หลายคนขับรถผ่านถนนสุขุมวิท จังหวัดสมุทรปราการ อาจไม่เคยรู้เลยว่า…
เหนือศีรษะของรถที่กำลังวิ่งผ่าน มี “สายน้ำ” ไหลข้ามถนนอยู่จริง
https://www.facebook.com/share/p/1BXB9xj94Q/?mibextid=wwXIfr

นี่คือ “สะพานน้ำยกระดับสุวรรณภูมิ” ส่วนหนึ่งของโครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงสร้างด้านการจัดการน้ำที่เกิดขึ้นจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546 พระองค์มีพระราชดำริเกี่ยวกับการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ โดยมิให้พิจารณาเฉพาะพื้นที่สนามบินเท่านั้น แต่ต้องมองไปถึงพื้นที่โดยรอบด้วย
เพราะพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออกและสมุทรปราการจำนวนมากเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ การขยายตัวของเมือง ถนน ชุมชน และพื้นที่เศรษฐกิจ ทำให้พื้นที่รองรับน้ำตามธรรมชาติลดลง
โจทย์จึงไม่ใช่เพียงว่า
“จะป้องกันสนามบินอย่างไร”
แต่คือ
“จะพาน้ำจำนวนมหาศาลออกจากพื้นที่นี้ไปสู่ทะเลอย่างไรให้เร็วที่สุด”
แนวทางหนึ่งที่เกิดขึ้นคือการเร่งระบายน้ำจากคลองสำโรง ผ่านคลองระบายน้ำสุวรรณภูมิ ก่อนใช้สถานีสูบน้ำขนาดใหญ่ผลักน้ำออกสู่อ่าวไทยโดยตรง
คลองระบายน้ำสุวรรณภูมิมีความยาวประมาณ 10.12 กิโลเมตร
แต่ช่วงที่น่าทึ่งที่สุด คือ “อาคารสะพานน้ำ”
สะพานคอนกรีตเสริมเหล็กรูปตัวยูยาวประมาณ 2.20 กิโลเมตร ทำหน้าที่พาน้ำข้ามคลองชายทะเลและถนนสุขุมวิท ก่อนส่งต่อออกไปทางทะเล
รถวิ่งอยู่ข้างล่าง
ส่วนน้ำจำนวนมหาศาลไหลอยู่ข้างบน
สถานีสูบน้ำติดตั้งเครื่องสูบขนาดใหญ่ 4 เครื่อง มีกำลังระบายน้ำรวมสูงสุดประมาณ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
นี่จึงไม่ใช่เพียง “คลองที่สร้างสูงขึ้น”
แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบจัดการน้ำขนาดใหญ่ที่เชื่อมคลอง สถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ ถนน และระบบควบคุมเข้าด้วยกัน เพื่อเร่งนำน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำไปสู่อ่าวไทย
เมื่อเกิดมหาอุทกภัย พ.ศ. 2554 ระบบระบายน้ำแห่งนี้ได้ทำหน้าที่อย่างสำคัญในการระบายน้ำออกสู่ทะเล มีข้อมูลของหน่วยงานรัฐระบุว่าตลอดช่วงเหตุการณ์สามารถระบายน้ำได้รวมประมาณ 560 ล้านลูกบาศก์เมตร
ผลของโครงการไม่ได้มีเพียงการเร่งระบายน้ำ
ข้อมูลการประเมินโครงการยังระบุว่า ระบบสามารถช่วยลดพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมประมาณ 140 ตารางกิโลเมตร และภายใต้เงื่อนไขปริมาณฝนที่ใช้ในการออกแบบ สามารถลดระยะเวลาน้ำท่วมขังจากประมาณ 10 วัน เหลือประมาณ 2 วัน
ในฤดูแล้ง คลองยังสามารถเก็บน้ำจืดไว้ใช้ประโยชน์ได้ประมาณ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร
นั่นคือสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของโครงการนี้
สิ่งก่อสร้างเดียวไม่ได้ถูกคิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเพียงด้านเดียว
ฤดูน้ำหลาก ใช้เร่งระบายน้ำ
ฤดูแล้ง ใช้เป็นแหล่งน้ำสำรอง
ถนนบนแนวคลองช่วยเชื่อมการคมนาคม
ส่วนระบบประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ และโทรมาตร ช่วยให้การบริหารน้ำทั้งพื้นที่ทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ
วันนี้ ทุกครั้งที่ฝนตกหนักและน้ำจำนวนมหาศาลต้องถูกเร่งระบายออกจากพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออกและสมุทรปราการ โครงสร้างแห่งนี้ยังคงปฏิบัติหน้าที่ของมันอยู่
เงียบ ๆ
โดยที่คนจำนวนมากอาจขับรถลอดใต้สายน้ำนั้นไปทุกวัน โดยไม่เคยรู้ว่าเหนือศีรษะของตนเอง คือหนึ่งในงานด้านการจัดการน้ำที่ถือกำเนิดขึ้นจากพระราชดำริเมื่อกว่าสองทศวรรษก่อน
จากพระราชดำริที่มิได้ทรงมองเพียงพื้นที่สนามบิน
แต่ทรงคำนึงถึงพื้นที่โดยรอบและประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำทั้งหมด
พระราชดำรินั้นจึงมิได้หยุดอยู่บนกระดาษ
แต่กลายเป็นคลอง
กลายเป็นสถานีสูบน้ำ
กลายเป็นสะพานที่พาน้ำข้ามถนน
และยังคงทำหน้าที่อยู่จนถึงทุกวันนี้
https://www.facebook.com/share/1E4b12p4Vw/?mibextid=wwXIfr
หลายคนขับรถผ่านถนนสุขุมวิท จังหวัดสมุทรปราการ อาจไม่เคยรู้เลยว่าเหนือศีรษะของรถที่กำลังวิ่งผ่าน มี “สายน้ำ” ไหลข้ามถนน
เหนือศีรษะของรถที่กำลังวิ่งผ่าน มี “สายน้ำ” ไหลข้ามถนนอยู่จริง
https://www.facebook.com/share/p/1BXB9xj94Q/?mibextid=wwXIfr
นี่คือ “สะพานน้ำยกระดับสุวรรณภูมิ” ส่วนหนึ่งของโครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงสร้างด้านการจัดการน้ำที่เกิดขึ้นจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546 พระองค์มีพระราชดำริเกี่ยวกับการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ โดยมิให้พิจารณาเฉพาะพื้นที่สนามบินเท่านั้น แต่ต้องมองไปถึงพื้นที่โดยรอบด้วย
เพราะพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออกและสมุทรปราการจำนวนมากเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ การขยายตัวของเมือง ถนน ชุมชน และพื้นที่เศรษฐกิจ ทำให้พื้นที่รองรับน้ำตามธรรมชาติลดลง
โจทย์จึงไม่ใช่เพียงว่า
“จะป้องกันสนามบินอย่างไร”
แต่คือ
“จะพาน้ำจำนวนมหาศาลออกจากพื้นที่นี้ไปสู่ทะเลอย่างไรให้เร็วที่สุด”
แนวทางหนึ่งที่เกิดขึ้นคือการเร่งระบายน้ำจากคลองสำโรง ผ่านคลองระบายน้ำสุวรรณภูมิ ก่อนใช้สถานีสูบน้ำขนาดใหญ่ผลักน้ำออกสู่อ่าวไทยโดยตรง
คลองระบายน้ำสุวรรณภูมิมีความยาวประมาณ 10.12 กิโลเมตร
แต่ช่วงที่น่าทึ่งที่สุด คือ “อาคารสะพานน้ำ”
สะพานคอนกรีตเสริมเหล็กรูปตัวยูยาวประมาณ 2.20 กิโลเมตร ทำหน้าที่พาน้ำข้ามคลองชายทะเลและถนนสุขุมวิท ก่อนส่งต่อออกไปทางทะเล
รถวิ่งอยู่ข้างล่าง
ส่วนน้ำจำนวนมหาศาลไหลอยู่ข้างบน
สถานีสูบน้ำติดตั้งเครื่องสูบขนาดใหญ่ 4 เครื่อง มีกำลังระบายน้ำรวมสูงสุดประมาณ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
นี่จึงไม่ใช่เพียง “คลองที่สร้างสูงขึ้น”
แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบจัดการน้ำขนาดใหญ่ที่เชื่อมคลอง สถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ ถนน และระบบควบคุมเข้าด้วยกัน เพื่อเร่งนำน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำไปสู่อ่าวไทย
เมื่อเกิดมหาอุทกภัย พ.ศ. 2554 ระบบระบายน้ำแห่งนี้ได้ทำหน้าที่อย่างสำคัญในการระบายน้ำออกสู่ทะเล มีข้อมูลของหน่วยงานรัฐระบุว่าตลอดช่วงเหตุการณ์สามารถระบายน้ำได้รวมประมาณ 560 ล้านลูกบาศก์เมตร
ผลของโครงการไม่ได้มีเพียงการเร่งระบายน้ำ
ข้อมูลการประเมินโครงการยังระบุว่า ระบบสามารถช่วยลดพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมประมาณ 140 ตารางกิโลเมตร และภายใต้เงื่อนไขปริมาณฝนที่ใช้ในการออกแบบ สามารถลดระยะเวลาน้ำท่วมขังจากประมาณ 10 วัน เหลือประมาณ 2 วัน
ในฤดูแล้ง คลองยังสามารถเก็บน้ำจืดไว้ใช้ประโยชน์ได้ประมาณ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร
นั่นคือสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของโครงการนี้
สิ่งก่อสร้างเดียวไม่ได้ถูกคิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเพียงด้านเดียว
ฤดูน้ำหลาก ใช้เร่งระบายน้ำ
ฤดูแล้ง ใช้เป็นแหล่งน้ำสำรอง
ถนนบนแนวคลองช่วยเชื่อมการคมนาคม
ส่วนระบบประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ และโทรมาตร ช่วยให้การบริหารน้ำทั้งพื้นที่ทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ
วันนี้ ทุกครั้งที่ฝนตกหนักและน้ำจำนวนมหาศาลต้องถูกเร่งระบายออกจากพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออกและสมุทรปราการ โครงสร้างแห่งนี้ยังคงปฏิบัติหน้าที่ของมันอยู่
เงียบ ๆ
โดยที่คนจำนวนมากอาจขับรถลอดใต้สายน้ำนั้นไปทุกวัน โดยไม่เคยรู้ว่าเหนือศีรษะของตนเอง คือหนึ่งในงานด้านการจัดการน้ำที่ถือกำเนิดขึ้นจากพระราชดำริเมื่อกว่าสองทศวรรษก่อน
จากพระราชดำริที่มิได้ทรงมองเพียงพื้นที่สนามบิน
แต่ทรงคำนึงถึงพื้นที่โดยรอบและประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำทั้งหมด
พระราชดำรินั้นจึงมิได้หยุดอยู่บนกระดาษ
แต่กลายเป็นคลอง
กลายเป็นสถานีสูบน้ำ
กลายเป็นสะพานที่พาน้ำข้ามถนน
และยังคงทำหน้าที่อยู่จนถึงทุกวันนี้
https://www.facebook.com/share/1E4b12p4Vw/?mibextid=wwXIfr