ขุนนางหากินกับน้ำท่วม กลวิธี "เลี้ยงภัยพิบัติ" เพื่อสูบเงินแผ่นดินในราชวงศ์ชิง
.
ในประวัติศาสตร์จีน ภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างอุทกภัยแม่น้ำหวงเหอ (黄河) คือฝันร้ายของราษฎร แต่กลับเป็นโอกาสทองของขุนนางทุจริตสัมภเวสีผีเปรต การบริหารจัดการน้ำในยุคราชวงศ์ชิงกลายเป็นแหล่งกอบโกยผลประโยชน์ที่ใหญ่ที่สุด จนเกิดปรากฏการณ์ที่ขุนนางจงใจ "เลี้ยงภัยพิบัติ" เพื่อเบิกงบประมาณอย่างต่อเนื่อง
.
อ้างอิงจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะบันทึกเซี่ยวถิงจ๋าลู่ (啸亭杂录) ของเจาเหลียน (昭梿) เชื้อพระวงศ์ชิงผู้สังเกตการณ์ระบบราชการอย่างแหลมคม ได้เปิดโปงพฤติกรรมของขุนนางกรมแม่น้ำ (河官) ไว้อย่างชัดเจน
.
1. ตำแหน่งขุนนางที่ร่ำรวยที่สุดในแผ่นดิน
ราชสำนักชิงตั้งตำแหน่งเหอเต้าจงตู (河道总督) หรือผู้ว่าการคุมแม่น้ำ เพื่อรับผิดชอบการป้องกันน้ำท่วมโดยเฉพาะ ในแต่ละปี ราชสำนักต้องอนุมัติงบประมาณเงิน (ตำลึงเงิน) จำนวนหลายล้านตำลึงเพื่อบำรุงรักษาแม่น้ำหวงเหอ งบประมาณนี้ถูกแบ่งสรรปันส่วนเข้ากระเป๋าขุนนางทุกระดับชั้น ตั้งแต่ผู้ตรวจการไปจนถึงผู้คุมงานระดับล่าง
.
2. การบิดเบือนภูมิปัญญาเซ่ากง
เทคโนโลยีหลักในการกั้นน้ำของจีนโบราณคือ เซ่ากง (埽工) ซึ่งเป็นการนำฟาง ต้นอ้อ หรือกิ่งหลิว (ต่อมาในยุคชิงนิยมใช้ต้นข้าวฟ่าง) มาห่อรวมกับดินและหิน แล้วมัดด้วยเชือกป่าน เทคโนโลยีนี้เป็นมาตรฐานทางวิศวกรรมที่มีประสิทธิภาพและใช้มาอย่างยาวนาน
.
ปัญหาการทุจริตไม่ได้อยู่ที่ตัววิธีการ แต่อยู่ที่การปฏิบัติ ขุนนางมักรายงานปริมาณวัสดุเบิกจ่ายเกินจริง และแอบลดสัดส่วนของหินและดินที่เป็นตัวถ่วงน้ำหนักลง ทำให้แนวป้องกัน เซ่ากงที่ควรจะแข็งแรงกลับเปราะบางและพร้อมจะพังทลายเมื่อกระแสน้ำหลากมาถึง
.
3. ความจริงของกลยุทธ์ "เลี้ยงภัยพิบัติ"
ในยุคหลังมักมีวาทกรรมทางการเมือง (เช่น คำวิจารณ์ของซุนยัตเซ็น) ที่ระบุว่าขุนนางจงใจทำลายเขื่อนด้วยมือมนุษย์เพื่อสร้างสถานการณ์ แต่ในจดหมายเหตุทางการของราชวงศ์ชิง การเลี้ยงภัยพิบัติ (养水患以自重) มีความหมายในเชิงการละเลยหน้าที่อย่างตั้งใจ
.
ขุนนางพอใจที่จะเห็นภัยน้ำดำเนินต่อไปโดยไม่คิดป้องกันอย่างจริงจัง เพื่อให้มีข้ออ้างในการขอเบิกงบประมาณซ่อมแซมในทุกๆ ปี นอกจากนี้ บันทึกยังระบุถึงความเห็นแก่ตัวในยามวิกฤต เช่น การที่ขุนนางแอบไปเจาะทำลายเขื่อนในพื้นที่รับผิดชอบของเมืองข้างเคียง เพื่อระบายน้ำและรักษาเขื่อนของตนเองให้รอดพ้นความผิด
.
4. ความหรูหราบนคราบน้ำตาของราษฎร
บันทึกเซี่ยวถิงจ๋าลู่ ระบุว่า ขุนนางกรมแม่น้ำมีวิถีชีวิตที่หรูหราฟุ่มเฟือยยิ่งกว่าขุนนางในเมืองหลวง พวกเขาแต่งกายด้วยผ้าไหมชั้นเลิศ เลี้ยงคณะงิ้วส่วนตัว และจัดงานเลี้ยงรับรองที่ใช้เงินจำนวนมากต่อมื้อ ในขณะที่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำหวงเหอ ราษฎรต้องสูญเสียบ้านเรือนและอดอยากจนต้องกินเปลือกไม้ การทุจริตในกรมแม่น้ำฝังรากลึกและปราบปรามได้ยาก เพราะขุนนางเหล่านี้จ่ายสินบนเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจในส่วนกลางไว้เป็นเครือข่าย
.
การบริหารจัดการน้ำในราชวงศ์ชิงจึงสะท้อนให้เห็นความเน่าเฟะของระบบราชการ ที่ขุนนางมองเห็นความพินาศของบ้านเมืองเป็นเพียงรอบการเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดิน
.
#ต้าจีน #ประวัติศาสตร์จีน #ราชวงศ์ชิง #ทุจริต #แม่น้ำหวงเหอ #เกร็ดประวัติศาสตร์
ที่มา
https://www.facebook.com/share/p/1CDZ7M24L4/
ในประวัติศาสตร์ จีน มีขุนนาง หากิน กับน้ำท่วม เลี้ยงภัยพิบัติ สูบ เงินแผ่นดิน
.
ในประวัติศาสตร์จีน ภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างอุทกภัยแม่น้ำหวงเหอ (黄河) คือฝันร้ายของราษฎร แต่กลับเป็นโอกาสทองของขุนนางทุจริตสัมภเวสีผีเปรต การบริหารจัดการน้ำในยุคราชวงศ์ชิงกลายเป็นแหล่งกอบโกยผลประโยชน์ที่ใหญ่ที่สุด จนเกิดปรากฏการณ์ที่ขุนนางจงใจ "เลี้ยงภัยพิบัติ" เพื่อเบิกงบประมาณอย่างต่อเนื่อง
.
อ้างอิงจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะบันทึกเซี่ยวถิงจ๋าลู่ (啸亭杂录) ของเจาเหลียน (昭梿) เชื้อพระวงศ์ชิงผู้สังเกตการณ์ระบบราชการอย่างแหลมคม ได้เปิดโปงพฤติกรรมของขุนนางกรมแม่น้ำ (河官) ไว้อย่างชัดเจน
.
1. ตำแหน่งขุนนางที่ร่ำรวยที่สุดในแผ่นดิน
ราชสำนักชิงตั้งตำแหน่งเหอเต้าจงตู (河道总督) หรือผู้ว่าการคุมแม่น้ำ เพื่อรับผิดชอบการป้องกันน้ำท่วมโดยเฉพาะ ในแต่ละปี ราชสำนักต้องอนุมัติงบประมาณเงิน (ตำลึงเงิน) จำนวนหลายล้านตำลึงเพื่อบำรุงรักษาแม่น้ำหวงเหอ งบประมาณนี้ถูกแบ่งสรรปันส่วนเข้ากระเป๋าขุนนางทุกระดับชั้น ตั้งแต่ผู้ตรวจการไปจนถึงผู้คุมงานระดับล่าง
.
2. การบิดเบือนภูมิปัญญาเซ่ากง
เทคโนโลยีหลักในการกั้นน้ำของจีนโบราณคือ เซ่ากง (埽工) ซึ่งเป็นการนำฟาง ต้นอ้อ หรือกิ่งหลิว (ต่อมาในยุคชิงนิยมใช้ต้นข้าวฟ่าง) มาห่อรวมกับดินและหิน แล้วมัดด้วยเชือกป่าน เทคโนโลยีนี้เป็นมาตรฐานทางวิศวกรรมที่มีประสิทธิภาพและใช้มาอย่างยาวนาน
.
ปัญหาการทุจริตไม่ได้อยู่ที่ตัววิธีการ แต่อยู่ที่การปฏิบัติ ขุนนางมักรายงานปริมาณวัสดุเบิกจ่ายเกินจริง และแอบลดสัดส่วนของหินและดินที่เป็นตัวถ่วงน้ำหนักลง ทำให้แนวป้องกัน เซ่ากงที่ควรจะแข็งแรงกลับเปราะบางและพร้อมจะพังทลายเมื่อกระแสน้ำหลากมาถึง
.
3. ความจริงของกลยุทธ์ "เลี้ยงภัยพิบัติ"
ในยุคหลังมักมีวาทกรรมทางการเมือง (เช่น คำวิจารณ์ของซุนยัตเซ็น) ที่ระบุว่าขุนนางจงใจทำลายเขื่อนด้วยมือมนุษย์เพื่อสร้างสถานการณ์ แต่ในจดหมายเหตุทางการของราชวงศ์ชิง การเลี้ยงภัยพิบัติ (养水患以自重) มีความหมายในเชิงการละเลยหน้าที่อย่างตั้งใจ
.
ขุนนางพอใจที่จะเห็นภัยน้ำดำเนินต่อไปโดยไม่คิดป้องกันอย่างจริงจัง เพื่อให้มีข้ออ้างในการขอเบิกงบประมาณซ่อมแซมในทุกๆ ปี นอกจากนี้ บันทึกยังระบุถึงความเห็นแก่ตัวในยามวิกฤต เช่น การที่ขุนนางแอบไปเจาะทำลายเขื่อนในพื้นที่รับผิดชอบของเมืองข้างเคียง เพื่อระบายน้ำและรักษาเขื่อนของตนเองให้รอดพ้นความผิด
.
4. ความหรูหราบนคราบน้ำตาของราษฎร
บันทึกเซี่ยวถิงจ๋าลู่ ระบุว่า ขุนนางกรมแม่น้ำมีวิถีชีวิตที่หรูหราฟุ่มเฟือยยิ่งกว่าขุนนางในเมืองหลวง พวกเขาแต่งกายด้วยผ้าไหมชั้นเลิศ เลี้ยงคณะงิ้วส่วนตัว และจัดงานเลี้ยงรับรองที่ใช้เงินจำนวนมากต่อมื้อ ในขณะที่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำหวงเหอ ราษฎรต้องสูญเสียบ้านเรือนและอดอยากจนต้องกินเปลือกไม้ การทุจริตในกรมแม่น้ำฝังรากลึกและปราบปรามได้ยาก เพราะขุนนางเหล่านี้จ่ายสินบนเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจในส่วนกลางไว้เป็นเครือข่าย
.
การบริหารจัดการน้ำในราชวงศ์ชิงจึงสะท้อนให้เห็นความเน่าเฟะของระบบราชการ ที่ขุนนางมองเห็นความพินาศของบ้านเมืองเป็นเพียงรอบการเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดิน
.
#ต้าจีน #ประวัติศาสตร์จีน #ราชวงศ์ชิง #ทุจริต #แม่น้ำหวงเหอ #เกร็ดประวัติศาสตร์
ที่มา
https://www.facebook.com/share/p/1CDZ7M24L4/