นักบรรพชีวินวิทยาจีนได้ขุดพบฟอสซิลไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดเล็กที่ทิ้งร่องรอยของขนให้เราเห็นอยู่ ซึ่งชี้ว่าไดโนเสาร์ตัวนี้อาจมีปีกถึง 4 ปีก! นับเป็นฟอสซิลที่มีสภาพสมบูรณ์เกือบที่สุดที่เคยมีการขุดค้นพบในมณฑลเหลียวหนิง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน
.
หลังจากการศึกษาอย่างละเอียดนักบรรพชีวินพบว่าฟอสซิลนี้มีอายุย้อนกลับไปยังสมัยช่วงต้นยุคครีเทเชียสหรือราว ๆ 120 ล้านปีก่อน ซึ่งได้ช่วยไขปริศนาและเติมหลักฐานชิ้นสำคัญเกี่ยวกับวิธีที่ไดโนเสาร์พัฒนาความสามารถในการบินก่อนที่ในเวลาต่อมาจะกลายเป็นสัตว์ปีกในปัจจุบัน
.
โดยนักบรรพชีวินได้ตั้งชื่อไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่นี้ว่า Norellraptor barsboldi จัดอยู่ในกลุ่มของไดโนเสาร์ตระกูลไมโครแรปเตอร์ (Microraptorines) ซึ่งมีลำตัวยาวแค่ประมาณ 57 เซนติเมตรเท่านั้น ทั้งจากลักษณะของโครงกระดูกยังชี้ว่าตัวอย่างฟอสซิลที่พบนี้ยังไม่โตเต็มวัยดี ซึ่งรยางค์ที่เป็นปีก 4 ปีกนี้อาจช่วยไดโนเสาร์พันธุ์นี้ร่อน หรือทรงตัวกลางอากาศได้ ไม่ถึงขนาดที่ว่าใช้บินไปมาได้เหมือนนกในปัจจุบัน
.
เดิมทีนักวิทย์เคยคิดว่าไดโนเสาร์แขนงที่วิวัฒนาการจนบินได้แบบนก มีเส้นทางการวิวัฒนาการแบบเส้นตรง (Linear) ที่มีแบบแผนเดียวกัน แต่ทว่าในการศึกษาฟอสซิลใหม่นี้กลับพบว่า ไดโนเสาร์กลุ่มไมโครแรปเตอร์มีการเปลี่ยนแปลงทางกายวิภาคตลอดสายวิวัฒนาการถึง 194 จุด ในจำนวนนี้มี 57 จุด หรือราว 30% ที่พบในสายวิวัฒนาการของนกด้วย
.
อย่างไรก็ตามลักษณะที่เหมือนกันนี้กลับเกิดขึ้นคนละลำดับ เช่น ไมโครแรปเตอร์มีกระดูกนิ้วมือที่สั้นลงตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่กระดูกข้อมือและฝ่ามือจะเชื่อมติดกันในภายหลัง คล้ายคน 2 คนที่ต่อจิ๊กซอว์ภาพเดียวกัน แต่เริ่มต่อจากคนละมุม ซึ่งสนับสนุนแนวคิดที่ว่า ไดโนเสาร์กลุ่มต่าง ๆ ได้พยายามพัฒนาความสามารถในการบินมาแล้วหลายครั้ง ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงครั้งเดียวจนกลายเป็นนก เนื่องจากไดโนเสาร์ที่วิวัฒน์ปีกขึ้นมาอาจล้วนเผชิญกับแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกัน
.
นักวิทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านบรรพชีวินวิทยาจึงมีความเห็นที่ว่าไดโนเสาร์จำพวกไมโครแรปเตอร์อาจผสมผสานระหว่างการร่อน (Gliding) กับการบินพึ่งพาแรงขับเคลื่อนมาก่อน ส่วนปีกคู่หลังบริเวณขาน่าจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มความเสถียรในการบิน การใช้เบรก และการบังคับเลี้ยวอย่างคล่องตัวขณะไล่ล่าเหยื่อ แบบเดียวกับกระรอกบินในปัจจุบัน
.
จึงอาจกล่าวสรุปได้ว่าการค้นพบในครั้งนี้ได้เปิดมุมมองใหม่ว่า ประวัติศาสตร์วิวัฒนาการสู่ท้องฟ้าของสัตว์ในยุคดึกดำบรรพ์นั้นมีความซับซ้อนและหลากหลายกว่าที่เคยคาดคิดไว้มาก
.
งานวิจัยฉบับนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2026
_________________________________________
ติดตาม The Principiaได้ในทุกช่องทางออนไลน์ หรือ
ติดต่อโฆษณาได้ที่ theprincipia2021@gmail.com หรือโทร 0647711333
🦕นักบรรพชีวินวิทยาจีน พบฟอสซิลไดโนเสาร์ 4 ปีก
.
หลังจากการศึกษาอย่างละเอียดนักบรรพชีวินพบว่าฟอสซิลนี้มีอายุย้อนกลับไปยังสมัยช่วงต้นยุคครีเทเชียสหรือราว ๆ 120 ล้านปีก่อน ซึ่งได้ช่วยไขปริศนาและเติมหลักฐานชิ้นสำคัญเกี่ยวกับวิธีที่ไดโนเสาร์พัฒนาความสามารถในการบินก่อนที่ในเวลาต่อมาจะกลายเป็นสัตว์ปีกในปัจจุบัน
.
โดยนักบรรพชีวินได้ตั้งชื่อไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่นี้ว่า Norellraptor barsboldi จัดอยู่ในกลุ่มของไดโนเสาร์ตระกูลไมโครแรปเตอร์ (Microraptorines) ซึ่งมีลำตัวยาวแค่ประมาณ 57 เซนติเมตรเท่านั้น ทั้งจากลักษณะของโครงกระดูกยังชี้ว่าตัวอย่างฟอสซิลที่พบนี้ยังไม่โตเต็มวัยดี ซึ่งรยางค์ที่เป็นปีก 4 ปีกนี้อาจช่วยไดโนเสาร์พันธุ์นี้ร่อน หรือทรงตัวกลางอากาศได้ ไม่ถึงขนาดที่ว่าใช้บินไปมาได้เหมือนนกในปัจจุบัน
.
เดิมทีนักวิทย์เคยคิดว่าไดโนเสาร์แขนงที่วิวัฒนาการจนบินได้แบบนก มีเส้นทางการวิวัฒนาการแบบเส้นตรง (Linear) ที่มีแบบแผนเดียวกัน แต่ทว่าในการศึกษาฟอสซิลใหม่นี้กลับพบว่า ไดโนเสาร์กลุ่มไมโครแรปเตอร์มีการเปลี่ยนแปลงทางกายวิภาคตลอดสายวิวัฒนาการถึง 194 จุด ในจำนวนนี้มี 57 จุด หรือราว 30% ที่พบในสายวิวัฒนาการของนกด้วย
.
อย่างไรก็ตามลักษณะที่เหมือนกันนี้กลับเกิดขึ้นคนละลำดับ เช่น ไมโครแรปเตอร์มีกระดูกนิ้วมือที่สั้นลงตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่กระดูกข้อมือและฝ่ามือจะเชื่อมติดกันในภายหลัง คล้ายคน 2 คนที่ต่อจิ๊กซอว์ภาพเดียวกัน แต่เริ่มต่อจากคนละมุม ซึ่งสนับสนุนแนวคิดที่ว่า ไดโนเสาร์กลุ่มต่าง ๆ ได้พยายามพัฒนาความสามารถในการบินมาแล้วหลายครั้ง ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงครั้งเดียวจนกลายเป็นนก เนื่องจากไดโนเสาร์ที่วิวัฒน์ปีกขึ้นมาอาจล้วนเผชิญกับแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกัน
.
นักวิทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านบรรพชีวินวิทยาจึงมีความเห็นที่ว่าไดโนเสาร์จำพวกไมโครแรปเตอร์อาจผสมผสานระหว่างการร่อน (Gliding) กับการบินพึ่งพาแรงขับเคลื่อนมาก่อน ส่วนปีกคู่หลังบริเวณขาน่าจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มความเสถียรในการบิน การใช้เบรก และการบังคับเลี้ยวอย่างคล่องตัวขณะไล่ล่าเหยื่อ แบบเดียวกับกระรอกบินในปัจจุบัน
.
จึงอาจกล่าวสรุปได้ว่าการค้นพบในครั้งนี้ได้เปิดมุมมองใหม่ว่า ประวัติศาสตร์วิวัฒนาการสู่ท้องฟ้าของสัตว์ในยุคดึกดำบรรพ์นั้นมีความซับซ้อนและหลากหลายกว่าที่เคยคาดคิดไว้มาก
.
งานวิจัยฉบับนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2026
_________________________________________
ติดตาม The Principiaได้ในทุกช่องทางออนไลน์ หรือ
ติดต่อโฆษณาได้ที่ theprincipia2021@gmail.com หรือโทร 0647711333