไปคงยากที่ใครจะเชื่อว่าเขาเป็นคนแบบนั้น...
ส่วนตอนนี้เราใกล้จะเรียนจบมัธยมแล้วค่ะ เรากับเขาตั้งใจว่าไปต่อมหาลัยคณะเดียวกัน แต่คนละสาขา เราหวังว่าหลังจากนี้เราจะไม่ได้เจอเขาหรือคนแบบเขาอีก ขอบคุณทุกคนที่รับฟังความอัดอั้นตันใจของเราตลอดหลายปีนะคะ หรือใครจะว่าเรางี่เง่า คิดไปเองก็ได้นะคะ5555 เพราะถ้ารู้แบบนั้นอย่างน้อยในอนาคตเราก็คงปรับแก้นิสัยเสียของตัวเองได้ ขอบคุณทุกคนที่รับฟังอีกครั้งนะคะ .กราบ🙇♂️