รายชื่อพื้นที่แก้มลิง 6 แห่ง (ฝั่งตะวันออก กทม.)
โครงการทั้งหมดเคยมติ ครม. เห็นชอบหลักการเวนคืนย้อนไปตั้งแต่ปี 2562
1.บึงรับน้ำคลองคู้บอน (เขตคันนายาว / คลองสามวา)
เนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ ที่ดินเป้าหมายถูกเปลี่ยนมือไปยังเอกชนและพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย
2.บึงรับน้ำคลองบางชัน (เขตมีนบุรี)
เนื้อที่ประมาณ 39 ไร่ ปัจจุบันแปลงที่ดินเปลี่ยนสภาพกลายเป็นโครงการบ้านจัดสรรเรียบร้อยแล้ว
3.บึงรับน้ำคลองสามวา 1 (เขตคลองสามวา)
เนื้อที่ประมาณ 127 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยไปเกือบทั้งหมด
4.บึงรับน้ำคลองสามวา 2 (เขตคลองสามวา)
วางแผนความจุเดิมไว้ราว 8.9 แสน ลบ.ม. ไร้การตรา พ.ร.ฎ. เวนคืน จนกระทั่งมีโครงการจัดสรรเข้าใช้พื้นที่
5.บึงรับน้ำคลองลำหม้อแตก (เขตสายไหม / บางเขน)
โครงการค้างท่อ เอกชนเปิดโครงการบ้านจัดสรรตามปกติ
6.บึงรับน้ำคลองพระยาสุเรนทร์ (เขตคลองสามวา)
ถูกปล่อยให้เอกชนเข้าซื้อและสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์
สาเหตุที่เอกชน/นายทุนเข้าสร้างหมู่บ้านจัดสรรได้
การเวนคืนที่ดินล่าช้า: โครงการศึกษาไว้ตั้งแต่ยุคก่อน แต่ไม่มีการออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.)
เวนคืนที่ดินอย่างจริงจัง ทำให้เจ้าของที่ดินเดิมสามารถขายต่อให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์ได้ตามกฎหมาย
มูลค่าที่ดินพุ่งสูง: เมื่อที่ดินกลายเป็นหมู่บ้านจัดสรรหรู ค่าเวนคืนรวมของทั้ง 6 โครงการพุ่งสูงขึ้นถึงกว่า 11,000 ล้านบาท
การปรับในร่างผังเมืองใหม่: ในร่างผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่ พื้นที่บึงรับน้ำทั้ง 6 แห่งนี้หายไปจากผังระบายน้ำ
และผังการใช้อยู่อาศัยถูกปรับจากพื้นที่อนุรักษ์ชนบท/รับน้ำ (สีเขียวลายทแยง) เป็นพื้นที่อยู่อาศัย (สีเหลือง/สีส้ม)
คำชี้แจงจากทาง กทม.
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ชี้แจงว่า กทม. ไม่ได้ยกเลิกแก้มลิง แต่การทุ่มงบประมาณนับหมื่นล้านบาท
เพื่อกว้านซื้อที่ดินเปล่ามาขุดบึงรับน้ำในปัจจุบันถือว่าไม่คุ้มค่า จึงเปลี่ยนยุทธศาสตร์ไปเน้นการขุด
ลอกคลอง การสร้างเขื่อน และอุโมงค์ระบายน้ำเพื่อระบายน้ำออกแทน
อย่างไรก็ตาม ภาคประชาชนและนักวิชาการยังคงตั้งคำถามถึงมาตรการรองรับน้ำท่วมขังในโซนตะวันออก
ที่สูญเสียพื้นที่รับน้ำธรรมชาติไปอย่างถาวร
เอาพื้นที่โครงการตามพระราชดำริของในหลวง ร.9 ไปทำหมู่บ้านจัดสรรได้ด้วยหรือ ?
รายชื่อพื้นที่แก้มลิง 6 แห่ง (ฝั่งตะวันออก กทม.)
โครงการทั้งหมดเคยมติ ครม. เห็นชอบหลักการเวนคืนย้อนไปตั้งแต่ปี 2562
1.บึงรับน้ำคลองคู้บอน (เขตคันนายาว / คลองสามวา)
เนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ ที่ดินเป้าหมายถูกเปลี่ยนมือไปยังเอกชนและพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย
2.บึงรับน้ำคลองบางชัน (เขตมีนบุรี)
เนื้อที่ประมาณ 39 ไร่ ปัจจุบันแปลงที่ดินเปลี่ยนสภาพกลายเป็นโครงการบ้านจัดสรรเรียบร้อยแล้ว
3.บึงรับน้ำคลองสามวา 1 (เขตคลองสามวา)
เนื้อที่ประมาณ 127 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยไปเกือบทั้งหมด
4.บึงรับน้ำคลองสามวา 2 (เขตคลองสามวา)
วางแผนความจุเดิมไว้ราว 8.9 แสน ลบ.ม. ไร้การตรา พ.ร.ฎ. เวนคืน จนกระทั่งมีโครงการจัดสรรเข้าใช้พื้นที่
5.บึงรับน้ำคลองลำหม้อแตก (เขตสายไหม / บางเขน)
โครงการค้างท่อ เอกชนเปิดโครงการบ้านจัดสรรตามปกติ
6.บึงรับน้ำคลองพระยาสุเรนทร์ (เขตคลองสามวา)
ถูกปล่อยให้เอกชนเข้าซื้อและสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์
สาเหตุที่เอกชน/นายทุนเข้าสร้างหมู่บ้านจัดสรรได้
การเวนคืนที่ดินล่าช้า: โครงการศึกษาไว้ตั้งแต่ยุคก่อน แต่ไม่มีการออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.)
เวนคืนที่ดินอย่างจริงจัง ทำให้เจ้าของที่ดินเดิมสามารถขายต่อให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์ได้ตามกฎหมาย
มูลค่าที่ดินพุ่งสูง: เมื่อที่ดินกลายเป็นหมู่บ้านจัดสรรหรู ค่าเวนคืนรวมของทั้ง 6 โครงการพุ่งสูงขึ้นถึงกว่า 11,000 ล้านบาท
การปรับในร่างผังเมืองใหม่: ในร่างผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่ พื้นที่บึงรับน้ำทั้ง 6 แห่งนี้หายไปจากผังระบายน้ำ
และผังการใช้อยู่อาศัยถูกปรับจากพื้นที่อนุรักษ์ชนบท/รับน้ำ (สีเขียวลายทแยง) เป็นพื้นที่อยู่อาศัย (สีเหลือง/สีส้ม)
คำชี้แจงจากทาง กทม.
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ชี้แจงว่า กทม. ไม่ได้ยกเลิกแก้มลิง แต่การทุ่มงบประมาณนับหมื่นล้านบาท
เพื่อกว้านซื้อที่ดินเปล่ามาขุดบึงรับน้ำในปัจจุบันถือว่าไม่คุ้มค่า จึงเปลี่ยนยุทธศาสตร์ไปเน้นการขุด
ลอกคลอง การสร้างเขื่อน และอุโมงค์ระบายน้ำเพื่อระบายน้ำออกแทน
อย่างไรก็ตาม ภาคประชาชนและนักวิชาการยังคงตั้งคำถามถึงมาตรการรองรับน้ำท่วมขังในโซนตะวันออก
ที่สูญเสียพื้นที่รับน้ำธรรมชาติไปอย่างถาวร