[ รีวิวหนังดี ] Digger (2026)



++ "เหนือชั้น แสบสัน และ งดงาม" นี่คือคำนิยามของ จขกท. สำหรับ Digger เรื่องนี้ บอกเลยว่าถ้าคุณคาดหวังว่าจะได้ดูหนังแบบธรรมดา ๆ จาก ผกก. ที่คว้ารางวัลออสการ์ได้แบบ back to back จาก Birdman (2014) และ The Revenant (2015) แสดงว่าคุณยังไม่รู้จักเขาดีพอ ในความรู้สึกหลังดูของ จขกท. Iñárritu เล่นท่ายากแบบคะแนน X3 สำหรับหนังเรื่องนี้ แต่จะเป็นแบบไหน ตามมารีวิวกันเลยครับ...

++ สิ่งที่ จขกท. แปลกใจ คือ ทำไมหนังเรื่องนี้นักวิจารณ์เมืองนอกถึงได้กดคะแนนกันจัง คะแนนใน IMDB อยู่ที่ประมาณ 7.3 ถือว่าไม่เลวนะ แต่มะเขือเน่าได้คะแนนฝั่งนักวิจารณ์ไปแค่ 51% ส่วนฝั่งคนดูอยู่ที่ 71% หนังเปิดตัวในอเมริกาไปแค่ 8 ล้านเหรียญ และทำรายได้นอกอเมริกาในสัปดาห์แรกไป 12 ล้านเหรียญ ในขณะที่ทุนสร้างอยู่ที่ 140 - 180 ล้านเหรียญ ซึ่งหลังจากที่ดูหนังจบแล้ว ต้องบอกว่า Production ขนาดนี้ ทุนสร้างขนาดนี้ไม่ได้สูงเลย ดังนั้น หนังต้องทำเงินถึง 350 ล้านเหรียญอัพ เพื่อแค่ไม่ให้ขาดทุน แต่เปิดมาแบบนี้ ตายหยั่งเขียดสถานเดียวครับ...



++ Digger เป็นผลงานของ Alejandro G. Iñárritu ผกก. เม็กซิกัน วัย 63 ปี ที่ผลงานหนังของเขาเคยคว้ารางวัลออสการ์และลูกโลกทองคำมาแล้วอย่างละ 8 ตัว!!! พ่วงด้วย 6 รางวัล BAFTA จากฝั่งอังกฤษอีก แน่นอน! เขามีผลงานเด่น ๆ มากมาย เช่น Amores perros (2000), 21 Grams (2003), Babel (2006), Biutiful (2010), Birdman (2014), The Revenant (2015) และ Bardo (2022) โดยหนังส่วนใหญ่ของเขาจะเป็นแนว Psychological Drama ที่พูดถึงสภาวะความเป็นมนุษย์ เช่นเรื่องอารมณ์ เพศ ความทะเยอทะยาน พัฒนาการของการดำเนินชีวิต ศีลธรรม อะไรแบบนี้ ซึ่งสำหรับหนังเรื่อง Digger นี้ ก็ได้ Tom Cruise พระเอกของเรื่องมาร่วมโปรดิวซ์ด้วย (ระยะหลังสังเกตุว่าดาราดัง ๆ นั้น มามีส่วนร่วมในการโปรดิวซ์งานที่ตัวเองเล่นเยอะมาก)...



++ หนังเปิดเรื่องมาพบกับ Digger Rockwell (Tom Cruise) เศรษฐีเจ้าของกิจการปิโตรเลียมและพลังงาน ที่ได้รับแจ้งข่าวว่า แท่นขุดเจาะในกรีนแลนด์ของเขากำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่ นั่นคือก๊าซมีเทนจำนวนมหาศาลได้ปะทุระเบิดขึ้นมา ส่งผลให้ก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมา ใหญ่กว่ากรุงวอชิงตันดีซี 5 เท่า ได้แตกออกและกำลังลอยมุ่งหน้ามาปะทะกับแผ่นดินทวีปยุโรป อันจะส่งผลให้เกิดสึนามิและน้ำท่วมไปทั่วทั้งทวีป เขาและทีมงานรัฐบาลสหรัฐฯจึงต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อกอบกู้โลกจากมหันตภัยนี้ให้ได้...



++ พอได้ดูหนังแล้ว จขกท. ต้องบอกว่า มันเป็นอะไรที่สุดยอดมาก หนังเรื่องนี้ได้รวบรวมเอาความเป็นสุดยอดในงาน Cinematography เอาไว้แทบทุกหัวข้อ เอาเป็นว่าเอ่ยขึ้นมาได้แล้ว ยอดเยี่ยมไปหมด ตัวหนังเป็นแนว Satirical Black Comedy หรือหนังสุขนาฎกรรมแบบเสียดสี ตลกร้าย โดยความหมายของคำว่า "เสียดสี" ในที่นี้ คือ เสียดสีจริง ๆ หนังมุ่งหน้าจิกกัดทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ ตั้งแต่ การเมือง ธุรกิจ นักลงทุน การทหาร กฎหมาย สิ่งแวดล้อม ความเชื่อ ศาสนา เชื้อชาติ วงการบันเทิง ภูมิรัฐศาสตร์ ฯลฯ แม้กระทั่งประชาชนคนเดินดินแบบเรา ๆ ก็ไม่รอดที่จะโดนจิกกัดเสียดสีตลกร้ายเช่นกัน เรียกว่ารันไปทุกวงการจริง ๆ แล้วเป็นการเสียดสีจิกกัดแบบโต้ง ๆ ไม่ต้องเล่นสัญญะอะไรให้ตีความเมื่อยสมองกันแลัว ตรงนี้หรือเปล่า ที่ทำให้นักวิจารณ์ไม่ชอบ เพราะมันอาจจะพูดตรงเกินไป จนทำให้คิดว่าคนดูไม่ได้ใช้สมองไตร่ตรองเท่าที่ควร อิอิ ล้อเล่นนะครับ อย่าซีเรียส...

++ ภาพรวมของการเล่าเรื่องและบทหนังเต็มไปด้วยบทสนทนาจำนวนมากมายมหาศาล บทพูดในหนังเรื่องนี้เรื่องเดียว อาจจะเท่ากับบทพูดในหนังธรรมดาเรื่องอื่น 2 - 3 เรื่องได้มั้ง (พูดแบบเว่อร์ ๆ ไว้ก่อน) แต่สิ่งที่เหนือชั้นแบบสุดขีด คือ รูปแบบการเล่าเรื่อง จขกท. บอกเลยว่าถ้าคุณได้เข้าไปดูหนังเรื่องนี้ ตอนฉาก climax ที่เป็นทีเด็ดของเรื่อง คุณจะเหมือนโดนถีบใส่ยอดหน้าเข้าอย่างจัง แบบว่า แม่เอ้ย! ทำกับคนดูแบบนี้ได้อย่างไร เล่นเอาคนดู ๆ โง่ไปเลยครับ ส่วนงานสร้างนั้นอย่างที่บอก มันดีแทบทุกอย่าง ภาพสวย setting อลังการ ซาวด์เริ่ด โดยเฉพาะเสียงธรรมชาติต่าง ๆ และเสียงซาวด์ที่ให้จังหวะ โคตะระกวนได้ใจ จขกท. นั่งฟังซาวด์จนจบ end credit อ่ะคิดดู งานออกแบบศิลป์สวยมาก งดงาม ถึงได้บอกว่างบประมาณที่บอกมาไม่แพงเลย คุ้มค่ามาก...



++ สิ่งที่โดดเด่นแบบสุด ๆ อีกอย่าง คือ การแสดง ซึ่งแคสติ้งหนังเรื่องนี้ดีทุกคน โดยเฉพาะ Tom Cruise, Riz Ahmed และ John Goodman แม้กระทั่ง Sandra Hüller และ Jesse Plemons ที่ออกมาไม่เยอะมาก แต่ทรงพลังสุด ๆ คนที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ Tom Cruise ความจริงเขาเหมือน One Man Show เลยครับ เป็นงานแสดงที่ Tom ได้ปลดปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างออกมาแบบหมดก๊อกเลย เป็นงาน Masterpiece ชิ้นหนึ่งของเขา ไม่ใช่แค่งานแต่ง effect ตัวเขาที่ต้องใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมงเท่านั้น แต่งานแสดงในแบบ long take ที่มีมากมายหลายซึนในหนังเรื่องนี้ แล้วเขาต้องเป็นคน conduct เองคนเดียวทั้งหมด มันเป็นอะไรที่ amazing มาก ๆ แบบมาก ๆ เรียกได้ว่าหนังเรื่องนี้มันดีมาก เพราะนักแสดงมีส่วนขับเคลื่อนนั้นไม่เกินจริง...



++ สิ่งที่ทำให้ จขกท. ชอบหนังเรื่องก็เพราะมันเป็นหนังที่ใช้เทคนิคชั้นสูง แต่บอกเล่าเรื่องราวแบบตรงไปตรงมา แบบ 1 สูง 1 ต่ำ ไม่ใช่ 2 สูง จนคนดูเข้าไม่ถึง ยิ่งตอนจบยิ่งทรงพลัง ก่อนหนังจะฉายทีมงานเขาเขียนบอกไว้ว่า "ขอความร่วมมือคนดูไม่สปอย หรือบอกเล่าเรื่องราวในหนัง เพื่อให้คนมาดูทีหลังจะได้ไม่เสียอรรถรส" จขกท. ก็เคารพข้อความตรงนั้น ดังนั้น ในรีวิวนี้ จขกท. ก็ไม่การันตีว่าสิ่งที่เขียนมานั้น "เป็นความจริงทั้งหมด" หรือ "เป็นความจริงบางส่วน" หรือ "จินตนาการแบบมั่ว ๆ ขึ้นมาเอง" หรือ จะมีอะไรเซอร์ไพรส์มากกว่านี้ เอาหล่ะสิ ถ้าคุณอยากรู้ คุณต้องเข้าไปดูหนังเอง แต่สิ่งหนึ่งที่บอกได้ตอนนี้แบบจริง ๆ เลย คือ ในงานประกาศรางวัลออสการ์ในปีหน้า Digger น่าจะมีชื่อเข้าชิงรางวัลไม่ต่ำกว่า 6 - 7 รางวัล และไม่แปลกใจที่หนังจะไม่ทำเงิน เพราะมันไม่ใช่หนังป็อป และที่สำคัญ มันกำลังพูดถึง "The Inconvenient Truths" หรือความจริงที่ใครบางคนรับไม่ได้ โดยเฉพาะพวกมนุษย์เลว ๆ นั่นแหละครับ...
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่