คุณยาย นา อ๊กบุน (รับบทโดย นามุนฮี) เป็นหญิงสูงวัยธรรมดาๆคนนึง
เธออยู่ตัวคนเดียวเปิดร้านตัดเย็บเสื้อผ้าเล็กๆน้อยๆพอแก้เหงาไปในแต่ละวัน
แต่เธอมีสิ่งที่ทำเป็นกิจวัตรนั่นก็คือ การไปร้องเรียนที่สำนักงานเขตใกล้บ้าน
ซึ่งการไปยื่นเรื่องร้องเรียนที่ว่านี่คือ ทุกเรื่องจริงๆครับ
ตั้งแต่เรื่องเล็กแบบทิ้งขยะไม่ถูกที่ ยันเรื่องใหญ่แบบการก่อสร้างอาคารผิดรูปแบบ
ชนิดที่นักร้องในบ้านเราที่ชอบยื่นเรื่องร้องเรียนตามหน้าสื่อเป็นประจำยังต้องชิดซ้ายเลยครับถ้าเจอคุณยายอ๊กบุนเข้าไป
ซึ่งนั่นทำให้บรรดาเจ้าหน้าที่เขตรู้สึกขยาดอย่างยิ่งเมื่อเห็นคุณยายก้าวเท้าเข้ามาในสำนักงาน...
จนกระทั่งวันที่คุณยายอ๊กบุนได้พบกับพัคมินแจ ... พัคมินแจ (รับบทโดย อีเจฮุน)
เพิ่งได้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ราชการในระดับล่าง เป้าหมายของเขาคือการไต่เต้าในหน้าที่การงานให้ได้โดยเร็ว
รวมถึงต้องดูแลน้องชายวัยรุ่นอีกคนซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินอีกมาก
อ๊กบุน พยายามร้องเรียนเรื่องต่างๆ เมื่อเจอกับมินแจ แต่ชายหนุ่มก็เหมือนกับคนอื่นๆ
เขาไม่ค่อยจะใส่ใจกับคำร้องต่างๆของเธอมากนัก เขาพยายามทำงานเท่าที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น
แต่นั่นก็ไม่ทำให้คุณยายท้อถอยแต่อย่างใด
วันนึงคุณยายพบว่ามินแจสนทนาภาษาอังกฤษกับฝรั่งได้ดีมาก (ด้วยความที่เรียนจบเมืองนอก)
คุณยายอ๊กบุนเลยขอให้มินแจช่วยสอนภาษาให้เธอที เพราะเคยลงเรียนแบบเข้าคลาสมาแล้ว
แต่ด้วยความที่อายุมากเรียนไม่ทันคนอื่นเค้าเลยทำให้ต้องหยุดเรียนไป
แกเลยคิดว่าหากให้มินแจสอนเป็นการส่วนตัวต้องทำให้แกพูดภาษาอังกฤษได้ดีอย่างแน่นอน
แรกๆ มินแจไม่ยอมสอน เพราะไม่ใช่เรื่อง.. แต่ก็มาใจอ่อนเพราะว่า ยองแจน้องชายของเขาชอบมาหาคุณยายอ๊กบุนเป็นประจำ
คุณยายก็ใจดีหาข้าวให้กิน ด้วยความที่แกอยู่ตัวคนเดียวจึงเอ็นดูยองแจเหมือนเป็นลูกหลานคนนึง
ขณะที่ยองแจก็ไม่มีใครในเมืองใหญ่ ส่วนพี่ชายก็พึ่งอะไรไม่ได้เลยมีคุณยายเป็นเหมือนญาติผู้ใหญ่ไว้ให้เคารพนับถือ..
มินแจซึ้งใจในน้ำใจของคุณยายที่มีต่อน้องชายของเขาเลยตัดสินใจสอนภาษาอังกฤษให้คุณยายสักที....
I Can Speak เป็นภาพยนตร์ดราม่า คอมมาดี้ เรื่องราวของคุณยายนาอ๊กบุนที่รักความเป็นธรรม
ไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบ ที่ดูเหมือนจะเยอะเกินไปนีซซ กับพัคมินแจ เจ้าหน้าที่รัฐหนุ่มไฟแรง
สองคนที่ดูเหมือนไม่มีอะไรน่าจะข้องเกี่ยวกันได้ แต่ก็มาช่วยเหลือกันเพื่อทำให้ภารกิจอันยิ่งใหญ่ของคุณยายประสบผลสำเร็จ..
นั่นคือการให้คุณยายพูดภาษาอังกฤษให้ได้
หนังเรื่องนี้แบ่งเป็น 2 พาร์ทชัดเจนครับช่วงแรกจะเป็นคอมมาดี้ เราจะเห็นความจู้จี้ของคุณยาย
อะไรก็ดูขวางหูขวางตาแกไปซะหมด แบบไม่ยอมปล่อยๆไปบ้าง เก็บทุกอย่างแล้วก็เอามาร้องเรียน
ก่อนที่ในพาร์ตช่วงครึ่งหลัง ช่วงที่แกเรียนภาษา เราถึงจะได้มาเข้าใจว่าที่แกอยากสนทนาภาษาอังกฤษให้ได้นั้นแกมีเป้าหมายเพื่ออะไร
ซึ่งนั่นคือความดราม่าแบบเรียกน้ำตา และสะเทือนใจอย่างมากเลยครับ เรียกว่าเปลี่ยน Mood and Tone ของหนังไปโดยสิ้นเชิงทีเดียว
คือถ้าพิมพ์ไปมันก็สปอยล์ เลยอยากให้ไปชมกันนะครับว่าสิ่งที่คุณยายตั้งใจทำไปทั้งหมดนั้นคืออะไร
ชื่อหนังที่บอกไว้ว่า I Can Speak นั้น มันไม่ได้หมายความแค่ว่าแกพูดภาษาอังกฤษได้
หากแต่ในฐานะของคนคนนึง สิ่งที่คุณยายทำมาตลอดนั้นก็คือการทำเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานเขตเพื่อหาความถูกต้อง
การต้องการได้รับความเป็นธรรม..
แต่การร้องเรียนของแกในครั้งนี้ (และอาจจะเป็นครั้งสุดท้าย)
มันคือการขอให้โลกทั้งโลกให้ได้รับฟังในสิ่งที่แกต้องการจะสื่อสารให้ทุกคนได้รับรู้ ถึงความอยุติธรรมที่แกได้รับมาตลอดชีวิต.
ความทุกข์ทรมานเหมือนตกนรกทั้งเป็น.. (และมันจะเป็นประเด็นที่ทำให้คุณต้องไปหารายละเอียดต่อยอดอย่างแน่นอน)
=== ทิ้งท้ายครับ หนังที่ดีสำหรับตัวเรา แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้ดีและไม่ได้ถูกใจสำหรับใคร
ซึ่งอยู่ที่ความชอบของแต่ละบุคคล ภาพยนตร์ก็เหมือนอาหารล่ะครับ อยู่ที่เราเลือกที่จะอยากชิมรสชาติแบบไหนเท่านั้นเอง ===
== I Can Speak (2017) ขอให้รับฟัง.. สิ่งที่ฉันกำลังจะพูดต่อจากนี้.. ==
คุณยาย นา อ๊กบุน (รับบทโดย นามุนฮี) เป็นหญิงสูงวัยธรรมดาๆคนนึง
เธออยู่ตัวคนเดียวเปิดร้านตัดเย็บเสื้อผ้าเล็กๆน้อยๆพอแก้เหงาไปในแต่ละวัน
แต่เธอมีสิ่งที่ทำเป็นกิจวัตรนั่นก็คือ การไปร้องเรียนที่สำนักงานเขตใกล้บ้าน
ซึ่งการไปยื่นเรื่องร้องเรียนที่ว่านี่คือ ทุกเรื่องจริงๆครับ
ตั้งแต่เรื่องเล็กแบบทิ้งขยะไม่ถูกที่ ยันเรื่องใหญ่แบบการก่อสร้างอาคารผิดรูปแบบ
ชนิดที่นักร้องในบ้านเราที่ชอบยื่นเรื่องร้องเรียนตามหน้าสื่อเป็นประจำยังต้องชิดซ้ายเลยครับถ้าเจอคุณยายอ๊กบุนเข้าไป
ซึ่งนั่นทำให้บรรดาเจ้าหน้าที่เขตรู้สึกขยาดอย่างยิ่งเมื่อเห็นคุณยายก้าวเท้าเข้ามาในสำนักงาน...
จนกระทั่งวันที่คุณยายอ๊กบุนได้พบกับพัคมินแจ ... พัคมินแจ (รับบทโดย อีเจฮุน)
เพิ่งได้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ราชการในระดับล่าง เป้าหมายของเขาคือการไต่เต้าในหน้าที่การงานให้ได้โดยเร็ว
รวมถึงต้องดูแลน้องชายวัยรุ่นอีกคนซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินอีกมาก
อ๊กบุน พยายามร้องเรียนเรื่องต่างๆ เมื่อเจอกับมินแจ แต่ชายหนุ่มก็เหมือนกับคนอื่นๆ
เขาไม่ค่อยจะใส่ใจกับคำร้องต่างๆของเธอมากนัก เขาพยายามทำงานเท่าที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น
แต่นั่นก็ไม่ทำให้คุณยายท้อถอยแต่อย่างใด
วันนึงคุณยายพบว่ามินแจสนทนาภาษาอังกฤษกับฝรั่งได้ดีมาก (ด้วยความที่เรียนจบเมืองนอก)
คุณยายอ๊กบุนเลยขอให้มินแจช่วยสอนภาษาให้เธอที เพราะเคยลงเรียนแบบเข้าคลาสมาแล้ว
แต่ด้วยความที่อายุมากเรียนไม่ทันคนอื่นเค้าเลยทำให้ต้องหยุดเรียนไป
แกเลยคิดว่าหากให้มินแจสอนเป็นการส่วนตัวต้องทำให้แกพูดภาษาอังกฤษได้ดีอย่างแน่นอน
แรกๆ มินแจไม่ยอมสอน เพราะไม่ใช่เรื่อง.. แต่ก็มาใจอ่อนเพราะว่า ยองแจน้องชายของเขาชอบมาหาคุณยายอ๊กบุนเป็นประจำ
คุณยายก็ใจดีหาข้าวให้กิน ด้วยความที่แกอยู่ตัวคนเดียวจึงเอ็นดูยองแจเหมือนเป็นลูกหลานคนนึง
ขณะที่ยองแจก็ไม่มีใครในเมืองใหญ่ ส่วนพี่ชายก็พึ่งอะไรไม่ได้เลยมีคุณยายเป็นเหมือนญาติผู้ใหญ่ไว้ให้เคารพนับถือ..
มินแจซึ้งใจในน้ำใจของคุณยายที่มีต่อน้องชายของเขาเลยตัดสินใจสอนภาษาอังกฤษให้คุณยายสักที....
I Can Speak เป็นภาพยนตร์ดราม่า คอมมาดี้ เรื่องราวของคุณยายนาอ๊กบุนที่รักความเป็นธรรม
ไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบ ที่ดูเหมือนจะเยอะเกินไปนีซซ กับพัคมินแจ เจ้าหน้าที่รัฐหนุ่มไฟแรง
สองคนที่ดูเหมือนไม่มีอะไรน่าจะข้องเกี่ยวกันได้ แต่ก็มาช่วยเหลือกันเพื่อทำให้ภารกิจอันยิ่งใหญ่ของคุณยายประสบผลสำเร็จ..
นั่นคือการให้คุณยายพูดภาษาอังกฤษให้ได้
หนังเรื่องนี้แบ่งเป็น 2 พาร์ทชัดเจนครับช่วงแรกจะเป็นคอมมาดี้ เราจะเห็นความจู้จี้ของคุณยาย
อะไรก็ดูขวางหูขวางตาแกไปซะหมด แบบไม่ยอมปล่อยๆไปบ้าง เก็บทุกอย่างแล้วก็เอามาร้องเรียน
ก่อนที่ในพาร์ตช่วงครึ่งหลัง ช่วงที่แกเรียนภาษา เราถึงจะได้มาเข้าใจว่าที่แกอยากสนทนาภาษาอังกฤษให้ได้นั้นแกมีเป้าหมายเพื่ออะไร
ซึ่งนั่นคือความดราม่าแบบเรียกน้ำตา และสะเทือนใจอย่างมากเลยครับ เรียกว่าเปลี่ยน Mood and Tone ของหนังไปโดยสิ้นเชิงทีเดียว
คือถ้าพิมพ์ไปมันก็สปอยล์ เลยอยากให้ไปชมกันนะครับว่าสิ่งที่คุณยายตั้งใจทำไปทั้งหมดนั้นคืออะไร
ชื่อหนังที่บอกไว้ว่า I Can Speak นั้น มันไม่ได้หมายความแค่ว่าแกพูดภาษาอังกฤษได้
หากแต่ในฐานะของคนคนนึง สิ่งที่คุณยายทำมาตลอดนั้นก็คือการทำเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานเขตเพื่อหาความถูกต้อง
การต้องการได้รับความเป็นธรรม..
แต่การร้องเรียนของแกในครั้งนี้ (และอาจจะเป็นครั้งสุดท้าย)
มันคือการขอให้โลกทั้งโลกให้ได้รับฟังในสิ่งที่แกต้องการจะสื่อสารให้ทุกคนได้รับรู้ ถึงความอยุติธรรมที่แกได้รับมาตลอดชีวิต.
ความทุกข์ทรมานเหมือนตกนรกทั้งเป็น.. (และมันจะเป็นประเด็นที่ทำให้คุณต้องไปหารายละเอียดต่อยอดอย่างแน่นอน)
=== ทิ้งท้ายครับ หนังที่ดีสำหรับตัวเรา แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้ดีและไม่ได้ถูกใจสำหรับใคร
ซึ่งอยู่ที่ความชอบของแต่ละบุคคล ภาพยนตร์ก็เหมือนอาหารล่ะครับ อยู่ที่เราเลือกที่จะอยากชิมรสชาติแบบไหนเท่านั้นเอง ===