ความงดงามแห่งการพึ่งพาอาศัย
สายใยแห่งพรหมจรรย์ และเส้นแบ่งระหว่างผู้ห่างไกลกับผู้ใกล้ชิดธรรม
๑. สายใยสองเส้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! คฤหัสถ์ผู้ครองเรือนและอุบาสกอุบาสิกาเหล่านั้น
เป็นผู้มีอุปการคุณยิ่งใหญ่ต่อพวกเธอ ด้วยว่าท่านเหล่านั้นแวดล้อมบำรุงด้วยปัจจัยสี่
อันเป็นเครื่องอาศัยให้ชีวิตดำเนินไปได้ คือจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัชบริขาร
พหุการา ภิกฺขเว พฺราหฺมณคหปติกา ตุมฺหากํ...
"ภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลายเป็นผู้มีอุปการะมากแก่พวกเธอ..."
เหตุที่ทรงยกย่องเช่นนี้ก็เพราะผู้ปฏิบัติธรรมก็ยังต้องมีลมหายใจ มีผืนผ้าห่มกาย มีชายคากันฝน
มียายามเจ็บไข้ และมีภัตตาหารประทังกาย การอุปถัมภ์ของคฤหัสถ์จึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยข้างทาง
แต่เป็นรากฐานที่ค้ำชูให้การปฏิบัติตั้งอยู่ได้
แต่สายใยนี้ไม่ได้ทอดไปทางเดียว พระพุทธองค์ตรัสต่อไปว่า
ในทางกลับกัน พวกเธอก็เป็นผู้มีอุปการคุณยิ่งใหญ่ต่อคฤหัสถ์เหล่านั้นเช่นกัน ด้วยการอนุเคราะห์เกื้อกูล
และแสดงธรรมอันงดงามในเบื้องต้น งดงามในท่ามกลาง และงดงามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง
พร้อมทั้งอรรถะและพยัญชนะ
...ตุเมฺหปิ ภิกฺขเว พหุการา พฺราหฺมณคหปติกานํ
ยํ เนสํ ธมฺมํ เทเสถ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ
สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสถ...
วลี
"อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ"
คือธรรมที่ไพเราะงดงามทั้งต้น กลาง และปลาย
เมื่อฟังก็งาม เมื่อปฏิบัติก็งาม เมื่อถึงผลก็งาม
นี่คือของขวัญที่ผู้ครองเรือนได้รับตอบแทน และเป็นสิ่งที่ปัจจัยสี่ไม่อาจซื้อหาได้
ฝ่ายหนึ่งให้กายได้ดำรงอยู่ อีกฝ่ายให้ใจได้ตื่นขึ้น
...
เอวมิทํ ภิกฺขเว อญฺญมญฺญํ นิสฺสาย
พฺรหฺมจริยํ วุสฺสติ โอฆสฺส นิตฺถรณตฺถาย
สมฺมาทุกฺขสฺส อนฺตกิริยายาติ...
"ด้วยประการนี้แล พรหมจรรย์ย่อมอยู่จบได้เพราะอาศัยกันและกัน
เพื่อข้ามพ้นโอฆะ เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบ"
คำว่า
อญฺญมญฺญํ นิสฺสาย แปลว่า "อาศัยซึ่งกันและกัน"
เป็นหัวใจของพระสูตรนี้ ไม่มีฝ่ายใดเป็นเพียงผู้ให้ และไม่มีฝ่ายใดเป็นเพียงผู้รับ
ทั้งสองฝ่ายพากันข้ามห้วงน้ำใหญ่ที่เรียกว่า
โอฆะ ซึ่งท่วมท้นสัตว์ไว้ในวัฏฏะ
โดยมีจุดหมายร่วมกันคือ
สมฺมาทุกฺขสฺส อนฺตกิริยา การทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบ
๒. บทสะท้อนแห่งคาถา
เมื่อทรงแสดงเนื้อความเป็นร้อยแก้วแล้ว พระพุทธองค์ทรงสรุปด้วยคาถาอันไพเราะ
สาคารา อนาคารา จ
อุโภ อญฺโญญฺญนิสฺสิตา
อาราธยนฺติ สทฺธมฺมํ โยคกฺเขมํ อนุตฺตรํ
ทั้งผู้มีเหย้าเรือนและผู้ไม่มีเหย้าเรือน
ต่างอาศัยซึ่งกันและกัน ดุจเงากับตัว
ร่วมกันจรรโลงสัทธรรม อันเป็นความเกษมจากโยคะอย่างสูงสุด
คำว่า
โยคกฺเขมํ คือความปลอดภัยจากเครื่องผูกมัดทั้งปวง
คือพระนิพพานนั่นเอง ภาพที่คาถานี้แสดงไว้คือคนสองกลุ่มที่ต่างสถานะ แต่เดินร่วมทางเดียวกันสู่ฝั่งเดียวกัน
สาคาเรสุ จ จีวรํ ปจฺจยํ สยนาสนํ
อนาคารา ปฏิจฺฉนฺติ ปริสฺสยวิโนทนํ
ฝ่ายฆราวาสถวายจีวร ปัจจัย และที่นอนที่นั่ง
ฝ่ายบรรพชิตน้อมรับไว้เพื่อบรรเทาภัยอันตรายที่รบกวนชีวิตสมณะ
สุคตํ ปน นิสฺสาย คหฏฺฐา ฆรเมสิโน
สทฺทหานา อรหตํ อริยปญฺญาย ฌายิโน
ส่วนคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนก็อาศัยพระสุคต ศรัทธาในพระอรหันต์ทั้งหลาย
และเพ่งพินิจด้วยปัญญาอันประเสริฐของพระอริยเจ้า
อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน มคฺคํ สุคติคามินํ
นนฺทิโน เทวโลกสฺมึ โมทนฺติ กามกามิโนติ
ครั้นประพฤติธรรมอันเป็นทางไปสู่สุคติในโลกนี้แล้ว
ผู้ยังเพลิดเพลินในกามทั้งหลาย ก็ย่อมเอิบอิ่มบันเทิงใจในเทวโลก
ผู้ให้ได้บุญ ผู้รับได้ธรรม และการให้การรับนั้นหล่อเลี้ยงกันและกัน ไม่มีฝ่ายใดหมดไป
๓. เส้นแบ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา
แต่ความสัมพันธ์อันงดงามนี้จะมีความหมายก็ต่อเมื่อฝ่ายบรรพชิตรักษาแก่นของตนไว้ พระสูตรถัดมาจึงตรัสเตือนอย่างหนักแน่น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! หากภิกษุใดเป็นคนเจ้าเล่ห์
กระด้าง พูดหว่านล้อม ยกตนข่มท่าน และจิตไม่ตั้งมั่น
(กุหา ถทฺธา ลปา สิงฺคี อุนฺนฬา อสมาหิตา)
ภิกษุเช่นนั้นหาใช่ศิษย์ของเราไม่
(น เม เต ภิกฺขเว ภิกฺขู มามกา)
เธอเป็นผู้ห่างไกลจากธรรมวินัยนี้ และไม่อาจเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ได้เลย
(อปคตา จ เต ภิกฺขเว ภิกฺขู อิมสฺมา ธมฺมวินยา น จ เต อิมสฺมึ ธมฺมวินเย วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชนฺติ)
ลองพิจารณาศัพท์ทั้งห้าที่ทรงใช้ จะเห็นว่าไม่ใช่การจับผิดกิริยาภายนอก แต่เป็นการชี้ไปที่ใจ
- กุหา คือผู้หลอกลวง ทำท่าทางให้ผู้อื่นเห็นว่าตนมีคุณที่ไม่มีจริง
- ถทฺธา คือผู้กระด้าง แข็งดังเสาเข็ม ไม่อ่อนน้อม ไม่รับคำสอน
- ลปา คือผู้พูดพร่ำเพื่อประจบหรือเพื่อลาภ
- สิงฺคี คือผู้ยกตนข่มท่าน (มีความหมายเกี่ยวกับความฟุ้งเฟ้อวางโต)
- อุนฺนฬา คือผู้เหลิงลำพอง ใจพองโตเหมือนไม้ไผ่กลวง
- อสมาหิตา คือผู้มีใจไม่ตั้งมั่น
ตรงกันข้าม ภิกษุใดไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ไม่มีมารยา เป็นนักปราชญ์ ไม่กระด้าง และมีจิตตั้งมั่นแน่วแน่
- นิกฺกุหา นิลฺลปา ธีรา อถทฺธา สุสมาหิตา
ภิกษุเช่นนั้นแลเป็น
มามกา คือผู้ใกล้ชิดและเป็นของเรา
ไม่ห่างจากธรรมวินัย และย่อมงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้อย่างแท้จริง
พระองค์ทรงสรุปด้วยคาถาซึ่งเรียงศัพท์คู่ตรงข้ามอย่างงดงาม
กุหา ถทฺธา ลปา สิงฺคี อุนฺนฬา อสมาหิตา
น เต ธมฺเม วิรูหนฺติ สมฺมาสมฺพุทฺธเทสิเต
นิกฺกุหา นิลฺลปา ธีรา อถทฺธา สุสมาหิตา
เต เว ธมฺเม วิรูหนฺติ สมฺมาสมฺพุทฺธเทสิเตติ
พวกแรกย่อมไม่งอกงามในธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ส่วนพวกหลังย่อมงอกงามแน่แท้
ศัพท์
วิรูหนฺติ แปลว่า "งอกงาม" เป็นภาพของเมล็ดพืชที่หยั่งรากในดินดี ธรรมวินัยเปรียบเหมือนผืนดิน
ผู้ที่ใจเจ้าเล่ห์และกระด้างก็เหมือนเมล็ดที่ตกบนหินผา ต่อให้อยู่ในผ้าเหลืองและได้รับการอุปถัมภ์มากเพียงใด ก็ไม่อาจหยั่งรากลงได้
๔. บทส่งท้าย
พระสูตรสองบทนี้ดูเหมือนพูดคนละเรื่อง แต่ร้อยเป็นเส้นเดียวกันอย่างลึกซึ้ง
บทแรกบอกว่า
คฤหัสถ์ดูแลบรรพชิต และบรรพชิตดูแลคฤหัสถ์
บทหลังบอกว่า
การดูแลนั้นจะมีค่าก็เมื่อผู้รับรักษาความตรง ความอ่อนโยน
และความตั้งมั่นแห่งใจไว้ ศรัทธาของผู้ให้จึงไม่ได้เป็นใบอนุญาตให้ผู้รับหลงตน
และผ้าเหลืองก็ไม่ได้รับรองความงอกงามในธรรม สิ่งที่รับรองคือใจที่ปราศจากมารยา
เมื่อใดที่ทั้งสองฝ่ายยืนอยู่บนความจริงใจ เมื่อนั้นสายใยที่ถักทอระหว่างกันก็กลายเป็นสะพาน
ทอดข้าม
โอฆะ ไปสู่ฝั่งแห่ง
โยคกฺเขม ได้ทั้งสองฝ่ายพร้อมกัน
อ้างอิงจาก
"พหุการสูตร" และ
"กุหนาสูตร"
https://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=25&A=6659&Z=6678&pagebreak=0
ความงดงามแห่งการพึ่งพาอาศัย
สายใยแห่งพรหมจรรย์ และเส้นแบ่งระหว่างผู้ห่างไกลกับผู้ใกล้ชิดธรรม
๑. สายใยสองเส้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! คฤหัสถ์ผู้ครองเรือนและอุบาสกอุบาสิกาเหล่านั้น
เป็นผู้มีอุปการคุณยิ่งใหญ่ต่อพวกเธอ ด้วยว่าท่านเหล่านั้นแวดล้อมบำรุงด้วยปัจจัยสี่
อันเป็นเครื่องอาศัยให้ชีวิตดำเนินไปได้ คือจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัชบริขาร
พหุการา ภิกฺขเว พฺราหฺมณคหปติกา ตุมฺหากํ...
"ภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลายเป็นผู้มีอุปการะมากแก่พวกเธอ..."
เหตุที่ทรงยกย่องเช่นนี้ก็เพราะผู้ปฏิบัติธรรมก็ยังต้องมีลมหายใจ มีผืนผ้าห่มกาย มีชายคากันฝน
มียายามเจ็บไข้ และมีภัตตาหารประทังกาย การอุปถัมภ์ของคฤหัสถ์จึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยข้างทาง
แต่เป็นรากฐานที่ค้ำชูให้การปฏิบัติตั้งอยู่ได้
แต่สายใยนี้ไม่ได้ทอดไปทางเดียว พระพุทธองค์ตรัสต่อไปว่า
ในทางกลับกัน พวกเธอก็เป็นผู้มีอุปการคุณยิ่งใหญ่ต่อคฤหัสถ์เหล่านั้นเช่นกัน ด้วยการอนุเคราะห์เกื้อกูล
และแสดงธรรมอันงดงามในเบื้องต้น งดงามในท่ามกลาง และงดงามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง
พร้อมทั้งอรรถะและพยัญชนะ
...ตุเมฺหปิ ภิกฺขเว พหุการา พฺราหฺมณคหปติกานํ
ยํ เนสํ ธมฺมํ เทเสถ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ
สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสถ...
วลี "อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ"
คือธรรมที่ไพเราะงดงามทั้งต้น กลาง และปลาย
เมื่อฟังก็งาม เมื่อปฏิบัติก็งาม เมื่อถึงผลก็งาม
นี่คือของขวัญที่ผู้ครองเรือนได้รับตอบแทน และเป็นสิ่งที่ปัจจัยสี่ไม่อาจซื้อหาได้
ฝ่ายหนึ่งให้กายได้ดำรงอยู่ อีกฝ่ายให้ใจได้ตื่นขึ้น
...เอวมิทํ ภิกฺขเว อญฺญมญฺญํ นิสฺสาย
พฺรหฺมจริยํ วุสฺสติ โอฆสฺส นิตฺถรณตฺถาย
สมฺมาทุกฺขสฺส อนฺตกิริยายาติ...
"ด้วยประการนี้แล พรหมจรรย์ย่อมอยู่จบได้เพราะอาศัยกันและกัน
เพื่อข้ามพ้นโอฆะ เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบ"
คำว่า อญฺญมญฺญํ นิสฺสาย แปลว่า "อาศัยซึ่งกันและกัน"
เป็นหัวใจของพระสูตรนี้ ไม่มีฝ่ายใดเป็นเพียงผู้ให้ และไม่มีฝ่ายใดเป็นเพียงผู้รับ
ทั้งสองฝ่ายพากันข้ามห้วงน้ำใหญ่ที่เรียกว่า โอฆะ ซึ่งท่วมท้นสัตว์ไว้ในวัฏฏะ
โดยมีจุดหมายร่วมกันคือ สมฺมาทุกฺขสฺส อนฺตกิริยา การทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบ
๒. บทสะท้อนแห่งคาถา
เมื่อทรงแสดงเนื้อความเป็นร้อยแก้วแล้ว พระพุทธองค์ทรงสรุปด้วยคาถาอันไพเราะ
สาคารา อนาคารา จ
อุโภ อญฺโญญฺญนิสฺสิตา
อาราธยนฺติ สทฺธมฺมํ โยคกฺเขมํ อนุตฺตรํ
ทั้งผู้มีเหย้าเรือนและผู้ไม่มีเหย้าเรือน
ต่างอาศัยซึ่งกันและกัน ดุจเงากับตัว
ร่วมกันจรรโลงสัทธรรม อันเป็นความเกษมจากโยคะอย่างสูงสุด
คำว่า โยคกฺเขมํ คือความปลอดภัยจากเครื่องผูกมัดทั้งปวง
คือพระนิพพานนั่นเอง ภาพที่คาถานี้แสดงไว้คือคนสองกลุ่มที่ต่างสถานะ แต่เดินร่วมทางเดียวกันสู่ฝั่งเดียวกัน
สาคาเรสุ จ จีวรํ ปจฺจยํ สยนาสนํ
อนาคารา ปฏิจฺฉนฺติ ปริสฺสยวิโนทนํ
ฝ่ายฆราวาสถวายจีวร ปัจจัย และที่นอนที่นั่ง
ฝ่ายบรรพชิตน้อมรับไว้เพื่อบรรเทาภัยอันตรายที่รบกวนชีวิตสมณะ
สุคตํ ปน นิสฺสาย คหฏฺฐา ฆรเมสิโน
สทฺทหานา อรหตํ อริยปญฺญาย ฌายิโน
ส่วนคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนก็อาศัยพระสุคต ศรัทธาในพระอรหันต์ทั้งหลาย
และเพ่งพินิจด้วยปัญญาอันประเสริฐของพระอริยเจ้า
อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน มคฺคํ สุคติคามินํ
นนฺทิโน เทวโลกสฺมึ โมทนฺติ กามกามิโนติ
ครั้นประพฤติธรรมอันเป็นทางไปสู่สุคติในโลกนี้แล้ว
ผู้ยังเพลิดเพลินในกามทั้งหลาย ก็ย่อมเอิบอิ่มบันเทิงใจในเทวโลก
ผู้ให้ได้บุญ ผู้รับได้ธรรม และการให้การรับนั้นหล่อเลี้ยงกันและกัน ไม่มีฝ่ายใดหมดไป
๓. เส้นแบ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา
แต่ความสัมพันธ์อันงดงามนี้จะมีความหมายก็ต่อเมื่อฝ่ายบรรพชิตรักษาแก่นของตนไว้ พระสูตรถัดมาจึงตรัสเตือนอย่างหนักแน่น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! หากภิกษุใดเป็นคนเจ้าเล่ห์
กระด้าง พูดหว่านล้อม ยกตนข่มท่าน และจิตไม่ตั้งมั่น
(กุหา ถทฺธา ลปา สิงฺคี อุนฺนฬา อสมาหิตา)
ภิกษุเช่นนั้นหาใช่ศิษย์ของเราไม่
(น เม เต ภิกฺขเว ภิกฺขู มามกา)
เธอเป็นผู้ห่างไกลจากธรรมวินัยนี้ และไม่อาจเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ได้เลย
(อปคตา จ เต ภิกฺขเว ภิกฺขู อิมสฺมา ธมฺมวินยา น จ เต อิมสฺมึ ธมฺมวินเย วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชนฺติ)
ลองพิจารณาศัพท์ทั้งห้าที่ทรงใช้ จะเห็นว่าไม่ใช่การจับผิดกิริยาภายนอก แต่เป็นการชี้ไปที่ใจ
- กุหา คือผู้หลอกลวง ทำท่าทางให้ผู้อื่นเห็นว่าตนมีคุณที่ไม่มีจริง
- ถทฺธา คือผู้กระด้าง แข็งดังเสาเข็ม ไม่อ่อนน้อม ไม่รับคำสอน
- ลปา คือผู้พูดพร่ำเพื่อประจบหรือเพื่อลาภ
- สิงฺคี คือผู้ยกตนข่มท่าน (มีความหมายเกี่ยวกับความฟุ้งเฟ้อวางโต)
- อุนฺนฬา คือผู้เหลิงลำพอง ใจพองโตเหมือนไม้ไผ่กลวง
- อสมาหิตา คือผู้มีใจไม่ตั้งมั่น
ตรงกันข้าม ภิกษุใดไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ไม่มีมารยา เป็นนักปราชญ์ ไม่กระด้าง และมีจิตตั้งมั่นแน่วแน่
- นิกฺกุหา นิลฺลปา ธีรา อถทฺธา สุสมาหิตา
ภิกษุเช่นนั้นแลเป็น มามกา คือผู้ใกล้ชิดและเป็นของเรา
ไม่ห่างจากธรรมวินัย และย่อมงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้อย่างแท้จริง
พระองค์ทรงสรุปด้วยคาถาซึ่งเรียงศัพท์คู่ตรงข้ามอย่างงดงาม
กุหา ถทฺธา ลปา สิงฺคี อุนฺนฬา อสมาหิตา
น เต ธมฺเม วิรูหนฺติ สมฺมาสมฺพุทฺธเทสิเต
นิกฺกุหา นิลฺลปา ธีรา อถทฺธา สุสมาหิตา
เต เว ธมฺเม วิรูหนฺติ สมฺมาสมฺพุทฺธเทสิเตติ
พวกแรกย่อมไม่งอกงามในธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ส่วนพวกหลังย่อมงอกงามแน่แท้
ศัพท์ วิรูหนฺติ แปลว่า "งอกงาม" เป็นภาพของเมล็ดพืชที่หยั่งรากในดินดี ธรรมวินัยเปรียบเหมือนผืนดิน
ผู้ที่ใจเจ้าเล่ห์และกระด้างก็เหมือนเมล็ดที่ตกบนหินผา ต่อให้อยู่ในผ้าเหลืองและได้รับการอุปถัมภ์มากเพียงใด ก็ไม่อาจหยั่งรากลงได้
๔. บทส่งท้าย
พระสูตรสองบทนี้ดูเหมือนพูดคนละเรื่อง แต่ร้อยเป็นเส้นเดียวกันอย่างลึกซึ้ง
บทแรกบอกว่า คฤหัสถ์ดูแลบรรพชิต และบรรพชิตดูแลคฤหัสถ์
บทหลังบอกว่า การดูแลนั้นจะมีค่าก็เมื่อผู้รับรักษาความตรง ความอ่อนโยน
และความตั้งมั่นแห่งใจไว้ ศรัทธาของผู้ให้จึงไม่ได้เป็นใบอนุญาตให้ผู้รับหลงตน
และผ้าเหลืองก็ไม่ได้รับรองความงอกงามในธรรม สิ่งที่รับรองคือใจที่ปราศจากมารยา
เมื่อใดที่ทั้งสองฝ่ายยืนอยู่บนความจริงใจ เมื่อนั้นสายใยที่ถักทอระหว่างกันก็กลายเป็นสะพาน
ทอดข้าม โอฆะ ไปสู่ฝั่งแห่ง โยคกฺเขม ได้ทั้งสองฝ่ายพร้อมกัน
อ้างอิงจาก "พหุการสูตร" และ "กุหนาสูตร"
https://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=25&A=6659&Z=6678&pagebreak=0