
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางไม่อาจหยุดยั้งการไหลเข้าของมหาเศรษฐีระดับโลก หลังยูเออีขึ้นแท่นศูนย์กลางการเงินและการพำนักระยะยาวด้วยนโยบายปลอดภาษีบุคคลธรรมดาและวีซ่าทองคำ ดันสถิติย้ายถิ่นฐานทำนิวไฮเกือบ 10,000 คนต่อปี ขณะที่ธนาคารยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง HSBC, DBS และ JPMorgan เปิดศึกชิงตัวผู้เชี่ยวชาญ เร่งขยายทีมบริหารความมั่งคั่งรองรับเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่อง มั่นใจเป็นโอกาสทองขยายเค้กเศรษฐกิจนอกภาคน้ำมันและภาคบริการระดับบน
2 ตุลาคม 2569— สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เปิดเผยถึงภาพรวมและทิศทางเคลื่อนย้ายเงินทุนของผู้มีความมั่งคั่งสูง (Ultra-Wealthy) ว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ยังคงรักษาจุดแข็งในการเป็นหมุดหมายหลักของมหาเศรษฐีและนักลงทุนระดับโลกอย่างแข็งแกร่ง แม้สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนจากสงครามจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ผู้มีความมั่งคั่งเดิมยังคงปักหลัก ขณะที่ผู้มีฐานะรายใหม่ยังคงทยอยย้ายเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
จากข้อมูลของธนาคารเอกชนชั้นนำ ประเมินว่าในปี 2568 มีมหาเศรษฐีย้ายถิ่นฐานเข้ามายังยูเออีเกือบ 10,000 คน และคาดว่าจะมีอีกหลายพันคนทยอยย้ายเข้ามาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยความตึงเครียดและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน อาจทำให้ผู้บริโภคหรือนักลงทุนบางรายเกิดการชะลอหรือทบทวนแผนการย้ายถิ่นฐานในระยะสั้น แต่ในภาพรวมธนาคารเอกชนชั้นนำมองว่า แนวโน้มดังกล่าวไม่ได้เปลี่ยนทิศทางอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด
ชูเสถียรภาพ-ภาษี 0% จุดขายยึดใจทุนใหญ่ระดับโลก
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยูเออียังคงดึงดูดกลุ่มบุคคลผู้มีความมั่งคั่งสูง สำนักงานบริหารทรัพย์สินครอบครัว รวมถึงนักลงทุนสถาบันจากภูมิภาคยุโรป สหราชอาณาจักร เอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และกลุ่มประเทศสภาความร่วมมือแห่งอ่าวอาหรับ (GCC) มาจากโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุน โดยเฉพาะการไม่มีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตัวเลือกสิทธิพำนักที่ชัดเจน และกรอบการทำงานของศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก ทั้งศูนย์การเงินระหว่างประเทศดูไบ (DIFC) และตลาดโลกอาบูดาบี (ADGM)
นอกจากนี้ การพัฒนาระบบโครงสร้างคมนาคมผ่านศูนย์กลางการบินของดูไบและอาบูดาบี พร้อมด้วยมาตรการสิทธิพำนักระยะยาว เช่น วีซ่าสำหรับผู้เกษียณอายุ ผู้ทำงานทางไกล และวีซ่าทองคำ อายุ 10 ปี ได้กลายเป็นกลไกหลักที่ช่วยเชื่อมโยงยูเออีเข้ากับตลาดการเงินและโอกาสทางธุรกิจระหว่างภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และแอฟริกาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นาย Aladdin Hangari หัวหน้าฝ่ายธนาคารเอกชนประจำภูมิภาค MENA ของธนาคาร HSBC ระบุถึงปัจจัยความเชื่อมั่นของกลุ่มทุนใหญ่ว่า “ลูกค้ายังให้ความสำคัญกับเสถียรภาพ ความปลอดภัย กฎเกณฑ์ด้านภาษี และการพำนักที่ชัดเจน รวมถึงความเชื่อมโยงกับตลาดโลก”
ขณะที่ นาย Farzad Billimoria หัวหน้าธนาคาร Barclays Private Bank ประจำยูเออี ยืนยันถึงฐานรากทางเศรษฐกิจของประเทศว่า “พื้นฐานเศรษฐกิจ ความน่าเชื่อถือของกฎระเบียบ และบทบาทของยูเออีในการเชื่อมเงินทุนโลกกับโอกาสทางธุรกิจในภูมิภาคยังแข็งแกร่ง แม้นักลงทุนจะระมัดระวังด้านความเสี่ยงมากขึ้น”
ดูไบคว้าอันดับ 1 เมืองยอดฮิตเศรษฐี อสังหาฯ หรูโตสวนกระแส
ข้อมูลรายงานการย้ายถิ่นของผู้มีความมั่งคั่งประจำปี 2568 โดย Henley & Partners ร่วมกับ New World Wealth ระบุว่า ในปี 2568 มีเศรษฐีย้ายเข้าสู่ยูเออีจำนวนสูงถึง 9,800 คน ซึ่งนับเป็นระดับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ ณ ปี 2567 เฉพาะในเมืองดูไบมีผู้มีความมั่งคั่งสูงอาศัยอยู่ราว 81,200 คน และมีมหาเศรษฐีระดับพันล้านดอลลาร์ (Billionaires) อยู่ประมาณ 20 คน
นอกจากนี้ ผลสำรวจของ Savills เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 จัดอันดับให้ดูไบเป็นเมืองอันดับ 1 ของโลกสำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนที่มีสินทรัพย์สุทธิสูง ขณะที่อาบูดาบีรั้งอันดับ 5 รองจากนิวยอร์ก สิงคโปร์ และฮ่องกง โดยประเมินจากปัจจัยครอบคลุมทั้งสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ครอบครัว การส่งต่อทรัพย์สิน คุณภาพชีวิต และความเป็นส่วนตัว
กระแสเงินทุนที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่องยังสะท้อนผ่านความคึกคักในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับหรูหรา โดยในช่วงระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน มีการซื้อขายที่ดินริมชายหาดขนาดใหญ่จำนวน 3 แปลงบนเกาะหรู รวมมูลค่ากว่า 272 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นระยะยาวของกลุ่มนักลงทุนชั้นนำที่มีต่อดูไบอย่างชัดเจน
เปิดศึกชิงตัวนายธนาคาร ยักษ์ใหญ่แห่ขยายทีมบริหารมั่งคั่ง
แม้ตลาดน้ำมันจะมีความผูกผันและผันผวนตามความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่เงินทุนใหม่ยังคงไหลเข้าสู่อย่างต่อเนื่อง และอัตราการย้ายเงินทุนออกในช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้งมีเพียงระดับต่ำ โดย นาย Loic Voide หัวหน้าฝ่ายธนาคารเอกชนประจำตะวันออกกลางและแอฟริกาของธนาคาร DBS เปิดเผยว่า มีเพียงไม่กี่ครอบครัวเท่านั้นที่ตัดสินใจย้ายกลับไปยังสหราชอาณาจักรหรือประเทศฝรั่งเศส
ขณะเดียวกัน ธนาคาร Julius Baer จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งบริหารสินทรัพย์ลูกค้ารวมเกือบ 550,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระบุว่า ประสบการณ์กว่า 20 ปีในภูมิภาคตะวันออกกลางได้พิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้าง โดย นาย Rahul Malhotra หัวหน้าฝ่ายตลาดเกิดใหม่ของธนาคาร ย้ำว่า “ลูกค้ากลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงและสำนักงานบริหารทรัพย์สินครอบครัว ยังคงวางแผนอนาคตและการส่งต่อทรัพย์สินระหว่างรุ่นในภูมิภาค”
ความเชื่อมั่นระยะยาวดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการแข่งขันสูงในธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ธนาคารชั้นนำระดับโลกต่างเร่งเดินหน้าเพิ่มกำลังคน โดยธนาคาร HSBC ได้เปิดศูนย์บริหารความมั่งคั่งในดูไบเมื่อเดือนกันยายน 2568 พร้อมเตรียมอัดฉีดเงินลงทุนสูงสุดในรอบ 20 ปี ส่วน JPMorgan Chase มีแผนขยายทีมธนาคารเอกชนเพิ่มเติม ขณะที่ Rothschild & Co อยู่ระหว่างการเข้ารับช่วงกิจการในยูเออีของธนาคาร Liechtensteinische Landesbank และธนาคาร DBS ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนายธนาคารเอกชนจาก 10 คน ขึ้นเป็นมากกว่า 30 คนภายในระยะเวลา 2 ปี
ด้าน นาย Aladdin Hangari จาก HSBC ให้มุมมองเพิ่มเติมว่า “การย้ายที่อยู่อาศัย โรงเรียน ธุรกิจ หรือความสัมพันธ์กับธนาคารเป็นการตัดสินใจระยะยาว ไม่ได้เปลี่ยนตามเหตุการณ์ระยะสั้น” ซึ่งสอดคล้องกับ นาย Farzad Billimoria จาก Barclays ที่ระบุว่า “การตั้งฐานในยูเออีเป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ของครอบครัวผู้มีฐานะ ครอบคลุมทั้งธุรกิจ การใช้ชีวิต และการวางแผนข้ามรุ่น”
สคต.ดูไบ ชี้อานิสงส์เศรษฐกิจนอกภาคน้ำมัน เปิดช่องผู้ส่งออกไทย
สคต. ณ เมืองดูไบ ประเมินว่า การไหลเข้าของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งและเงินทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง จะเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการสนับสนุนและขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจนอกภาคน้ำมัน (Non-oil Economy) ของยูเออีอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในภาคธุรกิจการเงิน การบริหารความมั่งคั่ง อสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนภาคการบริการระดับบน
นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของกลุ่มประชากรระดับมหาเศรษฐียังช่วยยกระดับกำลังซื้อของผู้บริโภคในท้องถิ่นให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวถือเป็นโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญสำหรับผู้ส่งออกและผู้ประกอบการไทย ในการขยายตลาดสินค้าและบริการระดับพรีเมียมเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางในระยะต่อไป
ยูเออีเนื้อหอม มหาเศรษฐีทะลักทำนิวไฮ แบงก์ยักษ์เปิดศึกชิงเค้ก
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางไม่อาจหยุดยั้งการไหลเข้าของมหาเศรษฐีระดับโลก หลังยูเออีขึ้นแท่นศูนย์กลางการเงินและการพำนักระยะยาวด้วยนโยบายปลอดภาษีบุคคลธรรมดาและวีซ่าทองคำ ดันสถิติย้ายถิ่นฐานทำนิวไฮเกือบ 10,000 คนต่อปี ขณะที่ธนาคารยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง HSBC, DBS และ JPMorgan เปิดศึกชิงตัวผู้เชี่ยวชาญ เร่งขยายทีมบริหารความมั่งคั่งรองรับเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่อง มั่นใจเป็นโอกาสทองขยายเค้กเศรษฐกิจนอกภาคน้ำมันและภาคบริการระดับบน
2 ตุลาคม 2569— สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เปิดเผยถึงภาพรวมและทิศทางเคลื่อนย้ายเงินทุนของผู้มีความมั่งคั่งสูง (Ultra-Wealthy) ว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ยังคงรักษาจุดแข็งในการเป็นหมุดหมายหลักของมหาเศรษฐีและนักลงทุนระดับโลกอย่างแข็งแกร่ง แม้สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนจากสงครามจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ผู้มีความมั่งคั่งเดิมยังคงปักหลัก ขณะที่ผู้มีฐานะรายใหม่ยังคงทยอยย้ายเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
จากข้อมูลของธนาคารเอกชนชั้นนำ ประเมินว่าในปี 2568 มีมหาเศรษฐีย้ายถิ่นฐานเข้ามายังยูเออีเกือบ 10,000 คน และคาดว่าจะมีอีกหลายพันคนทยอยย้ายเข้ามาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยความตึงเครียดและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน อาจทำให้ผู้บริโภคหรือนักลงทุนบางรายเกิดการชะลอหรือทบทวนแผนการย้ายถิ่นฐานในระยะสั้น แต่ในภาพรวมธนาคารเอกชนชั้นนำมองว่า แนวโน้มดังกล่าวไม่ได้เปลี่ยนทิศทางอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด
ชูเสถียรภาพ-ภาษี 0% จุดขายยึดใจทุนใหญ่ระดับโลก
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยูเออียังคงดึงดูดกลุ่มบุคคลผู้มีความมั่งคั่งสูง สำนักงานบริหารทรัพย์สินครอบครัว รวมถึงนักลงทุนสถาบันจากภูมิภาคยุโรป สหราชอาณาจักร เอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และกลุ่มประเทศสภาความร่วมมือแห่งอ่าวอาหรับ (GCC) มาจากโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุน โดยเฉพาะการไม่มีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตัวเลือกสิทธิพำนักที่ชัดเจน และกรอบการทำงานของศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก ทั้งศูนย์การเงินระหว่างประเทศดูไบ (DIFC) และตลาดโลกอาบูดาบี (ADGM)
นอกจากนี้ การพัฒนาระบบโครงสร้างคมนาคมผ่านศูนย์กลางการบินของดูไบและอาบูดาบี พร้อมด้วยมาตรการสิทธิพำนักระยะยาว เช่น วีซ่าสำหรับผู้เกษียณอายุ ผู้ทำงานทางไกล และวีซ่าทองคำ อายุ 10 ปี ได้กลายเป็นกลไกหลักที่ช่วยเชื่อมโยงยูเออีเข้ากับตลาดการเงินและโอกาสทางธุรกิจระหว่างภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และแอฟริกาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นาย Aladdin Hangari หัวหน้าฝ่ายธนาคารเอกชนประจำภูมิภาค MENA ของธนาคาร HSBC ระบุถึงปัจจัยความเชื่อมั่นของกลุ่มทุนใหญ่ว่า “ลูกค้ายังให้ความสำคัญกับเสถียรภาพ ความปลอดภัย กฎเกณฑ์ด้านภาษี และการพำนักที่ชัดเจน รวมถึงความเชื่อมโยงกับตลาดโลก”
ขณะที่ นาย Farzad Billimoria หัวหน้าธนาคาร Barclays Private Bank ประจำยูเออี ยืนยันถึงฐานรากทางเศรษฐกิจของประเทศว่า “พื้นฐานเศรษฐกิจ ความน่าเชื่อถือของกฎระเบียบ และบทบาทของยูเออีในการเชื่อมเงินทุนโลกกับโอกาสทางธุรกิจในภูมิภาคยังแข็งแกร่ง แม้นักลงทุนจะระมัดระวังด้านความเสี่ยงมากขึ้น”
ดูไบคว้าอันดับ 1 เมืองยอดฮิตเศรษฐี อสังหาฯ หรูโตสวนกระแส
ข้อมูลรายงานการย้ายถิ่นของผู้มีความมั่งคั่งประจำปี 2568 โดย Henley & Partners ร่วมกับ New World Wealth ระบุว่า ในปี 2568 มีเศรษฐีย้ายเข้าสู่ยูเออีจำนวนสูงถึง 9,800 คน ซึ่งนับเป็นระดับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ ณ ปี 2567 เฉพาะในเมืองดูไบมีผู้มีความมั่งคั่งสูงอาศัยอยู่ราว 81,200 คน และมีมหาเศรษฐีระดับพันล้านดอลลาร์ (Billionaires) อยู่ประมาณ 20 คน
นอกจากนี้ ผลสำรวจของ Savills เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 จัดอันดับให้ดูไบเป็นเมืองอันดับ 1 ของโลกสำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนที่มีสินทรัพย์สุทธิสูง ขณะที่อาบูดาบีรั้งอันดับ 5 รองจากนิวยอร์ก สิงคโปร์ และฮ่องกง โดยประเมินจากปัจจัยครอบคลุมทั้งสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ครอบครัว การส่งต่อทรัพย์สิน คุณภาพชีวิต และความเป็นส่วนตัว
กระแสเงินทุนที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่องยังสะท้อนผ่านความคึกคักในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับหรูหรา โดยในช่วงระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน มีการซื้อขายที่ดินริมชายหาดขนาดใหญ่จำนวน 3 แปลงบนเกาะหรู รวมมูลค่ากว่า 272 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นระยะยาวของกลุ่มนักลงทุนชั้นนำที่มีต่อดูไบอย่างชัดเจน
เปิดศึกชิงตัวนายธนาคาร ยักษ์ใหญ่แห่ขยายทีมบริหารมั่งคั่ง
แม้ตลาดน้ำมันจะมีความผูกผันและผันผวนตามความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่เงินทุนใหม่ยังคงไหลเข้าสู่อย่างต่อเนื่อง และอัตราการย้ายเงินทุนออกในช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้งมีเพียงระดับต่ำ โดย นาย Loic Voide หัวหน้าฝ่ายธนาคารเอกชนประจำตะวันออกกลางและแอฟริกาของธนาคาร DBS เปิดเผยว่า มีเพียงไม่กี่ครอบครัวเท่านั้นที่ตัดสินใจย้ายกลับไปยังสหราชอาณาจักรหรือประเทศฝรั่งเศส
ขณะเดียวกัน ธนาคาร Julius Baer จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งบริหารสินทรัพย์ลูกค้ารวมเกือบ 550,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระบุว่า ประสบการณ์กว่า 20 ปีในภูมิภาคตะวันออกกลางได้พิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้าง โดย นาย Rahul Malhotra หัวหน้าฝ่ายตลาดเกิดใหม่ของธนาคาร ย้ำว่า “ลูกค้ากลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงและสำนักงานบริหารทรัพย์สินครอบครัว ยังคงวางแผนอนาคตและการส่งต่อทรัพย์สินระหว่างรุ่นในภูมิภาค”
ความเชื่อมั่นระยะยาวดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการแข่งขันสูงในธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ธนาคารชั้นนำระดับโลกต่างเร่งเดินหน้าเพิ่มกำลังคน โดยธนาคาร HSBC ได้เปิดศูนย์บริหารความมั่งคั่งในดูไบเมื่อเดือนกันยายน 2568 พร้อมเตรียมอัดฉีดเงินลงทุนสูงสุดในรอบ 20 ปี ส่วน JPMorgan Chase มีแผนขยายทีมธนาคารเอกชนเพิ่มเติม ขณะที่ Rothschild & Co อยู่ระหว่างการเข้ารับช่วงกิจการในยูเออีของธนาคาร Liechtensteinische Landesbank และธนาคาร DBS ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนายธนาคารเอกชนจาก 10 คน ขึ้นเป็นมากกว่า 30 คนภายในระยะเวลา 2 ปี
ด้าน นาย Aladdin Hangari จาก HSBC ให้มุมมองเพิ่มเติมว่า “การย้ายที่อยู่อาศัย โรงเรียน ธุรกิจ หรือความสัมพันธ์กับธนาคารเป็นการตัดสินใจระยะยาว ไม่ได้เปลี่ยนตามเหตุการณ์ระยะสั้น” ซึ่งสอดคล้องกับ นาย Farzad Billimoria จาก Barclays ที่ระบุว่า “การตั้งฐานในยูเออีเป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ของครอบครัวผู้มีฐานะ ครอบคลุมทั้งธุรกิจ การใช้ชีวิต และการวางแผนข้ามรุ่น”
สคต.ดูไบ ชี้อานิสงส์เศรษฐกิจนอกภาคน้ำมัน เปิดช่องผู้ส่งออกไทย
สคต. ณ เมืองดูไบ ประเมินว่า การไหลเข้าของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งและเงินทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง จะเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการสนับสนุนและขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจนอกภาคน้ำมัน (Non-oil Economy) ของยูเออีอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในภาคธุรกิจการเงิน การบริหารความมั่งคั่ง อสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนภาคการบริการระดับบน
นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของกลุ่มประชากรระดับมหาเศรษฐียังช่วยยกระดับกำลังซื้อของผู้บริโภคในท้องถิ่นให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวถือเป็นโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญสำหรับผู้ส่งออกและผู้ประกอบการไทย ในการขยายตลาดสินค้าและบริการระดับพรีเมียมเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางในระยะต่อไป