ที่ผ่านเรามักจะเห็นคลิปใน youtube เกี่ยวกับเซียนหุ้นชื่อดังของไทย ที่ออกมาเล่าประสพการณ์ในการปั้น port ของตัวเองโดยเริ่มต้นด้วยเงินหลักแสนจนกลายมาเป็นร้อยล้านภายในระยะเวลาแค่ 10 ปี วันนี้อยากจะมาชวนวิเคราะห์กันว่า โอกาสที่เราจะทำได้สำเร็จอย่างเซียนหุ้นเหล่านั้น มีโอกาสมากน้อยแค่ไหน
การลงทุนจากเงินหลักแสนให้กลายเป็นหลักร้อยล้านภายใน 10 ปี "เป็นไปได้ในทางทฤษฎี แต่เกิดขึ้นได้ยากมากในความเป็นจริง" และมีผู้ที่ทำสำเร็จเพียงจำนวนน้อยนิดในระดับ "หนึ่งในล้าน" เท่านั้น
หากเราคำนวณตามหลักคณิตศาสตร์ทางการเงิน การจะปั้นเงิน 500,000 บาท ให้กลายเป็น 100,000,000 บาท ภายในเวลา 10 ปี พอร์ตของคุณจะต้องเติบโตเฉลี่ยทบต้น (CAGR) สูงถึงประมาณ 70% ต่อปีติดต่อกันทุกปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าสถิติของนักลงทุนระดับโลกอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ (ที่ทำได้เฉลี่ยประมาณ 20% ต่อปี) อย่างมหาศาล
หากใช้กลยุทธ์ซื้อและถือหุ้นระยะยาว (Long-term Investment) โอกาสแทบจะเป็นศูนย์ ยกเว้นแต่คุณจะเจอ "หุ้นเปลี่ยนชีวิต" (Super Growth Stock) หรือหุ้นที่โตเป็นร้อยๆ เท่าใน 10 ปี และคุณต้องทุ่มเงินทั้งก้อนซื้อหุ้นตัวนั้นเพียงตัวเดียว (Concentrated Portfolio) พร้อมทั้งทนถือผ่านความผันผวนโดยไม่ขายไปก่อน ซึ่งในทางปฏิบัติมีความเสี่ยงสูงมากที่ธุรกิจนั้นจะล้มละลายและเงินแสนของคุณจะกลายเป็นศูนย์ ในกรณีนี้น่าจะเหมือน ดร นิเวศน์ ที่แกทุ่มซื้อหุ้น value stock ตอนวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 แบบ all-in แล้วก็ถือยาวมากว่า 20 ปี โดยไม่ยอมขาย อันนี้จะนับไปแกก็น่าจะเป็นนักลงุทน 1 ในล้านในทางสถิติอย่างที่ว่า
หากเป็นตลาดอนุพันธ์ เช่น TFEX, Options หรือการเทรดแบบ Day Trade ที่มีอัตราทด (Leverage) สูง เส้นทางนี้เป็นไปได้มากกว่าการซื้อหุ้นสามัญธรรมดา เพราะสามารถทำกำไรขาขึ้นและขาลงได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องแลกมาคือ "ความเสี่ยงขั้นสูงสุด" เพราะด้วย leverage ที่สูงระดับ 10 เท่า หากคาดการณ์ผิดทางเพียงไม่กี่ครั้ง เงินทุนหลักแสนสามารถมลายหายไปในเวลาเพียงไม่กี่นาที เคสนี้ยังไม่เคยเห็นเซียนหุ้นไทยคนไหนออกมาเคลมว่าเคยรวยด้วยเส้นทางนี้
คนที่ทำได้จริง (ซึ่งมักจะเป็นกรณีศึกษาที่ถูกยกย่องตามหน้าสื่อ) พวกเขาไม่ได้พึ่งพาแค่โชค แต่ต้องมีองค์ประกอบเหล่านี้ของ ทักษะขั้นเซียน: มีระบบเทรดที่เฉียบคม เข้าใจจิตวิทยาตลาดอย่างลึกซึ้ง และมีวินัยการตัดขาดทุน (Stop Loss) ที่เคร่งครัด ใช้พลังของ Leverage นำกำไรที่ได้ไปทบต้นในสินทรัพย์ที่มีอัตราทดสูงอย่างต่อเนื่องโดยไม่พลาดพลั้งรุนแรง จังหวะเวลา (Market Timing): เริ่มต้นเทรดในช่วงที่ตลาดเกิดวิกฤตครั้งใหญ่แล้วฟื้นตัวเป็นขาขึ้นรอบใหญ่พอดี คุณสมบัติเหล่านี้จึงเป็นมากกว่าแค่โชคดีอย่างที่หลายคนคิดกันของเหล่าบรรดาเซียนหุ้นร้อยล้านที่เราเห็นในสื่อ
การลงุทนในหุ้นหรืออนุพันธ์ ด้วยเงินทุนหลักแสนแล้วได้กำไรเป็นหลักร้อยล้านภายในระยะเวลาแค่ 10 ปี เป็นไปได้จริงหรือ?
การลงทุนจากเงินหลักแสนให้กลายเป็นหลักร้อยล้านภายใน 10 ปี "เป็นไปได้ในทางทฤษฎี แต่เกิดขึ้นได้ยากมากในความเป็นจริง" และมีผู้ที่ทำสำเร็จเพียงจำนวนน้อยนิดในระดับ "หนึ่งในล้าน" เท่านั้น
หากเราคำนวณตามหลักคณิตศาสตร์ทางการเงิน การจะปั้นเงิน 500,000 บาท ให้กลายเป็น 100,000,000 บาท ภายในเวลา 10 ปี พอร์ตของคุณจะต้องเติบโตเฉลี่ยทบต้น (CAGR) สูงถึงประมาณ 70% ต่อปีติดต่อกันทุกปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าสถิติของนักลงทุนระดับโลกอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ (ที่ทำได้เฉลี่ยประมาณ 20% ต่อปี) อย่างมหาศาล
หากใช้กลยุทธ์ซื้อและถือหุ้นระยะยาว (Long-term Investment) โอกาสแทบจะเป็นศูนย์ ยกเว้นแต่คุณจะเจอ "หุ้นเปลี่ยนชีวิต" (Super Growth Stock) หรือหุ้นที่โตเป็นร้อยๆ เท่าใน 10 ปี และคุณต้องทุ่มเงินทั้งก้อนซื้อหุ้นตัวนั้นเพียงตัวเดียว (Concentrated Portfolio) พร้อมทั้งทนถือผ่านความผันผวนโดยไม่ขายไปก่อน ซึ่งในทางปฏิบัติมีความเสี่ยงสูงมากที่ธุรกิจนั้นจะล้มละลายและเงินแสนของคุณจะกลายเป็นศูนย์ ในกรณีนี้น่าจะเหมือน ดร นิเวศน์ ที่แกทุ่มซื้อหุ้น value stock ตอนวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 แบบ all-in แล้วก็ถือยาวมากว่า 20 ปี โดยไม่ยอมขาย อันนี้จะนับไปแกก็น่าจะเป็นนักลงุทน 1 ในล้านในทางสถิติอย่างที่ว่า
หากเป็นตลาดอนุพันธ์ เช่น TFEX, Options หรือการเทรดแบบ Day Trade ที่มีอัตราทด (Leverage) สูง เส้นทางนี้เป็นไปได้มากกว่าการซื้อหุ้นสามัญธรรมดา เพราะสามารถทำกำไรขาขึ้นและขาลงได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องแลกมาคือ "ความเสี่ยงขั้นสูงสุด" เพราะด้วย leverage ที่สูงระดับ 10 เท่า หากคาดการณ์ผิดทางเพียงไม่กี่ครั้ง เงินทุนหลักแสนสามารถมลายหายไปในเวลาเพียงไม่กี่นาที เคสนี้ยังไม่เคยเห็นเซียนหุ้นไทยคนไหนออกมาเคลมว่าเคยรวยด้วยเส้นทางนี้
คนที่ทำได้จริง (ซึ่งมักจะเป็นกรณีศึกษาที่ถูกยกย่องตามหน้าสื่อ) พวกเขาไม่ได้พึ่งพาแค่โชค แต่ต้องมีองค์ประกอบเหล่านี้ของ ทักษะขั้นเซียน: มีระบบเทรดที่เฉียบคม เข้าใจจิตวิทยาตลาดอย่างลึกซึ้ง และมีวินัยการตัดขาดทุน (Stop Loss) ที่เคร่งครัด ใช้พลังของ Leverage นำกำไรที่ได้ไปทบต้นในสินทรัพย์ที่มีอัตราทดสูงอย่างต่อเนื่องโดยไม่พลาดพลั้งรุนแรง จังหวะเวลา (Market Timing): เริ่มต้นเทรดในช่วงที่ตลาดเกิดวิกฤตครั้งใหญ่แล้วฟื้นตัวเป็นขาขึ้นรอบใหญ่พอดี คุณสมบัติเหล่านี้จึงเป็นมากกว่าแค่โชคดีอย่างที่หลายคนคิดกันของเหล่าบรรดาเซียนหุ้นร้อยล้านที่เราเห็นในสื่อ