เตือนใจคนทำงาน: โดนแซะ ใส่สีตีไข่ แถมโดนยัดงานสารพัดใน รพ.รัฐ เพียงเพราะเรามีทางเลือกและอยากมีชีวิตที่ดีกว่า

สวัสดีครับ/ค่ะเพื่อนๆ ชาวพันทิป วันนี้อยากมาแชร์ประสบการณ์จริงและอุทาหรณ์ชีวิตการทำงาน เพื่อเป็นแรงใจให้คนที่กำลังเจอ "สังคม Toxic และการโดนเอาเปรียบในที่ทำงาน" ได้มีกำลังใจสู้ต่อครับ
​เรื่องมีอยู่ว่า ผม/ดิฉัน ทำงานเป็นผู้ช่วยเหลือคนไข้ (NA) ในห้องฉุกเฉิน (ER) ของโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง ได้รับค่าแรงขั้นต่ำวันละ 330 บาท งาน ER ใครๆ ก็รู้ว่าทั้งหนัก ล้า และต้องรับแรงกดดันจากเคสอุบัติเหตุและเคสวิกฤตตลอดเวลา
​แต่สิ่งที่บั่นทอนจิตใจยิ่งกว่างานคนไข้ คือ "ระบบงานที่เอาเปรียบ" และ "คนในที่ทำงาน" ครับ/ค่ะ
​1. ภาระงานและค่าตอบแทนที่ไม่เคยคุ้มค่า
​นอกจากงานดูแลคนไข้ที่หนักอยู่แล้ว เรายังต้องเจอการยัดเยียดงานที่ไม่ใช่น้าที่ของตัวเอง เช่น งานเอกสารของคนอื่นที่ชอบโยนมาให้ทำ ไหนจะภาระงาน 5ส. ที่กลายมาเป็นงานเอกสาร/รูปภาพสร้างภาพประเมินผลงานของผู้ใหญ่ แต่ตกมาเป็นภาระของ NA ที่ต้องมานั่งทำทั้งที่งานตรงหน้าก็แน่นจนแทบไม่ได้พัก และที่เจ็บปวดที่สุดคือ ค่าเวรบ่าย-ดึก ได้เพิ่มแค่ 120 บาท ซึ่งต้องแลกกับการอดนอน ร่างกายพัง และความเสี่ยงสารพัด
​2. สังคม Toxic และการคุกคามความเป็นส่วนตัว
​ในหวอดจะมีกลุ่มพี่คนเก่า ขาใหญ่ พยาบาลรุ่นใหญ่ และหัวหน้างาน ที่รวมตัวสร้างบรรยากาศ toxic นินทาและแซะเราสารพัดเรื่อง:
​เรื่องงานอดิเรก: เราชอบเขียนนิยายออนไลน์เป็นอาชีพเสริม และขอเก็บ "นามปากกา" ไว้เป็นพื้นที่ส่วนตัว แต่กลับโดนนำไปนินทาใส่สีตีไข่ว่า "แต่งนิยายโป๊หรือเปล่า ถึงไม่ยอมบอกนามปากกา"
​เรื่องการลาออก: พอเราเริ่มวางแผนอยากก้าวไปข้างหน้า เรื่องจะลาออกกลับโดนเอาไปพูดต่อ จนเรื่องลามไปถึงหูแม่ ทำให้แม่เข้าใจผิดและกลับมาด่าเรา ทั้งที่เราไม่ได้ทำอะไรผิดเลย
​เรื่องสิทธิ์วันลาและเวร: พอลาพักร้อนไปเที่ยวตามสิทธิ์ ก็โดนแซะด้วยความอิจฉา พอขอขายเวรหรือแลกเวรอย่างถูกต้องตามระเบียบ ก็โดนจ้องจับผิดหาว่าไม่ทุ่มเท
​เรื่องทัศนคติข่มอาชีพ: หัวหน้าและคนเก่าๆ ชอบพูดข่มว่า "งานประจำ/งานราชการดีที่สุด ฟรีแลนซ์หรือนายหน้าออนไลน์ไม่มีเกียรติหรอก" แถมยังชอบเอาอินฟลูเอนเซอร์หรือครีเอเตอร์ออนไลน์มาแซะ ทั้งที่ความจริง รายได้และสภาพชีวิตของคนที่พูดข่มนั้น ไม่ได้ดีไปกว่าคนที่เขาเอาไปแซะเลยสักนิด  
​3. จุดเปลี่ยนและบทเรียนสำคัญ
​ช่วงแรกอึดอัดและเสียน้ำตาบ่อยมาก จนอยากจะโพสต์แฉให้รู้แล้วรู้รอด แต่พอมองตามความเป็นจริง การใช้อารมณ์โต้ตอบมีแต่จะทำให้เราเสียเปรียบและเสี่ยงเรื่องกฎหมาย
​เราเลยถอยออกมาวิเคราะห์พฤติกรรมของคนพวกนี้ แล้วก็เข้าใจได้ทันทีว่า "ปัญหามันอยู่ที่ตัวเขา ไม่ใช่เรา"
คนที่ทนเห็นคนอื่นได้ดีกว่าไม่ได้ ชอบแซะ ชอบจับผิด คือคนที่ชีวิตข้างในแห้งเหี่ยวและติดหล่มอยู่กับระบบเดิมๆ พอเห็นเรามีทักษะอื่น มีอิสรภาพ และมีทางเลือกที่จะก้าวออกไป ลึกๆ เขาเลยรู้สึกอิจฉาและกลัวโดนทิ้งไว้ข้างหลัง วิธีเดียวที่ทำให้เขารู้สึกดีขึ้น คือการกดคนอื่นลงมาให้อยู่ต่ำกว่าตัวเอง
​4. แผนการเอาคืนอย่างสง่างาม
​หลังจากคิดได้ เราเปลี่ยนแผนชีวิตทันที:
​ตัดการให้ข้อมูลส่วนตัว (Information Diet): เลิกเล่าเรื่องชีวิต เลิกอธิบายเหตุผล ตอบเฉพาะเรื่องงานนิ่งๆ แล้วเดินหนี
​ตอกกลับด้วยตรรกะหน้าชา: เวลาโดนแซะ เรายิ้มหวานแล้วถามกลับนิ่งๆ เช่น "หนูจัดการตามสิทธิ์ถูกต้องค่ะ พี่ติดขัดตรงไหนเรื่องงานไหมคะ?" เท่านี้เขาก็จุกและหน้าแตกไปเองต่อหน้าคนอื่น
​ตั้งเป้าหมายใหญ่: ตอนนี้เรากำลังซุ่มตั้งใจเขียนนิยายและทำนายหน้าออนไลน์ ตั้งเป้าหมายสร้างรายได้เสริมให้ได้มากกว่าเงินเดือนประจำ เพื่อเป็นเงินทุนสำรองฉุกเฉินและพร้อมยื่นใบลาออกจาก รพ. แห่งนี้อย่างแน่นอนภายในมกราคม 2570
​อยากฝากถึงทุกคนที่กำลังโดนรังแกหรือโดนแซะในที่ทำงานนะครับ/ค่ะว่า อย่าเอาความฝันและอนาคตของเราไปแลกกับคำพูดของคนที่มีชีวิตติดหล่ม ทำหน้าที่ของเราให้เป๊ะ รักษาสภาพจิตใจ แล้วใช้ความสำเร็จและชีวิตใหม่ของเราเป็นคำตอกหน้าที่ทรงพลังที่สุด โดยที่เราไม่ต้องเสียเวลาไปแปดเปื้อนโต้ตอบกับใครเลยครับ!
​ใครเคยเจอสังคม Toxic ใน รพ. หรือโดนยัดงานเอกสาร/งาน 5ส. แบบนี้บ้าง มาแลกเปลี่ยนวิธีรับมือกันได้นะครับ/ค่ะ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่