เรื่องนี้ อภิธรรมจะอธิบายอย่างไร ?




ก่อนการพยายามประหารชีวิตที่ท้ายที่สุดไม่สำเร็จ
คริสตา ไพก์มีสิทธิ์เลือกอาหารมื้อสุดท้ายได้
แต่เธอกลับขอให้นำเงิน 20 ดอลลาร์ที่กันไว้สำหรับมื้อนั้นไปซื้อพิซซ่าให้ผู้ที่กำลังเผชิญภาวะไร้บ้านในแนชวิลล์ 

https://www.facebook.com/share/p/19d6UTEs4J/
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 2
"วิปากที่ไม่น่าปราถนา" ก็สามารถเป็นปัจจัยแก่ "กุศล" ได้ครับ

--------------------

เมื่อวิบากกรรมแปรเปลี่ยนเป็นกุศล

       สายลมแห่งโชคอุปถัมภ์พัดผ่านชีวิตของ "มหาธนเศรษฐีบุตร" ราวกับจะประคบประหงมมิให้ต้องผจญความยากลำบากใดๆ
ผู้เป็นบิดามารดาผู้มีทรัพย์สินกองเกวียนนับร้อยโชติช่วง ต่างมีความคิดอันเขลาด้วยความรักอันมืดบอดว่า “ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่นี้
แม้บุตรของเราจะใช้จ่ายวันละพันกหาปณะตลอดร้อยปีก็ไม่มีวันหมดสิ้น
จะต้องไปลำบากศึกษาศิลปวิทยาให้เหน็ดเหนื่อยร่างกายและจิตใจไปทำไม”

       เด็กหนุ่มจึงเติบโตขึ้นมาราวกับไม้ดัดในกระถางทองคำ ไม่เคยสัมผัสความจริงของโลก ไม่เคยเรียนรู้สัจธรรมแห่งการดิ้นรน เมื่อเจริญวัยขึ้นพร้อมด้วยรูปสมบัติ บิดามารดาจึงสู่ขอหญิงงามผู้เปี่ยมด้วยตระกูลมาเป็นคู่ครอง แต่แทนที่ชีวิตจะดำเนินไปในทางที่เจริญ มหาธนเศรษฐีบุตรกลับห้อมล้อมไปด้วยเหล่าเหลวไหลและอบายมุข มัวเมาในกามคุณทั้งห้า ประหนึ่งคนตาบอดที่ก้าวเดินเข้าสู่ปล่องควันแห่งความมืดมน

       กระทั่งบิดามารดาลาโลกไป ทรัพย์สินอันมหาศาลก็ถดถอยหายไปกับหมู่ชนผู้ประจบประแจง ไม่นานนัก ชายหนุ่มผู้เคยสุขสบายก็ตกต่ำถึงขีดสุด เป็นหนี้เป็นสินจนต้องมอบบ้านเรือนและที่นาให้แก่เจ้าหนี้ มือที่เคยจับต้องกหาปณะทองคำกลับต้องถือกระเบื้องคราบกะลาออกกวาดขอทานไปตามแถวถนน อาศัยนอนในโรงทานร้างข้างเมือง

       วันหนึ่ง กลุ่มโจรได้เห็นชายหนุ่มผู้มีร่างกายสมบูรณ์แต่ตกยาก จึงเอ่ยชักชวนด้วยคำล่อลวง “ท่านยังหนุ่มแน่น มีกำลังแรงกาย เหตุใดจึงยอมนั่งง่อยเหงาขอทานอยู่เล่า? มาร่วมมือกับพวกเราเถิด” ชายหนุ่มผู้อ่อนแอทั้งความคิดและวิจารณญาณตอบปฏิเสธในทีแรกว่าตนขโมยไม่เป็น แต่เมื่อโจรสัญญาว่าจะสอนให้ ขอเพียงทำตามคำสั่ง เขาจึงยินยอมก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งอกุศลกรรม

       ในคืนที่โจรขุดอุโมงค์เจาะกำแพงเรือน มหาธนเศรษฐีบุตรถูกสั่งให้ถือท่อนไม้ใหญ่อยู่หน้าช่องอุโมงค์ “หากมีใครตามมา ให้ตีมันให้ตายในพริบตา!” ชายผู้มืดบอดด้วยโมหะยืนเฝ้าอยู่ตามคำสั่ง โดยไม่รู้เลยว่าพวกโจรเมื่อได้ทรัพย์สินแล้วก็พากันหลบหนีไปคนละทิศละทาง เจ้าของบ้านพร้อมด้วยพวกพ้องวิ่งตามออกมา เห็นชายหนุ่มยืนถือท่อนไม้อยู่หน้าช่องเจาะ จึงเข้ารุมสกรัมจับกุม นำตัวส่งพระราชาด้วยข้อหาโจรปล้นเรือน
คำตัดสินแห่งแผ่นดินดังก้อง—"จงนำตัวมันไปประหารชีวิต!"

       เจ้าหน้าที่ผู้รักษาเมืองจับมหาธนเศรษฐีบุตรมัดมัดไขว้หลังอย่างแน่นหนา โรยผงอิฐแดงบนศีรษะ สวมรอบกรรณด้วยดอกไม้แดง สั่งตีกลองประหารส่งสัญญาณ เดินประเชิดไปตามสี่แยกเมืองทีละแห่ง พร้อมด้วยเสียงก่นด่าของผู้คน

       ขณะนั้นเอง นางสุลสา หญิงนครโสเภณีผู้ทรงรูปโฉม ยืนมองลงมาจากช่องหน้าต่างปราสาท เมื่อเห็นอดีตเศรษฐีบุตรผู้เคยเฉิดฉายต้องตกต่ำถึงเพียงนี้ จิตของนางก็เกิดความสงสารอย่างจับใจ นางจึงสั่งให้คนนำขนมโมดกสี่ลูกและน้ำดื่มไปมอบให้ พร้อมส่งความถึงเจ้าหน้าที่ประหารว่า “โปรดรอสักครู่ ให้ชายผู้นี้ได้กินขนมและดื่มน้ำดับความหิวโหยก่อนเถิด”

       ในมิติแห่งปัญญาอันบริสุทธิ์ พระมหาโมคคัลลานเถระ ผู้เปี่ยมด้วยทิพยจักษุ ได้เล็งเห็นอุบัติเหตุแห่งชีวิตของชายผู้นี้ ท่านพิจารณาด้วยจิตอันประกอบด้วยมหาการุณย์ว่า: “ชายผู้นี้ไม่ได้ทำบุญไว้เลย มีแต่บาปกรรมที่ทำไว้ เขาจะต้องไปบังเกิดในนรกอย่างแท้จริง แต่หากเราไปรับขนมและน้ำนี้ ชายผู้นี้จะเกิดจิตเลื่อมใส และด้วยบุญนั้น เขาจะได้ไปเกิดในหมู่ภูมิเทวดา”

       เมื่อคนนำขนมและน้ำมามอบให้มหาธนเศรษฐีบุตร พระเถระได้ปรากฏกายขึ้นตรงหน้า ชายผู้กำลังจะเข้าสู่หลักประหารเมื่อเห็นพระเถระ จิตพลันเกิดความเลื่อมใสอย่างยิ่ง เขาคิดในใจว่า “ขนมเหล่านี้จะมีประโยชน์อะไรแก่เราผู้กำลังจะตายในไม่กี่นาทีนี้ ขนมและน้ำนี้จักเป็นเสบียงเดินทางสู่ภพหน้าของเรา” เขาจึงถวายขนมและน้ำทั้งหมดแก่พระมหาโมคคัลลานะ

       พระเถระเพื่อจะเพิ่มพูนความเลื่อมใสให้แก่เขา จึงนั่งฉันขนมและดื่มน้ำ ณ ที่นั้นเอง
ก่อนจะลุกขึ้นก้าวหลีกไป ชายหนุ่มมองตามด้วยหัวใจที่อิ่มเอมด้วยปิติ

       เมื่อถูกนำตัวไปถึงแดนประหารและต้องอาวุธสิ้นใจลง ด้วยอำนาจแห่งทานที่ทำใน "เนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยม" คือพระอรหันต์ ควรที่เขาจะได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นเลิศ แต่ก่อนตาย จิตของเขากลับหวนนึกถึงนางสุลสาด้วยความเสน่หาว่า “เราได้เสบียงบุญนี้มาก็เพราะนางสุลสาแท้ๆ” จิตที่เศร้าหมองด้วยราคะในนาทีสุดท้าย จึงส่งผลให้เขาไปเกิดเป็น รุกขเทวดา สิงสถิตอยู่ ณ ต้นไทรใหญ่ในป่าดงดิบ



ขนมสี่ลูกก่อนสิ้นลม

       จากคุกเข่าก้มกราบในคราบโศก
ชีวิตโลกพลันมืดมนจนหม่นไหม้
เหลือขนมสี่ลูกติดอยู่ในมือไป
กลับมอบให้พระอรหันต์ด้วยศรัทธา

       หญิงบนเรือนยืนมองด้วยหมองเศร้า
หยดน้ำตาคลอเบ้าเฝ้าห่วงหา
เพียงขนมน้อยมิอาจเปลี่ยนชะตา
แต่เปลี่ยนจิตผู้กำลังจะสิ้นใจ

       ของสิ่งหนึ่งอาจเป็นเพียงของกิน
แต่เมื่อจิตรู้จักสิ้นความหวงได้
แม้ชั่วขณะก่อนชีวิตจะดับไป
กุศลไซร้ก็ยังเกิดขึ้นได้พลัน

       วิบากเก่ามิได้สูญเพราะบุญใหม่
กรรมใดใครทำไว้ย่อมตามผล
แต่ในขณะหนึ่งของจิตคน
ย่อมเลือกหนทางใหม่ได้ตามเหตุปัจจัย

       ทุกข์อาจเป็นเงาของกรรมเก่า
แต่กุศลใช่จะดับเพราะเงานั้น
แม้ทางชีวิตมืดมิดใกล้ถึงวัน
แสงแห่งจิตยังพลันส่องกลางใจ

--------------------

พระพุทธพจน์และบทสรุป

       เมื่อเรื่องราวนี้รู้ไปถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์จึงทรงตักเตือนและแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายด้วยคาถาว่า:

       "เขตฺตูปมา อรหนฺโต,
ทายกา กสฺสกูปมา,
พีชูปมํ เทยฺยธมฺมํ,
เอตฺโต นิพฺพตฺตเต ผลํ."

       “พระอรหันต์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนผืนนา
ทายกผู้ให้ เปรียบเหมือนชาวนา
ไทยธรรมวัตถุทาน เปรียบเหมือนเมล็ดพันธุ์
วิบากผลอันยิ่งใหญ่ ย่อมบังเกิดขึ้นจากปัจจัยเหล่านี้”

อ้างอิงจาก "เขตตูปมาเปตวัตถุ"
https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=26&i=86

--------------------

เชื่อมโยงสู่กระทู้:

       เรื่องราวของคริสตา ไพก์ (หรือเหตุการณ์ที่เจ้าของกระทู้ยกมา) ที่ขอเปลี่ยนมื้อสุดท้ายเป็นพิซซ่าเพื่อผู้ไร้บ้าน
กับเรื่องราวของมหาธนเศรษฐีบุตรในอรรถกถา ต่างสะท้อนสัจธรรมข้อเดียวกันในทางพระพุทธศาสนา
นั่นคือ "สัจจะแห่งชวนวิถีและการแปรเปลี่ยนของจิต"

       วิบากกรรมกับการเกิดกุศล:
ไม่ว่ามนุษย์จะตกต่ำเพียงใด เผชิญกับ อนิฏฐารมณ์ (อารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา เช่น โทษประหารชีวิต)
ซึ่งเป็นผลของอกุศลกรรมเก่า แต่ในนาทีสุดท้ายของชีวิต หากจิตเกิด โยนิโสมนสิการ
หรือมี แสงสว่างแห่งเมตตา/จาคะ ผุดขึ้นมา จิตในขณะนั้นย่อมผันเปลี่ยนจากความกลัวและความหมองมัว
ไปสู่ มหากุศลจิต ได้ทันที

       ความสำคัญของเนื้อนาบุญและจิตใจ:
แม้กุศลกรรมในยามวิกฤตจะไม่อาจลบล้างความผิดทางโลกหรือผลกรรมเก่าที่ต้องรับได้
แต่มันคือ "เสบียงดวงจิต" ที่จะติดตัวไป มหาธนเศรษฐีบุตรได้ถวายแก่พระอรหันต์จึงมีอานุภาพใหญ่
ส่วนการสละทานแก่ผู้ยากไร้ก็นับเป็นจิตที่ประกอบด้วยความเมตตาและอโลภะ

--------------------

ข้อคิดปิดท้าย:

       ชีวิตคนเราอาจเคยผิดพลาด ดำเนินชีวิตหลงทางจนต้องเผชิญกับวิบากอันเผ็ดร้อน
แต่ตราบใดที่ลมหายใจยังไม่สิ้น แสงสว่างแห่งปัญญาและการสละออกยังมีพื้นที่ให้เกิดขึ้นได้เสมอ
วิบากที่ไม่น่าปรารถนา แม้จะเป็นทุกข์ แต่ก็สามารถกลายเป็นปัจจัยให้จิตดิ้นรนแสวงหาที่พึ่ง
จนเกิดกุศลธรรมอันยิ่งใหญ่ขึ้นในหัวใจได้เช่นกัน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่