อาการแบบไหนเข้าข่าย “ออฟฟิศซินโดรม”


นั่งทำงานทั้งวัน ปวดคอ บ่า ไหล่ ชาแขน…แบบไหนแค่เมื่อย แบบไหนควรพบแพทย์
“หมอคะ ช่วงนี้หนูปวดคอมาก ปวดบ่าด้วย บางวันปวดจนต้องเอามือบีบไหล่ตัวเองระหว่างทำงาน”
คนไข้หญิงวัยทำงานคนหนึ่งเล่าให้ฟัง พร้อมชี้ไปที่บริเวณต้นคอและบ่า
เธอทำงานหน้าคอมพิวเตอร์วันละหลายชั่วโมง บางวันประชุมต่อเนื่อง บางวันต้องเร่งส่งงานจนแทบไม่ได้ลุกจากเก้าอี้
ตอนแรกคิดว่าแค่ “เมื่อย”
นวดแล้วก็ดีขึ้น จึงไม่ได้สนใจมากนัก
แต่หลังจากผ่านไปหลายสัปดาห์ อาการเริ่มเปลี่ยนจากปวดเมื่อยธรรมดา
เป็นปวดตึงบริเวณคอและบ่า บางครั้งปวดลามลงแขน มีอาการชาปลายนิ้ว และบางคืนปวดจนหลับไม่สนิท
สิ่งที่น่าสนใจคือ คนไข้จำนวนมากมีอาการคล้ายกัน แต่กลับไม่แน่ใจว่า


วันนี้พี่หมอฝั่งธน..จะมาให้ความรู้  idea อาการแบบไหนเข้าข่าย “ออฟฟิศซินโดรม” idea

คำว่า “ออฟฟิศซินโดรม” ที่เราได้ยินกันบ่อย ไม่ได้หมายความว่าแค่ทำงานในออฟฟิศแล้วจะเป็นโรคนี้
แต่หมายถึงกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและระบบกระดูกและข้อที่สัมพันธ์กับการทำงานหรือพฤติกรรมที่ต้องอยู่ในท่าเดิมนาน ๆ
โดยเฉพาะการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ ใช้โทรศัพท์ หรือทำงานที่ต้องใช้กล้ามเนื้อซ้ำ ๆ

idea1. ปวดคอ บ่า ไหล่ เป็นอาการที่พบได้บ่อย
ลองสังเกตตัวเองในช่วงทำงาน
นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ไปหลายชั่วโมง แล้วรู้สึกว่าต้องยกไหล่ขึ้นลง หมุนคอ หรือเอามือบีบบ่าเพื่อคลายความตึง
ถ้าเป็นบ่อย อาจเป็นสัญญาณว่ากล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า และไหล่กำลังรับภาระมากเกินไป
โดยเฉพาะคนที่มีพฤติกรรม เช่น
นั่งหลังค่อม
ศีรษะยื่นไปด้านหน้า
จ้องหน้าจอเป็นเวลานาน
ใช้เมาส์หรือคีย์บอร์ดต่อเนื่อง
ถือโทรศัพท์ด้วยท่าเดิมนาน ๆ
ไม่ค่อยเปลี่ยนอิริยาบถ
ทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมงโดยไม่ได้พัก
เมื่อกล้ามเนื้อต้องเกร็งอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน จึงเกิดอาการล้า ตึง และปวดตามมาได้

2. ปวดศีรษะร่วมกับอาการตึงคอ
บางคนไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำว่า “ปวดคอ”
แต่จะบอกว่า
“ช่วงนี้ปวดหัวบ่อยมาก”
เมื่อถามละเอียดขึ้นจึงพบว่า ก่อนปวดศีรษะมักมีอาการตึงบริเวณต้นคอ บ่า หรือไหล่
อาการปวดศีรษะบางชนิดสามารถสัมพันธ์กับความตึงของกล้ามเนื้อบริเวณคอและไหล่ได้
โดยเฉพาะในคนที่อยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน
จึงควรสังเกตว่าอาการปวดหัวเกิดหลังจากนั่งทำงานนาน ๆ หรือไม่

3. ปวดหลังช่วงบนหรือหลังส่วนล่าง
ออฟฟิศซินโดรมไม่ได้เกิดเฉพาะบริเวณคอและไหล่
คนที่นั่งทำงานนาน ๆ อาจมีอาการปวดบริเวณหลังส่วนบน ระหว่างสะบัก หรือหลังส่วนล่างได้เช่นกัน
บางคนพอลุกจากเก้าอี้จะรู้สึกหลังตึง ต้องยืดตัวหรือเดินสักพักจึงจะดีขึ้น
หากปล่อยให้เกิดซ้ำเป็นประจำ อาการปวดอาจกลายเป็นปัญหาเรื้อรังและรบกวนการใช้ชีวิตได้

4. ปวดตึงมากขึ้นเมื่อทำงาน และดีขึ้นเมื่อได้พัก
ลองสังเกตลักษณะอาการ
ช่วงเช้ายังไม่ค่อยรู้สึกอะไร
พอนั่งทำงานไป 2–3 ชั่วโมง เริ่มตึงคอ บ่า ไหล่
ช่วงบ่ายเริ่มปวดมากขึ้น
พอเลิกงาน ลุกเดิน ยืดตัว หรือเปลี่ยนอิริยาบถ อาการค่อย ๆ ดีขึ้น
รูปแบบนี้พบได้ในกลุ่มอาการปวดจากการใช้งานกล้ามเนื้อและท่าทาง
แต่ไม่ได้หมายความว่าอาการทุกแบบจะต้องเป็นออฟฟิศซินโดรม เพราะอาการปวดคอและหลังมีสาเหตุอื่นได้อีกหลายอย่าง

5. มีอาการชาหรือปวดร้าวลงแขน ต้องให้ความสำคัญมากขึ้น
ตรงนี้เป็นจุดที่หมอมักถามเพิ่มเติม
“มีอาการชาหรือปวดร้าวลงแขนไหม?”
เพราะถ้ามีอาการปวดจากคอลงไหล่ ลงแขน หรือมีอาการชาร่วมด้วย อาจไม่ได้เป็นเพียงกล้ามเนื้อตึงธรรมดา
บางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับการระคายเคืองหรือกดทับเส้นประสาทบริเวณคอ
ดังนั้น ถ้าอาการปวดเริ่มมีลักษณะ
ปวดร้าว + ชา + เสียวเหมือนไฟช็อต + อ่อนแรง
ไม่ควรคิดว่าเป็นเพียงออฟฟิศซินโดรมแล้วซื้อยาหรือไปนวดอย่างเดียว ควรได้รับการประเมินจากแพทย์

6. มือชา นิ้วชา โดยเฉพาะหลังใช้งานซ้ำ ๆ
อีกอาการหนึ่งที่พบได้ในคนทำงาน คืออาการชามือหรือนิ้วมือ
บางคนรู้สึกเหมือนมีเข็มเล็ก ๆ ทิ่ม
บางคนรู้สึกมือไม่มีแรง
บางคนตื่นกลางดึกเพราะมือชา ต้องสะบัดมือหรือเปลี่ยนท่าจึงดีขึ้น
อาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับเส้นประสาทบริเวณคอ แขน ข้อมือ หรือบริเวณอื่น ๆ จึงต้องดูตำแหน่งและรูปแบบของอาการประกอบกัน ไม่ควรเหมารวมว่าเกิดจากออฟฟิศซินโดรมทั้งหมด

7. ปวดแบบไหนควรไปพบแพทย์
ถ้าเป็นเพียงอาการเมื่อยหรือตึงเล็กน้อยหลังทำงาน และดีขึ้นเมื่อพักหรือเปลี่ยนท่าทาง อาจเริ่มจากการปรับพฤติกรรมได้
แต่ถ้ามีอาการต่อไปนี้ ควรพบแพทย์เพื่อประเมิน
ปวดมากหรือปวดต่อเนื่องไม่ดีขึ้น
ปวดจนรบกวนการนอน
ปวดร้าวจากคอลงแขนหรือจากหลังลงขา
มีอาการชา
มีอาการแขนหรือขาอ่อนแรง
หยิบจับของแล้วหลุดมือบ่อย
เดินผิดปกติหรือเสียการทรงตัว
อาการเกิดขึ้นหลังอุบัติเหตุ
มีไข้ น้ำหนักลด หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย
เพราะอาการเหล่านี้อาจมีสาเหตุอื่นนอกเหนือจากออฟฟิศซินโดรม

8. ถ้าสงสัยว่าเป็นออฟฟิศซินโดรม ต้องเริ่มดูแลตัวเองอย่างไร
สิ่งแรกที่อยากให้เปลี่ยน ไม่ใช่การรอให้ปวดแล้วค่อยนวด
แต่คือ อย่าปล่อยให้ร่างกายอยู่ท่าเดิมนานเกินไป
ระหว่างวันควรลุกเปลี่ยนอิริยาบถเป็นระยะ เดิน ยืดกล้ามเนื้อเบา ๆ และจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสม
จัดหน้าจอให้เหมาะสม
ไม่ควรต้องก้มคอมากเพื่อมองหน้าจอ
ปรับตำแหน่งจอให้สามารถมองได้โดยไม่ต้องก้มศีรษะตลอดเวลา
ปรับเก้าอี้และโต๊ะ
ควรนั่งให้หลังได้รับการรองรับ เท้าวางมั่นคง และจัดตำแหน่งแขนให้ไม่ต้องยกไหล่ค้างไว้
ใช้เมาส์และคีย์บอร์ดในตำแหน่งที่สบาย
ถ้าต้องเอื้อมแขนไปด้านหน้าหรือด้านข้างตลอดเวลา กล้ามเนื้อไหล่และแขนอาจทำงานหนักขึ้น
อย่าลืมพักสายตาและพักกล้ามเนื้อ
แม้จะเป็นงานที่ต้องใช้สมาธิ แต่ร่างกายไม่ควรอยู่ในท่าเดิมตลอดทั้งวัน
การลุกขึ้นขยับตัวเป็นระยะมีความสำคัญมาก

9. แล้ว “นวด” ช่วยได้ไหม
การนวดหรือการยืดกล้ามเนื้ออาจช่วยบรรเทาอาการปวดตึงของกล้ามเนื้อในบางคนได้
แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องหาสาเหตุของอาการร่วมด้วย
เพราะถ้ามีอาการชาหรืออ่อนแรงจากปัญหาเส้นประสาท การนวดอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบ
โดยเฉพาะการนวดหรือดัดคออย่างรุนแรง หากมีอาการผิดปกติทางระบบประสาท ควรได้รับการประเมินก่อน

ideaอย่ารอให้ “ปวดจนทนไม่ไหว” แล้วค่อยดูแล
คนไข้จำนวนมากมาพบหมอพร้อมประโยคเดียวกัน
“ตอนแรกคิดว่าแค่เมื่อย เดี๋ยวก็หาย”
แต่ความเมื่อยที่เกิดซ้ำทุกวัน อาจกำลังบอกว่าพฤติกรรมบางอย่างกำลังสร้างภาระให้ร่างกายมากเกินไป
ออฟฟิศซินโดรมจึงไม่ใช่เรื่องของคนทำงานออฟฟิศเท่านั้น
คนที่ใช้คอมพิวเตอร์นาน เล่นโทรศัพท์นาน ขับรถนาน ทำงานฝีมือหรือทำงานที่ต้องอยู่ท่าเดิมซ้ำ ๆ ก็สามารถมีอาการในลักษณะเดียวกันได้
สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ถามว่า

idea“เป็นออฟฟิศซินโดรมหรือยัง”
แต่อยากให้ลองถามตัวเองว่า
“ทุกวันนี้เรากำลังใช้ร่างกายในท่าเดิมนานเกินไปหรือเปล่า?”
เพราะอาการปวดอาจเป็นสัญญาณแรกที่บอกว่า ร่างกายกำลังต้องการให้เราเปลี่ยนอะไรบางอย่าง
และถ้าอาการเริ่มมี ชา ปวดร้าว อ่อนแรง หรือรบกวนการนอนและการใช้ชีวิต
อย่าปล่อยให้คำว่า “ออฟฟิศซินโดรม” กลายเป็นเหตุผลที่ทำให้เลื่อนการตรวจออกไป

ความรู้เพิ่มเติม
https://www.thonburihospital.com/
lovelovelovelovelovelove

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่