[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
https://pantip.com/topic/44252034
"อสูรภาพแห่งจิต และพระสัทธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นด้วยตนเอง"
ในสมัยพุทธกาล ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี มีพราหมณ์ผู้หนึ่งผู้ไฝ่รู้ในธรรม
ได้เข้าไปถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลถามด้วยความสงสัยแห่งจิตว่า:
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระองค์ทรงกล่าวว่า ‘ธรรมอันผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นได้ด้วยตนเอง (สันทิฏฐิโก)’ เพียงไรหนอ ธรรมจึงชื่อว่า เป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นได้ด้วยตนเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว และอันวิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน?”
พระบรมศาสดา ผู้ทรงเป็นบรมครูของโลก ทรงตรัสตอบด้วยพระเมตตาอันลึกซึ้ง พร้อมด้วยอรรถรสอันวิจิตรว่า:
“ดูกรพราหมณ์ บุคคลผู้ถูกราคะ โทสะ หรือโมหะครอบงำ
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง คิดเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง
คิดเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง ย่อมเสวยทุกข์โทมนัสทางจิต.
แต่เมื่อเขาละราคะ โทสะ และโมหะเสียได้แล้ว
ย่อมไม่คิดเพื่อเบียดเบียนตนเอง ไม่คิดเพื่อเบียดเบียนผู้อื่น
ไม่คิดเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่าย และย่อมไม่เสวยทุกข์โทมนัสทางจิต.
ดูกรพราหมณ์ แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล
ธรรมจึงชื่อว่า เป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นได้ด้วยตนเอง (สันทิฏฐิโก)
อกาลิโก เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ”
อ้างอิงจาก "พรามหณสูตร"
https://84000.org/tipitaka/read/byitem_s.php?book=20&item=493&items=6&pagebreak=1&modeTY=2
-------------------------
พินิจแห่งธรรม:
ภาพของมนุษย์ผู้ยอมสละทรัพย์สิน ยอมทนรับเอาศัสตราและเข็มเบียดเบียนเนื้อหนังร่างกายตนเอง
เพื่อแปลงรูปกายอันสวยงามให้กลายเป็นอสูรร้ายที่น่าสะพรึงกลัวนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียง
"เงาสะท้อนภายนอก"
ของจิตใจที่ถูกกิเลสครอบงำอยู่ภายใน
เมื่อมนุษย์ตกอยู่ใต้ขนดของ
ราคะ (ความหลงติดในรูปวิปลาส),
โทสะ (ความปฏิฆะประทุษร้ายตนเอง)
และ
โมหะ (ความมืดบอดไม่รู้ตามความเป็นจริง) จิตใจของเขาย่อมแปรสภาพกลายเป็น "อสูรกาย" ไปเสียก่อนแล้ว
เขาจึงมองเห็นความเจ็บปวดว่าเป็นความสุข มองเห็นการเบียดเบียนตนเองว่าเป็นความศิวิไลซ์
และมองเห็นความแปลกประหลาดว่าเป็นความเด่นดี
กิเลสทั้งสามนี้เปรียบประดุจช่างศัลยกรรมผู้โหดร้าย มันค่อยๆ เฉือนเอาความสงบเย็นออกไป
แล้วบรรจุความเร่าร้อน ความหลงผิด และความทุกข์โทมนัสลงในจิตใจของสัตว์โลก
ทำให้มนุษย์ยอมทำร้ายตนเองและเบียดเบียนผู้อื่นอย่างน่าสงสาร โดยคิดว่าจะได้มาซึ่งความสมปรารถนา
แต่พระพุทธศาสนามิได้สอนให้เราสู้รบหรือแก้ไขที่รูปกายภายนอก พระพุทธองค์ทรงชี้ทางตรงเข้าสู่
"จิต"
เมื่อใดที่บุคคลนำพระสัทธรรมเข้ามาอบรมจิต จนกระทั่งสามารถละถอนความโลภ ความโกรธ และความหลงออกเสียได้
ความเร่าร้อนที่เคยแผดเผาจิตใจย่อมดับลง ดั่งไฟที่สิ้นเชื้อ จิตใจที่เคยเป็นอสูรจะคืนสู่ความเป็น "มนุษย์"
และทรงไว้ซึ่งความเป็น "เทวดา" หรือ "พราหมณ์" ผู้ประเสริฐ
ความสงบเย็น ความหลุดพ้นจากการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นนี้ เป็นสิ่งที่
"เกิดขึ้นจริงที่จิต"
ไม่ต้องรอภพหน้า ชาติหน้า หรือกาลเวลาใดๆ ผู้ใดปฏิบัติ ผู้นั้นย่อมเสวยผลแห่งความสงบนั้นได้ด้วยตนเองในปัจจุบันทันที
สมดังพระพุทธพจน์ที่ว่า
"สันทิฏฐิโก – ธรรมอันผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นได้ด้วยตนเอง" โดยแท้
อสูรภาพแห่งจิต และพระสัทธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นด้วยตนเอง
"อสูรภาพแห่งจิต และพระสัทธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นด้วยตนเอง"
ในสมัยพุทธกาล ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี มีพราหมณ์ผู้หนึ่งผู้ไฝ่รู้ในธรรม
ได้เข้าไปถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลถามด้วยความสงสัยแห่งจิตว่า:
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระองค์ทรงกล่าวว่า ‘ธรรมอันผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นได้ด้วยตนเอง (สันทิฏฐิโก)’ เพียงไรหนอ ธรรมจึงชื่อว่า เป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นได้ด้วยตนเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว และอันวิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน?”
พระบรมศาสดา ผู้ทรงเป็นบรมครูของโลก ทรงตรัสตอบด้วยพระเมตตาอันลึกซึ้ง พร้อมด้วยอรรถรสอันวิจิตรว่า:
“ดูกรพราหมณ์ บุคคลผู้ถูกราคะ โทสะ หรือโมหะครอบงำ
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง คิดเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง
คิดเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง ย่อมเสวยทุกข์โทมนัสทางจิต.
แต่เมื่อเขาละราคะ โทสะ และโมหะเสียได้แล้ว
ย่อมไม่คิดเพื่อเบียดเบียนตนเอง ไม่คิดเพื่อเบียดเบียนผู้อื่น
ไม่คิดเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่าย และย่อมไม่เสวยทุกข์โทมนัสทางจิต.
ดูกรพราหมณ์ แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล
ธรรมจึงชื่อว่า เป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นได้ด้วยตนเอง (สันทิฏฐิโก)
อกาลิโก เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ”
อ้างอิงจาก "พรามหณสูตร"
https://84000.org/tipitaka/read/byitem_s.php?book=20&item=493&items=6&pagebreak=1&modeTY=2
-------------------------
พินิจแห่งธรรม:
ภาพของมนุษย์ผู้ยอมสละทรัพย์สิน ยอมทนรับเอาศัสตราและเข็มเบียดเบียนเนื้อหนังร่างกายตนเอง
เพื่อแปลงรูปกายอันสวยงามให้กลายเป็นอสูรร้ายที่น่าสะพรึงกลัวนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียง "เงาสะท้อนภายนอก"
ของจิตใจที่ถูกกิเลสครอบงำอยู่ภายใน
เมื่อมนุษย์ตกอยู่ใต้ขนดของ ราคะ (ความหลงติดในรูปวิปลาส), โทสะ (ความปฏิฆะประทุษร้ายตนเอง)
และ โมหะ (ความมืดบอดไม่รู้ตามความเป็นจริง) จิตใจของเขาย่อมแปรสภาพกลายเป็น "อสูรกาย" ไปเสียก่อนแล้ว
เขาจึงมองเห็นความเจ็บปวดว่าเป็นความสุข มองเห็นการเบียดเบียนตนเองว่าเป็นความศิวิไลซ์
และมองเห็นความแปลกประหลาดว่าเป็นความเด่นดี
กิเลสทั้งสามนี้เปรียบประดุจช่างศัลยกรรมผู้โหดร้าย มันค่อยๆ เฉือนเอาความสงบเย็นออกไป
แล้วบรรจุความเร่าร้อน ความหลงผิด และความทุกข์โทมนัสลงในจิตใจของสัตว์โลก
ทำให้มนุษย์ยอมทำร้ายตนเองและเบียดเบียนผู้อื่นอย่างน่าสงสาร โดยคิดว่าจะได้มาซึ่งความสมปรารถนา
แต่พระพุทธศาสนามิได้สอนให้เราสู้รบหรือแก้ไขที่รูปกายภายนอก พระพุทธองค์ทรงชี้ทางตรงเข้าสู่ "จิต"
เมื่อใดที่บุคคลนำพระสัทธรรมเข้ามาอบรมจิต จนกระทั่งสามารถละถอนความโลภ ความโกรธ และความหลงออกเสียได้
ความเร่าร้อนที่เคยแผดเผาจิตใจย่อมดับลง ดั่งไฟที่สิ้นเชื้อ จิตใจที่เคยเป็นอสูรจะคืนสู่ความเป็น "มนุษย์"
และทรงไว้ซึ่งความเป็น "เทวดา" หรือ "พราหมณ์" ผู้ประเสริฐ
ความสงบเย็น ความหลุดพ้นจากการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นนี้ เป็นสิ่งที่ "เกิดขึ้นจริงที่จิต"
ไม่ต้องรอภพหน้า ชาติหน้า หรือกาลเวลาใดๆ ผู้ใดปฏิบัติ ผู้นั้นย่อมเสวยผลแห่งความสงบนั้นได้ด้วยตนเองในปัจจุบันทันที
สมดังพระพุทธพจน์ที่ว่า "สันทิฏฐิโก – ธรรมอันผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นได้ด้วยตนเอง" โดยแท้