นักลงทุน VI สไตล์ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั่นคือ 1) ลงทุนระยะยาวมากแทบจะตลอดชีวิตหรืออย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 10 ปี 2) ในหุ้นที่มีคุณภาพสูงมาก วัดจากผลกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่สูงในระดับอย่างน้อยปีละ 15-20% ขึ้นไป 3) ธุรกิจมีการเติบโตต่อเนื่องยาวนานอย่างน้อยในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้ขนาดของธุรกิจเติบโตขึ้นมากขนาด 5-10 เท่า เป็นอย่างน้อย
4) บริษัทมีความสามารถทางการแข่งขันเหนือกว่าคู่แข่งอย่างถาวร อาจจะด้วยเครื่องหมายการค้าที่ดีเยี่ยม มี Economies of Scale หรือ การมีเครือข่ายขนาดใหญ่ เป็นต้น 5) หุ้นมีราคาถูก วัดจากค่า PE หรือตัวเลขอื่น ๆ รวมถึงขนาดของมูลค่าตลาดหรือ Market Cap. ของหุ้น
ถ้าพบหุ้นที่เข้าข่ายคุณสมบัติดังกล่าว เราก็เพียงแต่เข้าไปซื้อและถือลงทุนไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ต้องทำอะไร ยกเว้นว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในคุณสมบัติทางธุรกิจซึ่งรวมถึงความสามารถในการแข่งขันที่อาจจะหายไปเพราะเทคโนโลยีใหม่มาทำลายมัน ส่วนการขึ้นลงของราคาหุ้นนั้น ไม่ใช่เงื่อนไขที่จะทำให้เราขายหุ้น
โดยปกติ ถ้าทุกอย่างยังเป็นไปตามเงื่อนไขหรือคุณสมบัติ 5 ข้อดังกล่าว เราก็คาดหวังได้ว่าหุ้นตัวนั้นจะให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวซัก 10 ปีขึ้นไปได้ในระดับปีละ 10-15% แบบทบต้น เป็นอย่างน้อย โดยในกรณีที่ดีสุดยอดนั้น ผมเคยเสนอไว้ว่า หุ้นระดับ “ซุปเปอร์สต็อก” จะโตขึ้นถึง 10 เท่าในเวลา 10 ปี หรือเท่ากับผลตอบแทนทบต้นปีละประมาณ 26% อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะในตลาดหุ้นไทย คงทำได้ยาก
ฟังดูแล้ว ดูเหมือนว่าเส้นทางการลงทุนหุ้นซุปเปอร์สต็อกจะไม่ได้ยากอะไร หาหุ้นซุปเปอร์สต็อกซัก 5 ตัว ซื้อแล้วถือไว้ 17 ปี ถ้าได้ผลตอบแทนทบต้นเฉลี่ยซักปีละ 14-15% พอร์ตก็โตขึ้น 10 เท่าแล้วโดยไม่ต้องทำอะไรมาก และถ้าถือยาวต่อไปเป็น 34 ปี พอร์ตก็จะโตขึ้นเป็น 100 เท่า วันที่เราเกษียณก็จะเป็นเศรษฐีอาจจะมีเงินเป็นพันล้านบาทถ้าเงินต้นที่เราเอาไปลงทุนเป็น 10 ล้านบาทขึ้นไป
แต่เส้นทางการลงทุนหุ้นซุปเปอร์สต็อกในโลกจริงนั้น ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มันเต็มไปด้วยกรวดและอุปสรรคมากมายและคนส่วนใหญ่คงไม่สามารถเดินไปถึงจุดหมายได้ ต้องเลิกกลางคันโดยการขายหุ้นทิ้งและอาจจะละทิ้งความคิดและความฝันบรรเจิดที่จะมีความมั่งคั่งและมีความสุขจากการลงทุนระยะยาวแบบ VI สไตล์บัฟเฟตต์ไปเลย
ผมจะยกตัวอย่างจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้ลงทุนในหุ้นซุปเปอร์สต็อกมานานหลายสิบปีแล้วจำนวน 3 ตัวว่า ในระหว่างที่ถือหุ้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ตัวแรกก็คือหุ้น CPALL ที่ผมถือมาน่าจะกว่า 15 ปีแล้ว วันที่เริ่มเข้าไปถือนั้น ผมก็เริ่มจะเห็นแล้วว่าร้านสะดวกซื้อของบริษัทกำลังเป็น “ผู้ชนะ” และเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วโดยการขยายสาขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกหัวระแหง กำไรต่อผู้ถือหุ้นก็สูงเนื่องจากไม่ต้องลงทุนมากในการขยายงานเพราะใช้วิธีเช่าแทนการซื้อที่ดิน การเติบโตนั้นคงโตต่อไปได้นานมาก เพราะประเทศไทยเพิ่งจะเริ่มมีธุรกิจแบบนี้ เช่นเดียวกัน บริษัทมีความได้เปรียบที่ถาวรเพราะขนาดที่ใหญ่กว่าคู่แข่งและมี Economies of Scale สูง ราคาหุ้นก็ไม่แพงเมื่อคิดจาก Market Cap. ไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาทในวันนั้น
ประมาณน่าจะ 10 ปีหลังจากซื้อ ราคาหุ้นขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็วจนมีราคาสูงที่สุดประมาณ 88 บาทต่อหุ้นในช่วงต้นปี 2561 ทำกำไรเกิน 10 เท่าจากราคาซื้อ แต่ผมก็ไม่ได้ขาย ผมมองว่ามันยังมีสถานะเป็นซุปเปอร์สต็อกอยู่ เพราะตลาดร้านสะดวกซื้อยังขยายได้อีกมาก ความแข็งแกร่งและความได้เปรียบอย่างถาวรยังคงอยู่ เพราะขนาดใหญ่กว่าคู่แข่งมากขึ้นไปอีก มีเพียงอย่างเดียวที่เปลี่ยนไปนั่นก็คือ ราคาหุ้นในตอนนั้นสูงขึ้นซึ่งทำให้ค่า PE ปรับตัวขึ้นไปน่าจะในระดับกว่า 30 เท่าขึ้นไปแล้วจากระดับที่ไม่เกิน 20 เท่าในตอนเริ่มต้น
หลังจากนั้น ราคาหุ้น CPALL ก็เริ่มตกลงมาเรื่อย ๆ อย่างยาวนาน ปัญหาหรืออุปสรรคต่อการขึ้นของราคาหุ้นเริ่มเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่ปัญหาทางเศรษฐกิจที่เติบโตช้าลงมากของไทย ไปถึงปัญหาของบริษัทที่เกิดปัญหาทางด้านบรรษัทภิบาลหลายครั้ง ไปถึงการควบรวมกิจการขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนว่าจะแพงกว่าพื้นฐานอีกหลายครั้ง ซึ่งทำให้ราคาหุ้นตกต่ำลงมาจนถึงปัจจุบันที่ราคาประมาณ 43 บาทต่อหุ้นหรือลดลงจากจุดสูงสุดถึงประมาณ 50% หมดสภาพการเป็น “ซุปเปอร์สต็อก” อย่างสิ้นเชิง
ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่ผลประกอบการของบริษัทยังดีและเติบโตต่อเนื่องมาตลอดจนทำให้ค่า PE ลดลงเหลือเพียง 12.4 เท่า และปันผลต่อปีอาจจะเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 4% เช่นเดียวกับกำไรของบริษัทต่อผู้ถือหุ้นที่สูงถึง 22.7% ต่อปี และความแข็งแกร่งและความสามารถในการแข่งขันที่ไม่ถอยลงเลย ถ้าจะสรุปง่าย ๆ ก็คือ ด้วยสถานะปัจจุบัน หุ้นก็ยังเข้าข่ายการเป็นหุ้นซุปเปอร์สต็อกอยู่ครบ เพียงแต่นักลงทุนจำนวนมากอาจจะไม่เชื่อเท่านั้นเอง
หุ้นตัวที่ 2 และ 3 เป็นหุ้นเวียตนาม ตัวแรกก็คือ หุ้น FPT หุ้นเทคโนโลยีหมายเลข 1 ของเวียตนามที่มีความสามารถในการแข่งขันระดับโลกในด้านของการเขียนซอฟท์แวร์เพราะคนเวียตนามที่มีความสามารถสูงและมีต้นทุนแรงงานที่ถูกเมื่อเทียบกับชาติอื่นเห็นได้จากการเติบโตของรายได้และกำไรอยู่ในระดับประมาณ 20% ต่อปีติดต่อกันหลายปี
และถ้ายังทำได้อย่างนั้นเรื่อย ๆ มันคงจะโตขึ้นเป็นบริษัทที่ใหญ่มากในอนาคตอย่างน้อย 10 ปีข้างหน้า ราคาหุ้นในวันที่ผมซื้อเมื่อ 4-5 ปีก่อนและทยอยซื้อต่อเนื่องนั้น มีค่า PE เฉลี่ยประมาณ 25 เท่า ซึ่งผมคิดว่าเป็นราคาที่ยุติธรรม
หลังจากซื้อ ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปมาก จาก 40 พันด่อง หรือประมาณ 51 บาทต่อหุ้น ในช่วงต้นปี 2022 กลายเป็นเกือบ 120 พันด่องในช่วงกลางปี 2024 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่า ในเวลา 2 ปีครึ่ง แสดงออกถึงศักยภาพหุ้นซุปเปอร์สต็อกอย่างสมบูรณ์ ผมถึงกับเชื่อว่ามันจะกลายเป็นหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นเวียตนามในวันหนึ่งคล้าย ๆ กับหุ้นซัมซุงของเกาหลี
แต่แล้ว หุ้น FPT ก็เริ่มประสบกับอุปสรรค ครั้งแรกก็จาก “สงครามการค้า” ของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ทำให้ยอดขายของบริษัทชะลอตัวลง ต่อมาหรืออาจจะก่อนหน้าด้วยซ้ำก็คือการมาของ AI ที่สามารถเขียนโค๊ดได้ดีและดีขึ้นเรื่อย ๆ ที่ทำให้คนเชื่อว่าธุรกิจเขียนโปรแกรมทำระบบ IT ที่เป็นธุรกิจหลักของบริษัทจะถูกดิสรัปท์หรือถูกทำลายได้ เพราะบริษัทที่ใช้บริการอาจจะเขียนโปรแกรมเองแทนที่จะจ้าง FPTทำให้
ตั้งแต่วันที่ราคาหุ้น FPT ขึ้นสู่จุดสูงสุด มันก็ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าไม่ใช่รวดเดียว บางทีตกลงมาแรงถึงเกือบ 30% มันก็ดีดตัวขึ้นบ้าง แต่เมื่อข่าวความสามารถของ AI รุ่นใหม่ในการเขียนโปรแกรมดีขึ้นไปอีก ราคาก็ตกกลับลงมาใหม่ที่ต่ำกว่าเดิม จนถึงวันนี้ราคาหุ้น FPT ลดเหลือประมาณ 60 พันด่อง หรือเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของราคาพีกที่เกือบ 120 พันด่องเมื่อ 2 ปีก่อน
ความเชื่อว่า FPT จะถูกทำลายโดย AI นั้น ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ตรงกันข้าม ในโลกแห่งความเป็นจริงก็คือ รายได้และกำไรของ FPT โดยเฉพาะการรับจ้างเขียนโปรแกรมกำลังเติบโตขึ้นประมาณ 20% ต่อปีแบบที่เคยเป็นมา และการรับงานใหม่ซึ่งเป็นแบ็คล็อกหรือปริมาณงานสะสมของบริษัทนั้นกลับโตขึ้นถึง 30% นอกจากนั้น งานด้าน AI ที่บริษัทเริ่มจะให้บริการเรียกว่า “AI Factory” ที่ใช้ชิพของเอ็นวิเดีย ก็โตได้ดีจนใกล้ถึงจุดคุ้มทุนแล้ว ในด้านของบริษัทเองดูเหมือนว่าพวกเขาจะ “มีความสุข” กับสถานการณ์ขณะนี้
ตัวเลขผลประกอบการและหุ้น FPT ล่าสุดก็คือ รายได้และกำไรโตระดับ 20% ต่อปี และน่าจะโตได้ต่อเนื่องยาวนาน ธุรกิจมีคุณภาพคือมีกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นประมาณ 28.5% ต่อปี Market Cap ของบริษัทอยู่ที่ 109,183 พันล้านด่องหรือประมาณ 140,000 ล้านบาท ค่า PE เหลือเพียง 10.9 เท่า ซึ่งตรงตามคุณสมบัติของการเป็นซุปเปอร์สต็อกแน่นอน ประเด็นเดียวที่เป็นความเสี่ยงก็คือ การถูกดิสรัปท์โดย AI ในอนาคตและบริษัทไม่สามารถปรับตัวรับกับมันได้
หุ้นตัวที่ 3 ก็คือ หุ้น MWG หรือโมไบล์เวิลด์ “เจ้าพ่อค้าปลีก” ที่ขายโทรศัพท์มือถือและเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านรวมถึงการทำซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กที่ใหญ่ที่สุดของเวียตนาม ที่มียอดขายปีที่แล้วประมาณ 2 แสนล้านบาทในปี 2025 และปีนี้คาดว่าจะโตขึ้นอีก 30% อานิสงค์จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจและการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เริ่มนิยมเข้าซื้อของในร้านค้าปลีกสมัยใหม่แทนที่ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม
หุ้น MWG นั้น ต้องบอกว่าเข้าข่ายเป็นซุปเปอร์สต็อกตั้งแต่วันที่ผมเข้าลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามเต็มตัวและแทบจะตั้งแต่ MWG เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นวันแรก ในตอนนั้นผมเองยังไม่ซื้อเพราะยังเกี่ยงเรื่องค่า PE ที่ค่อนข้างสูง กับอีกประเด็นหนึ่งก็คือ มันมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติเต็ม ถ้าผมจะซื้อก็ต้องจ่ายพรีเมียมเพิ่มจากราคาตลาดประมาณ 30%
อย่างไรก็ตาม หลังจากเวลาผ่านไปและผลการดำเนินงานของบริษัทดีขึ้นต่อเนื่องและเติบโตอย่างรวดเร็ว รวมถึงการที่บริษัทขยายไปขายสินค้าใหม่ ๆ รวมถึงการทำซุปเปอร์มาร์เก็ต ผมก็ทนไม่ไหว ต้องยอมซื้อหุ้นในราคาสูงกว่าตลาด 30% เป็นจำนวนมาก แต่ราคาหุ้นก็เพิ่มขึ้นตามจนผมไม่ขาดทุน
ถึงแม้ว่าหุ้น MWG จะไม่เคยเจออุปสรรคใหญ่ ๆ ราคาก็เคยปรับตัวลงในระดับ 30-40% เป็นระยะ ๆ และราคาหุ้นเคยสูงสุดที่ประมาณ 85 พันด่องและก็ตกลงมาจนถึงช่วงเร็ว ๆ นี้ที่76 พันด่อง ซึ่งทำให้คนที่ทนการขาดทุนไม่ไหวขายหุ้นทิ้ง
ตัวเลขล่าสุดของหุ้น MWG ก็คือ ROE ประมาณ 25% ต่อปี ยอดขายและกำไรโตระดับ 30% Market Cap. อยู่ที่ประมาณ 145,000 ล้านบาท ซึ่งผมคิดว่าบริษัทจะสามารถโตไปได้อีกมากเมื่อคิดว่าบริษัทครองตลาดค้าปลีกที่น่าจะมีขนาดใหญ่เป็นล้านล้านบาทได้ในอนาคต ค่า PE ของหุ้นลดลงเหลือเพียง 11.4 เท่า ความเข้มแข็งและความได้เปรียบเนื่องจากขนาดธุรกิจที่ใหญ่กว่าคู่แข่งมากจะเป็นคูเมืองที่ป้องกันคู่แข่งได้ ในความเห็นผม นี่คือซุปเปอร์สต็อกที่ชัดเจนมาก อย่างไรก็ตาม การซื้อหุ้นสำหรับต่างชาติยังคงต้องจ่ายค่าพรีเมียม แต่ช่วงนี้เหลือเพียงประมาณ 7% แต่ก็หาคนขายยาก
10 ต.ค 2569
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
เส้นทางลงทุนหุ้นซุปเปอร์สต็อก ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
4) บริษัทมีความสามารถทางการแข่งขันเหนือกว่าคู่แข่งอย่างถาวร อาจจะด้วยเครื่องหมายการค้าที่ดีเยี่ยม มี Economies of Scale หรือ การมีเครือข่ายขนาดใหญ่ เป็นต้น 5) หุ้นมีราคาถูก วัดจากค่า PE หรือตัวเลขอื่น ๆ รวมถึงขนาดของมูลค่าตลาดหรือ Market Cap. ของหุ้น
ถ้าพบหุ้นที่เข้าข่ายคุณสมบัติดังกล่าว เราก็เพียงแต่เข้าไปซื้อและถือลงทุนไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ต้องทำอะไร ยกเว้นว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในคุณสมบัติทางธุรกิจซึ่งรวมถึงความสามารถในการแข่งขันที่อาจจะหายไปเพราะเทคโนโลยีใหม่มาทำลายมัน ส่วนการขึ้นลงของราคาหุ้นนั้น ไม่ใช่เงื่อนไขที่จะทำให้เราขายหุ้น
โดยปกติ ถ้าทุกอย่างยังเป็นไปตามเงื่อนไขหรือคุณสมบัติ 5 ข้อดังกล่าว เราก็คาดหวังได้ว่าหุ้นตัวนั้นจะให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวซัก 10 ปีขึ้นไปได้ในระดับปีละ 10-15% แบบทบต้น เป็นอย่างน้อย โดยในกรณีที่ดีสุดยอดนั้น ผมเคยเสนอไว้ว่า หุ้นระดับ “ซุปเปอร์สต็อก” จะโตขึ้นถึง 10 เท่าในเวลา 10 ปี หรือเท่ากับผลตอบแทนทบต้นปีละประมาณ 26% อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะในตลาดหุ้นไทย คงทำได้ยาก
ฟังดูแล้ว ดูเหมือนว่าเส้นทางการลงทุนหุ้นซุปเปอร์สต็อกจะไม่ได้ยากอะไร หาหุ้นซุปเปอร์สต็อกซัก 5 ตัว ซื้อแล้วถือไว้ 17 ปี ถ้าได้ผลตอบแทนทบต้นเฉลี่ยซักปีละ 14-15% พอร์ตก็โตขึ้น 10 เท่าแล้วโดยไม่ต้องทำอะไรมาก และถ้าถือยาวต่อไปเป็น 34 ปี พอร์ตก็จะโตขึ้นเป็น 100 เท่า วันที่เราเกษียณก็จะเป็นเศรษฐีอาจจะมีเงินเป็นพันล้านบาทถ้าเงินต้นที่เราเอาไปลงทุนเป็น 10 ล้านบาทขึ้นไป
แต่เส้นทางการลงทุนหุ้นซุปเปอร์สต็อกในโลกจริงนั้น ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มันเต็มไปด้วยกรวดและอุปสรรคมากมายและคนส่วนใหญ่คงไม่สามารถเดินไปถึงจุดหมายได้ ต้องเลิกกลางคันโดยการขายหุ้นทิ้งและอาจจะละทิ้งความคิดและความฝันบรรเจิดที่จะมีความมั่งคั่งและมีความสุขจากการลงทุนระยะยาวแบบ VI สไตล์บัฟเฟตต์ไปเลย
ผมจะยกตัวอย่างจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้ลงทุนในหุ้นซุปเปอร์สต็อกมานานหลายสิบปีแล้วจำนวน 3 ตัวว่า ในระหว่างที่ถือหุ้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ตัวแรกก็คือหุ้น CPALL ที่ผมถือมาน่าจะกว่า 15 ปีแล้ว วันที่เริ่มเข้าไปถือนั้น ผมก็เริ่มจะเห็นแล้วว่าร้านสะดวกซื้อของบริษัทกำลังเป็น “ผู้ชนะ” และเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วโดยการขยายสาขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกหัวระแหง กำไรต่อผู้ถือหุ้นก็สูงเนื่องจากไม่ต้องลงทุนมากในการขยายงานเพราะใช้วิธีเช่าแทนการซื้อที่ดิน การเติบโตนั้นคงโตต่อไปได้นานมาก เพราะประเทศไทยเพิ่งจะเริ่มมีธุรกิจแบบนี้ เช่นเดียวกัน บริษัทมีความได้เปรียบที่ถาวรเพราะขนาดที่ใหญ่กว่าคู่แข่งและมี Economies of Scale สูง ราคาหุ้นก็ไม่แพงเมื่อคิดจาก Market Cap. ไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาทในวันนั้น
ประมาณน่าจะ 10 ปีหลังจากซื้อ ราคาหุ้นขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็วจนมีราคาสูงที่สุดประมาณ 88 บาทต่อหุ้นในช่วงต้นปี 2561 ทำกำไรเกิน 10 เท่าจากราคาซื้อ แต่ผมก็ไม่ได้ขาย ผมมองว่ามันยังมีสถานะเป็นซุปเปอร์สต็อกอยู่ เพราะตลาดร้านสะดวกซื้อยังขยายได้อีกมาก ความแข็งแกร่งและความได้เปรียบอย่างถาวรยังคงอยู่ เพราะขนาดใหญ่กว่าคู่แข่งมากขึ้นไปอีก มีเพียงอย่างเดียวที่เปลี่ยนไปนั่นก็คือ ราคาหุ้นในตอนนั้นสูงขึ้นซึ่งทำให้ค่า PE ปรับตัวขึ้นไปน่าจะในระดับกว่า 30 เท่าขึ้นไปแล้วจากระดับที่ไม่เกิน 20 เท่าในตอนเริ่มต้น
หลังจากนั้น ราคาหุ้น CPALL ก็เริ่มตกลงมาเรื่อย ๆ อย่างยาวนาน ปัญหาหรืออุปสรรคต่อการขึ้นของราคาหุ้นเริ่มเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่ปัญหาทางเศรษฐกิจที่เติบโตช้าลงมากของไทย ไปถึงปัญหาของบริษัทที่เกิดปัญหาทางด้านบรรษัทภิบาลหลายครั้ง ไปถึงการควบรวมกิจการขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนว่าจะแพงกว่าพื้นฐานอีกหลายครั้ง ซึ่งทำให้ราคาหุ้นตกต่ำลงมาจนถึงปัจจุบันที่ราคาประมาณ 43 บาทต่อหุ้นหรือลดลงจากจุดสูงสุดถึงประมาณ 50% หมดสภาพการเป็น “ซุปเปอร์สต็อก” อย่างสิ้นเชิง
ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่ผลประกอบการของบริษัทยังดีและเติบโตต่อเนื่องมาตลอดจนทำให้ค่า PE ลดลงเหลือเพียง 12.4 เท่า และปันผลต่อปีอาจจะเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 4% เช่นเดียวกับกำไรของบริษัทต่อผู้ถือหุ้นที่สูงถึง 22.7% ต่อปี และความแข็งแกร่งและความสามารถในการแข่งขันที่ไม่ถอยลงเลย ถ้าจะสรุปง่าย ๆ ก็คือ ด้วยสถานะปัจจุบัน หุ้นก็ยังเข้าข่ายการเป็นหุ้นซุปเปอร์สต็อกอยู่ครบ เพียงแต่นักลงทุนจำนวนมากอาจจะไม่เชื่อเท่านั้นเอง
หุ้นตัวที่ 2 และ 3 เป็นหุ้นเวียตนาม ตัวแรกก็คือ หุ้น FPT หุ้นเทคโนโลยีหมายเลข 1 ของเวียตนามที่มีความสามารถในการแข่งขันระดับโลกในด้านของการเขียนซอฟท์แวร์เพราะคนเวียตนามที่มีความสามารถสูงและมีต้นทุนแรงงานที่ถูกเมื่อเทียบกับชาติอื่นเห็นได้จากการเติบโตของรายได้และกำไรอยู่ในระดับประมาณ 20% ต่อปีติดต่อกันหลายปี
และถ้ายังทำได้อย่างนั้นเรื่อย ๆ มันคงจะโตขึ้นเป็นบริษัทที่ใหญ่มากในอนาคตอย่างน้อย 10 ปีข้างหน้า ราคาหุ้นในวันที่ผมซื้อเมื่อ 4-5 ปีก่อนและทยอยซื้อต่อเนื่องนั้น มีค่า PE เฉลี่ยประมาณ 25 เท่า ซึ่งผมคิดว่าเป็นราคาที่ยุติธรรม
หลังจากซื้อ ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปมาก จาก 40 พันด่อง หรือประมาณ 51 บาทต่อหุ้น ในช่วงต้นปี 2022 กลายเป็นเกือบ 120 พันด่องในช่วงกลางปี 2024 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่า ในเวลา 2 ปีครึ่ง แสดงออกถึงศักยภาพหุ้นซุปเปอร์สต็อกอย่างสมบูรณ์ ผมถึงกับเชื่อว่ามันจะกลายเป็นหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นเวียตนามในวันหนึ่งคล้าย ๆ กับหุ้นซัมซุงของเกาหลี
แต่แล้ว หุ้น FPT ก็เริ่มประสบกับอุปสรรค ครั้งแรกก็จาก “สงครามการค้า” ของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ทำให้ยอดขายของบริษัทชะลอตัวลง ต่อมาหรืออาจจะก่อนหน้าด้วยซ้ำก็คือการมาของ AI ที่สามารถเขียนโค๊ดได้ดีและดีขึ้นเรื่อย ๆ ที่ทำให้คนเชื่อว่าธุรกิจเขียนโปรแกรมทำระบบ IT ที่เป็นธุรกิจหลักของบริษัทจะถูกดิสรัปท์หรือถูกทำลายได้ เพราะบริษัทที่ใช้บริการอาจจะเขียนโปรแกรมเองแทนที่จะจ้าง FPTทำให้
ตั้งแต่วันที่ราคาหุ้น FPT ขึ้นสู่จุดสูงสุด มันก็ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าไม่ใช่รวดเดียว บางทีตกลงมาแรงถึงเกือบ 30% มันก็ดีดตัวขึ้นบ้าง แต่เมื่อข่าวความสามารถของ AI รุ่นใหม่ในการเขียนโปรแกรมดีขึ้นไปอีก ราคาก็ตกกลับลงมาใหม่ที่ต่ำกว่าเดิม จนถึงวันนี้ราคาหุ้น FPT ลดเหลือประมาณ 60 พันด่อง หรือเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของราคาพีกที่เกือบ 120 พันด่องเมื่อ 2 ปีก่อน
ความเชื่อว่า FPT จะถูกทำลายโดย AI นั้น ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ตรงกันข้าม ในโลกแห่งความเป็นจริงก็คือ รายได้และกำไรของ FPT โดยเฉพาะการรับจ้างเขียนโปรแกรมกำลังเติบโตขึ้นประมาณ 20% ต่อปีแบบที่เคยเป็นมา และการรับงานใหม่ซึ่งเป็นแบ็คล็อกหรือปริมาณงานสะสมของบริษัทนั้นกลับโตขึ้นถึง 30% นอกจากนั้น งานด้าน AI ที่บริษัทเริ่มจะให้บริการเรียกว่า “AI Factory” ที่ใช้ชิพของเอ็นวิเดีย ก็โตได้ดีจนใกล้ถึงจุดคุ้มทุนแล้ว ในด้านของบริษัทเองดูเหมือนว่าพวกเขาจะ “มีความสุข” กับสถานการณ์ขณะนี้
ตัวเลขผลประกอบการและหุ้น FPT ล่าสุดก็คือ รายได้และกำไรโตระดับ 20% ต่อปี และน่าจะโตได้ต่อเนื่องยาวนาน ธุรกิจมีคุณภาพคือมีกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นประมาณ 28.5% ต่อปี Market Cap ของบริษัทอยู่ที่ 109,183 พันล้านด่องหรือประมาณ 140,000 ล้านบาท ค่า PE เหลือเพียง 10.9 เท่า ซึ่งตรงตามคุณสมบัติของการเป็นซุปเปอร์สต็อกแน่นอน ประเด็นเดียวที่เป็นความเสี่ยงก็คือ การถูกดิสรัปท์โดย AI ในอนาคตและบริษัทไม่สามารถปรับตัวรับกับมันได้
หุ้นตัวที่ 3 ก็คือ หุ้น MWG หรือโมไบล์เวิลด์ “เจ้าพ่อค้าปลีก” ที่ขายโทรศัพท์มือถือและเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านรวมถึงการทำซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กที่ใหญ่ที่สุดของเวียตนาม ที่มียอดขายปีที่แล้วประมาณ 2 แสนล้านบาทในปี 2025 และปีนี้คาดว่าจะโตขึ้นอีก 30% อานิสงค์จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจและการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เริ่มนิยมเข้าซื้อของในร้านค้าปลีกสมัยใหม่แทนที่ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม
หุ้น MWG นั้น ต้องบอกว่าเข้าข่ายเป็นซุปเปอร์สต็อกตั้งแต่วันที่ผมเข้าลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามเต็มตัวและแทบจะตั้งแต่ MWG เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นวันแรก ในตอนนั้นผมเองยังไม่ซื้อเพราะยังเกี่ยงเรื่องค่า PE ที่ค่อนข้างสูง กับอีกประเด็นหนึ่งก็คือ มันมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติเต็ม ถ้าผมจะซื้อก็ต้องจ่ายพรีเมียมเพิ่มจากราคาตลาดประมาณ 30%
อย่างไรก็ตาม หลังจากเวลาผ่านไปและผลการดำเนินงานของบริษัทดีขึ้นต่อเนื่องและเติบโตอย่างรวดเร็ว รวมถึงการที่บริษัทขยายไปขายสินค้าใหม่ ๆ รวมถึงการทำซุปเปอร์มาร์เก็ต ผมก็ทนไม่ไหว ต้องยอมซื้อหุ้นในราคาสูงกว่าตลาด 30% เป็นจำนวนมาก แต่ราคาหุ้นก็เพิ่มขึ้นตามจนผมไม่ขาดทุน
ถึงแม้ว่าหุ้น MWG จะไม่เคยเจออุปสรรคใหญ่ ๆ ราคาก็เคยปรับตัวลงในระดับ 30-40% เป็นระยะ ๆ และราคาหุ้นเคยสูงสุดที่ประมาณ 85 พันด่องและก็ตกลงมาจนถึงช่วงเร็ว ๆ นี้ที่76 พันด่อง ซึ่งทำให้คนที่ทนการขาดทุนไม่ไหวขายหุ้นทิ้ง
ตัวเลขล่าสุดของหุ้น MWG ก็คือ ROE ประมาณ 25% ต่อปี ยอดขายและกำไรโตระดับ 30% Market Cap. อยู่ที่ประมาณ 145,000 ล้านบาท ซึ่งผมคิดว่าบริษัทจะสามารถโตไปได้อีกมากเมื่อคิดว่าบริษัทครองตลาดค้าปลีกที่น่าจะมีขนาดใหญ่เป็นล้านล้านบาทได้ในอนาคต ค่า PE ของหุ้นลดลงเหลือเพียง 11.4 เท่า ความเข้มแข็งและความได้เปรียบเนื่องจากขนาดธุรกิจที่ใหญ่กว่าคู่แข่งมากจะเป็นคูเมืองที่ป้องกันคู่แข่งได้ ในความเห็นผม นี่คือซุปเปอร์สต็อกที่ชัดเจนมาก อย่างไรก็ตาม การซื้อหุ้นสำหรับต่างชาติยังคงต้องจ่ายค่าพรีเมียม แต่ช่วงนี้เหลือเพียงประมาณ 7% แต่ก็หาคนขายยาก