SPRC-TOP นำทีมโรงกลั่นร่วง 5.59% หลังน้ำมันย่อตัว-แรงขายทำกำไรถาโถม
สรุป:
- หุ้นกลุ่มโรงกลั่นปรับตัวลดลงจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ แรงขายทำกำไรหลังจากราคาหุ้นปรับขึ้นมาต่อเนื่อง และราคาน้ำมันดิบที่เริ่มย่อตัว
- ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงเนื่องจากไม่มีข่าวการโจมตีแหล่งพลังงานเพิ่มเติม และมีสัญญาณว่าความขัดแย้งอาจไม่ขยายวงกว้างไปสู่แหล่งพลังงาน
- การย่อตัวของราคาน้ำมันเพิ่มความเสี่ยงให้โรงกลั่นอาจเผชิญผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน (Stock Loss) ซึ่งตรงข้ามกับช่วงก่อนหน้าที่ได้กำไรจากสต็อก (Stock Gain)
- นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าการปรับตัวลงของหุ้นยังมาจากความกังวลเรื่องค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนทำสถิติสูงสุดใหม่
ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยภาคเช้า ณ วันที่ 12 ต.ค.2569 หุ้นโรงกลั่นปรับตัวลดลง นำโดย
หุ้น SPRC ร่วง 5.59% ลดลง 0.90 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 15.20 บาท
หุ้น TOP ร่วง 5.32% ลดลง 4.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 71.25 บาท
หุ้น BCP ร่วง 2.40% ลดลง 1.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 50.75 บาท
หุ้น PTTGC ร่วง 3.24% ลดลง 1.75 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 52.25 บาท
หุ้น IRPC ร่วง 2.04% ลดลง 0.06 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 2.88 บาท
วทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) พาย ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า แรงขายหุ้นกลุ่มโรงกลั่นเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ราคาหุ้นที่ปรับขึ้นต่อเนื่องจนเริ่มมีแรงขายทำกำไร และราคาน้ำมันดิบที่เริ่มย่อตัว หลังช่วงวันหยุดไม่มีข่าวการโจมตีแหล่งพลังงานเพิ่มเติม ประกอบกับมีสัญญาณว่าความขัดแย้งอาจไม่ขยายวงไปสู่การโจมตีแหล่งพลังงาน
ทั้งนี้ปัจจัยดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงที่โรงกลั่นจะเผชิญผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน หลังจากก่อนหน้านี้ได้รับประโยชน์จากค่าการกลั่นที่ดีขึ้นและกำไรจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Gain) ในช่วงราคาน้ำมันขาขึ้น ทำให้การเข้าซื้อหุ้นโรงกลั่นในระดับปัจจุบันมีความได้เปรียบน้อยลง โดยแนะนำให้นักลงทุนพิจารณาสลับไปลงทุนในกลุ่มอื่น เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวน
สำหรับกลุ่มที่น่าสนใจ ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการที่ประเทศไทยกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนต่างชาติ จากการประชุมและกิจกรรมขององค์กรการเงินระดับโลกอย่าง IMF ประกอบกับแนวโน้มการลงทุน Data Center ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง
ด้าน กรรณ์ หทัยศรัทธา, IAA, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) กล่าวว่า สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังมีความตึงเครียด โดยการโจมตีในภูมิภาคตะวันออกกลางยังเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตาม และมีโอกาสทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อไปจนถึงช่วงปลายปี แม้ราคาน้ำมันดิบจะปรับขึ้นตามข่าวความตึงเครียด แต่ยังไม่ได้พุ่งขึ้นรุนแรง
ส่วนการปรับตัวลงของหุ้นโรงกลั่นและปิโตรเคมี มองว่าเกิดจากแรงขายทำกำไรหลังราคาหุ้นปรับขึ้นมาก่อนหน้า ประกอบกับความกังวลเรื่องค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนทำสถิติสูงสุดใหม่ สะท้อนจากหุ้นกลุ่มเดินเรือที่ปรับตัวขึ้นในวันเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม จากการประเมินปัจจัยพื้นฐานพบว่า โรงกลั่นไทยยังมีความสามารถบริหารจัดการต้นทุนค่าขนส่งได้ ขณะที่ค่าการกลั่นยังอยู่ในระดับดีและช่วยรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ความสามารถของแต่ละบริษัทในการควบคุมค่าระวางเรือและรักษาระดับกำไร โดยขณะนี้ยังไม่พบปัจจัยลบใหม่เพิ่มเติม นอกเหนือจากความเสี่ยงด้านต้นทุนขนส่ง
ที่มา
SPRC-TOP นำทีมโรงกลั่นร่วง 5.59% หลังน้ำมันย่อตัว-แรงขายทำกำไรถาโถม
SPRC-TOP นำทีมโรงกลั่นร่วง 5.59% หลังน้ำมันย่อตัว-แรงขายทำกำไรถาโถม
สรุป:
- หุ้นกลุ่มโรงกลั่นปรับตัวลดลงจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ แรงขายทำกำไรหลังจากราคาหุ้นปรับขึ้นมาต่อเนื่อง และราคาน้ำมันดิบที่เริ่มย่อตัว
- ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงเนื่องจากไม่มีข่าวการโจมตีแหล่งพลังงานเพิ่มเติม และมีสัญญาณว่าความขัดแย้งอาจไม่ขยายวงกว้างไปสู่แหล่งพลังงาน
- การย่อตัวของราคาน้ำมันเพิ่มความเสี่ยงให้โรงกลั่นอาจเผชิญผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน (Stock Loss) ซึ่งตรงข้ามกับช่วงก่อนหน้าที่ได้กำไรจากสต็อก (Stock Gain)
- นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าการปรับตัวลงของหุ้นยังมาจากความกังวลเรื่องค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนทำสถิติสูงสุดใหม่
ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยภาคเช้า ณ วันที่ 12 ต.ค.2569 หุ้นโรงกลั่นปรับตัวลดลง นำโดย
หุ้น SPRC ร่วง 5.59% ลดลง 0.90 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 15.20 บาท
หุ้น TOP ร่วง 5.32% ลดลง 4.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 71.25 บาท
หุ้น BCP ร่วง 2.40% ลดลง 1.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 50.75 บาท
หุ้น PTTGC ร่วง 3.24% ลดลง 1.75 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 52.25 บาท
หุ้น IRPC ร่วง 2.04% ลดลง 0.06 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 2.88 บาท
วทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) พาย ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า แรงขายหุ้นกลุ่มโรงกลั่นเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ราคาหุ้นที่ปรับขึ้นต่อเนื่องจนเริ่มมีแรงขายทำกำไร และราคาน้ำมันดิบที่เริ่มย่อตัว หลังช่วงวันหยุดไม่มีข่าวการโจมตีแหล่งพลังงานเพิ่มเติม ประกอบกับมีสัญญาณว่าความขัดแย้งอาจไม่ขยายวงไปสู่การโจมตีแหล่งพลังงาน
ทั้งนี้ปัจจัยดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงที่โรงกลั่นจะเผชิญผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน หลังจากก่อนหน้านี้ได้รับประโยชน์จากค่าการกลั่นที่ดีขึ้นและกำไรจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Gain) ในช่วงราคาน้ำมันขาขึ้น ทำให้การเข้าซื้อหุ้นโรงกลั่นในระดับปัจจุบันมีความได้เปรียบน้อยลง โดยแนะนำให้นักลงทุนพิจารณาสลับไปลงทุนในกลุ่มอื่น เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวน
สำหรับกลุ่มที่น่าสนใจ ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการที่ประเทศไทยกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนต่างชาติ จากการประชุมและกิจกรรมขององค์กรการเงินระดับโลกอย่าง IMF ประกอบกับแนวโน้มการลงทุน Data Center ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง
ด้าน กรรณ์ หทัยศรัทธา, IAA, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) กล่าวว่า สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังมีความตึงเครียด โดยการโจมตีในภูมิภาคตะวันออกกลางยังเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตาม และมีโอกาสทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อไปจนถึงช่วงปลายปี แม้ราคาน้ำมันดิบจะปรับขึ้นตามข่าวความตึงเครียด แต่ยังไม่ได้พุ่งขึ้นรุนแรง
ส่วนการปรับตัวลงของหุ้นโรงกลั่นและปิโตรเคมี มองว่าเกิดจากแรงขายทำกำไรหลังราคาหุ้นปรับขึ้นมาก่อนหน้า ประกอบกับความกังวลเรื่องค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนทำสถิติสูงสุดใหม่ สะท้อนจากหุ้นกลุ่มเดินเรือที่ปรับตัวขึ้นในวันเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม จากการประเมินปัจจัยพื้นฐานพบว่า โรงกลั่นไทยยังมีความสามารถบริหารจัดการต้นทุนค่าขนส่งได้ ขณะที่ค่าการกลั่นยังอยู่ในระดับดีและช่วยรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ความสามารถของแต่ละบริษัทในการควบคุมค่าระวางเรือและรักษาระดับกำไร โดยขณะนี้ยังไม่พบปัจจัยลบใหม่เพิ่มเติม นอกเหนือจากความเสี่ยงด้านต้นทุนขนส่ง
ที่มา