จับตา “สหรัฐ” ประมูลบอนด์ 1.2 แสนล้านดอลลาร์ หลังดีมานด์อ่อน ดันต้นทุนกู้พุ่ง



ตลาดจับตา “สหรัฐ” ประมูลบอนด์ 1.2 แสนล้านดอลลาร์ หลังดีมานด์อ่อนกดดันต้นทุนกู้ยืม ท่ามกลางความกังวลภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น

วันที่ 7 ตุลาคม 2569 เวลา 08.51 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอย่างใกล้ชิด หลังการประมูลรอบล่าสุดส่งสัญญาณความต้องการที่อ่อนแอกว่าคาด ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการคลังและภาระหนี้ของสหรัฐ ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องจ่ายต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นเพื่อดึงดูดนักลงทุน

กระทรวงการคลังสหรัฐมีแผนเสนอขายพันธบัตรรวมเกือบ 1.2 แสนล้านดอลลาร์ในสัปดาห์นี้ ถือเป็นการกลับมาออกตราสารหนี้ที่มีอายุมากกว่าตั๋วเงินคลัง หรือ T-bills ครั้งแรกในรอบ 2 สัปดาห์ ประกอบด้วยพันธบัตรอายุ 3 ปี มูลค่า 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์ในวันอังคาร พันธบัตรอายุ 10 ปี มูลค่า 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์ในวันพุธ และพันธบัตรอายุ 30 ปี มูลค่า 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในวันพฤหัสบดี

โดยปกติ การประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมักไม่ได้สร้างความเคลื่อนไหวมากนักในตลาด แต่การประมูลรอบนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ หลังการประมูลระหว่างวันที่ 22-24 ก.ย.ออกมาอ่อนแอ โดยเฉพาะการขายพันธบัตรอายุ 5 ปี เมื่อวันที่ 23 ก.ย. ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กระตุ้นให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐพุ่งขึ้นแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย.2568 และหลังจากนั้น บอนด์ยีดล์ยังเดินหน้าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษในหลายช่วงอายุ

อย่างไรก็ตาม โอกาสที่การประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจะล้มเหลวหรือไม่มีผู้ซื้อแทบเป็นศูนย์ เนื่องจากสถาบันการเงินที่เป็น Primary Dealers จำนวน 26 แห่ง ซึ่งได้รับอนุญาตจากธนาคารกลางสหรัฐ สาขานิวยอร์ก ให้ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลสภาพคล่องในตลาดพันธบัตร จะเข้าร่วมการประมูลและช่วยรองรับอุปทานพันธบัตร

กลไกดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมาก เพราะตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งมีขนาดประมาณ 30 ล้านล้านดอลลาร์ ถือเป็นตลาดตราสารหนี้ที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดในโลก และเป็นหนึ่งในเสาหลักของระบบการเงินโลก สินทรัพย์ หนี้ และอนุพันธ์มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลกใช้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ เป็นราคาอ้างอิง ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐยังถูกใช้เป็นหลักประกันในธุรกรรม Repo การกู้ยืมระหว่างธนาคาร และตลาดระดมทุนต่าง ๆ

ดังนั้น ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าสหรัฐจะสามารถขายพันธบัตรได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า ต้องเสนอผลตอบแทนสูงเพียงใดจึงจะจูงใจให้นักลงทุนซื้อ

สัญญาณเตือนชัดเจนเกิดขึ้นในการประมูลพันธบัตรอายุ 5 ปี มูลค่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 23 ก.ย. โดยอัตราส่วน Bid-to-Cover ซึ่งใช้วัดความต้องการซื้อเทียบกับจำนวนพันธบัตรที่เสนอขาย ลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 9 ปี

ท้ายที่สุด กระทรวงการคลังต้องขายพันธบัตรชุดดังกล่าวที่อัตราผลตอบแทน 5.033% สูงกว่าอัตราผลตอบแทนในตลาด ณ เวลาปิดรับประมูลมากกว่า 3 Basis Points (bps) ส่วนต่างนี้เรียกว่า “Auction Tail” ซึ่งสะท้อนว่าความต้องการซื้ออ่อนแอกว่าที่ตลาดคาด และรัฐบาลต้องยอมจ่ายผลตอบแทนสูงขึ้นเพื่อขายพันธบัตรให้หมด

แม้ส่วนต่าง 3 bps อาจดูไม่มาก แต่ถือว่าผิดปกติสำหรับพันธบัตรอายุ 5 ปี โดยเป็น Auction Tail ที่กว้างที่สุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย.2565 และหากย้อนกลับไปหาการประมูลพันธบัตรอายุ 5 ปีที่มี Tail ถึง 3 bps ก่อนหน้านั้น ต้องย้อนกลับไปถึงปี 2554 ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐ เผชิญวิกฤตเพดานหนี้และถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในเวลาต่อมา

ความกังวลต่อฐานะการคลังของสหรัฐ ในปัจจุบันกำลังผลักดันต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวให้สูงขึ้น ส่งผลให้ตลาดคาดว่ารัฐบาลทรัมป์อาจค่อย ๆ ปรับโครงสร้างการออกพันธบัตร โดยเพิ่มน้ำหนักไปยังตราสารหนี้ระยะสั้นซึ่งมีต้นทุนดอกเบี้ยต่ำกว่าพันธบัตรระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ การประมูลพันธบัตรอายุ 5 ปีที่อ่อนแอจึงสร้างความกังวลเป็นพิเศษ เพราะพันธบัตรช่วงอายุดังกล่าวอยู่บริเวณกลางเส้นอัตราผลตอบแทน หรือ Belly of the Yield Curve ซึ่งโดยปกติไม่ควรต้องเสนอส่วนเพิ่มของผลตอบแทนสูงเหมือนพันธบัตรระยะยาว หากรัฐบาลต้องจ่ายผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอย่างมากแม้แต่ในตราสารช่วงอายุกลาง อาจสะท้อนว่าความต้องการพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐกำลังเผชิญแรงกดดันมากกว่าที่คาด

อย่างไรก็ตาม Auction Tail ที่กว้างอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ตั้งแต่ความผันผวนของตลาดในวันที่ประมูล ไปจนถึงปัจจัยพื้นฐานระยะยาวที่ทำให้ความต้องการถือพันธบัตรลดลง จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการประมูลครั้งเดียวสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดพันธบัตรสหรัฐ

สำหรับการประมูลในสัปดาห์นี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 3 ปีและ 10 ปีเพิ่มขึ้นประมาณ 50 bps จากการประมูลครั้งก่อนเมื่อหนึ่งเดือนที่ผ่านมา มาอยู่ที่ราว 4.96% และ 5.32% ตามลำดับ ขณะที่ Bond Yield อายุ 30 ปีเพิ่มขึ้นประมาณ 35 bps สู่ระดับ 5.65%

อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นอาจมากพอที่จะดึงดูดนักลงทุนและช่วยให้การประมูลผ่านไปอย่างราบรื่น แต่หากผลการประมูลยังเกิด Auction Tail กว้างกว่าคาดอีกครั้ง ก็อาจเป็นสัญญาณว่าตลาดต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากแนวโน้มหนี้และการคลังของสหรัฐฯ ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์ และสร้างความผันผวนไปยังตลาดหุ้น ค่าเงิน และสินทรัพย์ทั่วโลก

ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนจับตาในการประมูลรอบนี้จึงไม่ใช่ว่า “สหรัฐจะขายพันธบัตรได้หรือไม่” แต่เป็นสหรัฐต้องจ่ายแพงขึ้นแค่ไหนเพื่อให้มีคนซื้อ ซึ่งอาจกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าตลาดการเงินมีความเชื่อมั่นต่อหนี้รัฐบาลสหรัฐมากน้อยเพียงใดในช่วงที่ภาระการคลังเพิ่มสูงขึ้น

อ้างอิง : www.reuters.com



ที่มา

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่