สวัสดีครับเพื่อน ๆ ชาว Pantip
ถ้าพูดถึง The Chronicles of Narnia หรือ ตำนานแห่งนาร์เนีย เชื่อว่าหลายคนน่าจะนึกถึงภาพตู้เสื้อผ้าปริศนา ป่าที่ปกคลุมด้วยหิมะ สัตว์พูดได้ และสิงโตผู้ยิ่งใหญ่อย่างอัสลานกันใช่ไหมครับ
ตอนเด็ก ๆ เราอาจอ่านหรือดูนาร์เนียในฐานะนิทานแฟนตาซีที่ว่าด้วยการผจญภัย การต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่ว รวมถึงการเติบโตของตัวละคร แต่พอกลับมาอ่านอีกครั้งในวัยที่โตขึ้น ผมกลับรู้สึกว่าเรื่องราวเหล่านี้มีอะไรให้ขบคิดมากกว่าที่เคยเข้าใจ
โดยเฉพาะเวลามองผ่านแนวคิดเรื่อง บาป 7 ประการ (Seven Deadly Sins) ซึ่งประกอบด้วยความหยิ่งยโส ความโลภ ราคะหรือความลุ่มหลง ความอิจฉา ความตะกละ ความโกรธ และความเกียจคร้าน
ที่น่าสนใจคือ ประเด็นนี้ไม่ใช่การตีความที่เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มานะครับ เพราะ Don W. King เคยเขียนบทวิเคราะห์ชื่อ Narnia and the Seven Deadly Sins โดยเสนอว่าหนังสือแต่ละเล่มดูเหมือนจะเน้นบาปประการใดประการหนึ่งเป็นพิเศษ แม้จะไม่ได้หมายความว่าแต่ละเล่มมีบาปเพียงข้อเดียวก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ควรสรุปว่า C.S. Lewis ตั้งใจวางโครงสร้างหนังสือทั้ง 7 เล่มให้ตรงกับบาปทั้ง 7 ประการอย่างเป็นทางการ เพราะนี่เป็นแนวทางการตีความทางวรรณกรรม ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันจากผู้แต่งโดยตรง
วันนี้ผมเลยอยากชวนเพื่อน ๆ มาลองแกะรอยกันครับว่า ถ้าเรามองนาร์เนียผ่านเลนส์ของบาปทั้ง 7 ประการ จะเห็นแง่มุมอะไรที่น่าสนใจบ้าง
หมายเหตุ: บทวิเคราะห์ต่อไปนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของหนังสือทั้ง 7 เล่มนะครับ
---
1. กำเนิดนาร์เนีย (The Magician’s Nephew) — เมื่อความโกรธนำไปสู่หายนะ
ถ้าจะหาตัวอย่างของบาปโทสะในนาร์เนีย ผมคิดว่าเล่มนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจมากครับ
เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อดิโกรีย์และพอลลี่เดินทางไปยังโลกต่าง ๆ ด้วยแหวนวิเศษ จนกระทั่งได้พบกับจาดิส ราชินีผู้มีอำนาจและความโกรธเกรี้ยวอย่างรุนแรง
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญคือการที่ดิโกรีย์ตัดสินใจตีระฆังต้องห้ามในเมืองชาร์น ทั้งที่พอลลี่ไม่เห็นด้วย การตัดสินใจนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากความดื้อรั้นและความหงุดหงิดที่มีต่อเพื่อน ก่อนจะนำไปสู่การปลุกจาดิสให้ตื่นขึ้นมา
แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น ผมว่าความโกรธในเล่มนี้ไม่ได้มีแค่ดิโกรีย์ครับ เพราะจาดิสเองก็เป็นตัวแทนของความโกรธที่รุนแรงจนไม่ยอมรับสิ่งใดที่ขัดกับความต้องการของตัวเอง
เธอไม่เพียงต้องการเอาชนะผู้อื่น แต่ยังพร้อมทำลายสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบด้วย
ประเด็นที่ผมว่าน่าสนใจ: บางครั้งหายนะไม่ได้เริ่มจากความตั้งใจจะทำเรื่องเลวร้าย แต่อาจเริ่มจากการตัดสินใจเพียงครั้งเดียวในตอนที่เราไม่ยอมควบคุมอารมณ์ตัวเอง
ดิโกรีย์ไม่ได้ตั้งใจจะทำลายโลกนาร์เนีย แต่การตัดสินใจของเขากลับมีผลตามมาที่ใหญ่กว่าที่คาดคิดมาก
แล้วเพื่อน ๆ คิดว่า ระหว่างความใจร้อนของดิโกรีย์กับความโกรธของจาดิส ใครเป็นตัวแทนของบาปโทสะได้ชัดเจนกว่ากันครับ?
2. ตู้พิศวง (The Lion, the Witch and the Wardrobe) — เมื่อความอยากกลืนกินเหตุผล
เล่มนี้น่าจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของบาปตะกละ หรือ Gluttony ผ่านตัวละครเอ็ดมันด์ เพเวนซี
ฉากที่หลายคนน่าจะจำได้คือ ตอนที่เอ็ดมันด์พบกับแม่มดขาวและได้รับขนมเตอร์กิชดีไลต์ เขาหลงใหลในรสชาติของขนมจนอยากกินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และยอมให้ความต้องการนั้นเข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของตัวเอง
จุดสำคัญจึงไม่ใช่แค่การกินขนมมากเกินไป แต่เป็นการที่ความอยากส่วนตัวค่อย ๆ บดบังวิจารณญาณ จนเอ็ดมันด์เริ่มปกปิดความจริงและทรยศต่อพี่น้องของตัวเอง
ในมุมนี้ ขนมเตอร์กิชดีไลต์จึงเป็นมากกว่าอาหารวิเศษที่แม่มดใช้ล่อลวง แต่มันยังทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของความปรารถนาที่ทำให้คนเรามองไม่เห็นผลลัพธ์ของสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ
สิ่งที่ผมชอบคือ ลูอิสไม่ได้เขียนให้เอ็ดมันด์เป็นคนชั่วร้ายตั้งแต่ต้น เขาเป็นเด็กที่มีความอิจฉา ความน้อยใจ และความเห็นแก่ตัวอยู่ในตัว ซึ่งทำให้เขาตัดสินใจผิดพลาดได้ง่ายขึ้น
และในขณะเดียวกัน เรื่องราวก็ไม่ได้หยุดอยู่ที่การลงโทษเอ็ดมันด์ แต่ยังพูดถึงการยอมรับความผิด การให้อภัย และการไถ่บาปด้วย
ประเด็นชวนคิด: คนเราจำเป็นต้องเป็นคนเลวอยู่ก่อนแล้วหรือเปล่า ถึงจะทำเรื่องเลวร้ายได้ หรือบางครั้งเพียงปล่อยให้ความอยากบางอย่างมีอำนาจเหนือเหตุผล เราก็อาจเดินไปผิดทางได้เหมือนกัน?
[กระทู้สนทนา] [วรรณกรรม] อ่านนาร์เนียตอนเด็กกับตอนโต ทำไมความหมายถึงเปลี่ยนไป? ชวนแกะรอยบาป 7 ประการในโลกของ C.S. Lewis
ถ้าพูดถึง The Chronicles of Narnia หรือ ตำนานแห่งนาร์เนีย เชื่อว่าหลายคนน่าจะนึกถึงภาพตู้เสื้อผ้าปริศนา ป่าที่ปกคลุมด้วยหิมะ สัตว์พูดได้ และสิงโตผู้ยิ่งใหญ่อย่างอัสลานกันใช่ไหมครับ
ตอนเด็ก ๆ เราอาจอ่านหรือดูนาร์เนียในฐานะนิทานแฟนตาซีที่ว่าด้วยการผจญภัย การต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่ว รวมถึงการเติบโตของตัวละคร แต่พอกลับมาอ่านอีกครั้งในวัยที่โตขึ้น ผมกลับรู้สึกว่าเรื่องราวเหล่านี้มีอะไรให้ขบคิดมากกว่าที่เคยเข้าใจ
โดยเฉพาะเวลามองผ่านแนวคิดเรื่อง บาป 7 ประการ (Seven Deadly Sins) ซึ่งประกอบด้วยความหยิ่งยโส ความโลภ ราคะหรือความลุ่มหลง ความอิจฉา ความตะกละ ความโกรธ และความเกียจคร้าน
ที่น่าสนใจคือ ประเด็นนี้ไม่ใช่การตีความที่เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มานะครับ เพราะ Don W. King เคยเขียนบทวิเคราะห์ชื่อ Narnia and the Seven Deadly Sins โดยเสนอว่าหนังสือแต่ละเล่มดูเหมือนจะเน้นบาปประการใดประการหนึ่งเป็นพิเศษ แม้จะไม่ได้หมายความว่าแต่ละเล่มมีบาปเพียงข้อเดียวก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ควรสรุปว่า C.S. Lewis ตั้งใจวางโครงสร้างหนังสือทั้ง 7 เล่มให้ตรงกับบาปทั้ง 7 ประการอย่างเป็นทางการ เพราะนี่เป็นแนวทางการตีความทางวรรณกรรม ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันจากผู้แต่งโดยตรง
วันนี้ผมเลยอยากชวนเพื่อน ๆ มาลองแกะรอยกันครับว่า ถ้าเรามองนาร์เนียผ่านเลนส์ของบาปทั้ง 7 ประการ จะเห็นแง่มุมอะไรที่น่าสนใจบ้าง
หมายเหตุ: บทวิเคราะห์ต่อไปนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของหนังสือทั้ง 7 เล่มนะครับ
---
1. กำเนิดนาร์เนีย (The Magician’s Nephew) — เมื่อความโกรธนำไปสู่หายนะ
ถ้าจะหาตัวอย่างของบาปโทสะในนาร์เนีย ผมคิดว่าเล่มนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจมากครับ
เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อดิโกรีย์และพอลลี่เดินทางไปยังโลกต่าง ๆ ด้วยแหวนวิเศษ จนกระทั่งได้พบกับจาดิส ราชินีผู้มีอำนาจและความโกรธเกรี้ยวอย่างรุนแรง
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญคือการที่ดิโกรีย์ตัดสินใจตีระฆังต้องห้ามในเมืองชาร์น ทั้งที่พอลลี่ไม่เห็นด้วย การตัดสินใจนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากความดื้อรั้นและความหงุดหงิดที่มีต่อเพื่อน ก่อนจะนำไปสู่การปลุกจาดิสให้ตื่นขึ้นมา
แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น ผมว่าความโกรธในเล่มนี้ไม่ได้มีแค่ดิโกรีย์ครับ เพราะจาดิสเองก็เป็นตัวแทนของความโกรธที่รุนแรงจนไม่ยอมรับสิ่งใดที่ขัดกับความต้องการของตัวเอง
เธอไม่เพียงต้องการเอาชนะผู้อื่น แต่ยังพร้อมทำลายสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบด้วย
ประเด็นที่ผมว่าน่าสนใจ: บางครั้งหายนะไม่ได้เริ่มจากความตั้งใจจะทำเรื่องเลวร้าย แต่อาจเริ่มจากการตัดสินใจเพียงครั้งเดียวในตอนที่เราไม่ยอมควบคุมอารมณ์ตัวเอง
ดิโกรีย์ไม่ได้ตั้งใจจะทำลายโลกนาร์เนีย แต่การตัดสินใจของเขากลับมีผลตามมาที่ใหญ่กว่าที่คาดคิดมาก
แล้วเพื่อน ๆ คิดว่า ระหว่างความใจร้อนของดิโกรีย์กับความโกรธของจาดิส ใครเป็นตัวแทนของบาปโทสะได้ชัดเจนกว่ากันครับ?
2. ตู้พิศวง (The Lion, the Witch and the Wardrobe) — เมื่อความอยากกลืนกินเหตุผล
เล่มนี้น่าจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของบาปตะกละ หรือ Gluttony ผ่านตัวละครเอ็ดมันด์ เพเวนซี
ฉากที่หลายคนน่าจะจำได้คือ ตอนที่เอ็ดมันด์พบกับแม่มดขาวและได้รับขนมเตอร์กิชดีไลต์ เขาหลงใหลในรสชาติของขนมจนอยากกินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และยอมให้ความต้องการนั้นเข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของตัวเอง
จุดสำคัญจึงไม่ใช่แค่การกินขนมมากเกินไป แต่เป็นการที่ความอยากส่วนตัวค่อย ๆ บดบังวิจารณญาณ จนเอ็ดมันด์เริ่มปกปิดความจริงและทรยศต่อพี่น้องของตัวเอง
ในมุมนี้ ขนมเตอร์กิชดีไลต์จึงเป็นมากกว่าอาหารวิเศษที่แม่มดใช้ล่อลวง แต่มันยังทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของความปรารถนาที่ทำให้คนเรามองไม่เห็นผลลัพธ์ของสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ
สิ่งที่ผมชอบคือ ลูอิสไม่ได้เขียนให้เอ็ดมันด์เป็นคนชั่วร้ายตั้งแต่ต้น เขาเป็นเด็กที่มีความอิจฉา ความน้อยใจ และความเห็นแก่ตัวอยู่ในตัว ซึ่งทำให้เขาตัดสินใจผิดพลาดได้ง่ายขึ้น
และในขณะเดียวกัน เรื่องราวก็ไม่ได้หยุดอยู่ที่การลงโทษเอ็ดมันด์ แต่ยังพูดถึงการยอมรับความผิด การให้อภัย และการไถ่บาปด้วย
ประเด็นชวนคิด: คนเราจำเป็นต้องเป็นคนเลวอยู่ก่อนแล้วหรือเปล่า ถึงจะทำเรื่องเลวร้ายได้ หรือบางครั้งเพียงปล่อยให้ความอยากบางอย่างมีอำนาจเหนือเหตุผล เราก็อาจเดินไปผิดทางได้เหมือนกัน?