สวัสดีค่ะชาวพันทิปทุกคน กลับมาพบกับปุ๊กกี้จากอิตาลีกันอีกแล้ว ช่วงนี้อาจจะเจอหน้ากันบ่อยหน่อยนะคะ เพราะช่วงนี้ไฟเขียนกำลังลุกโชน อยากเล่าโน่นเล่า่นี่ให้ฟัง อาจจะเป็นเพราะช่วงนี้ได้อ่านหนังสือภาษาไทยเยอะขึ้นด้วยค่ะ พอดีคุณสามีซื้ออีบุ๊คเล่มใหม่ให้ เดี๋ยววันหลังค่อยมารีวิวเรื่องนี้ให้ฟังเนอะ ^__^
พูดง่ายๆว่าพออ่านเยอะขึ้น ก็เลยคันไม้คันมืออยากเขียนมากขึ้นตามไปด้วย เอาเป็นว่า... ทุกคนต้องทนอ่านและช่วยดูรูปที่ดิฉันเอามาฝากกันไปเรื่อยๆ อย่าเพิ่งเบื่อกันเด้อ
หลังจากเกริ่นไว้ในกระทู้ก่อนหน้านี้
กระทู้พาเก็บเห็ดและทำเมนูข้าว Risotto ว่าพวกเราจะแพ็กกระเป๋าไปพักผ่อนกันที่
เกาะซาร์ดีเนีย (Sardinia) เกาะที่ใหญ่เป็นอันดับสองของอิตาลีรองจากซิชิเลีย นี่ถือเป็นการไปเยือนเกาะนี้ครั้งแรกของเราสองคน หลังจากที่วางแผนและตั้งท่าว่าจะมากันหลายรอบแล้ว
การเดินทางของเราเริ่มต้นด้วยการจองตั๋วเครื่องบินกับ Ryanair ซึ่งมีฮับอยู่ที่สนามบินเมืองแบร์กาโม่ (Bergamo) ไม่ไกลจากมิลานมากนัก จากบ้านของเราบนเทือกเขาแอลป์ ขับรถลงมาใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงนิดๆ หากการจราจรไม่หนาแน่นจนเกินไป เราจองไฟลต์รอบเช้าเวลา 09.50 น. ใช้เวลาบินเพียงชั่วโมงครึ่งเท่านั้นเองค่ะ (ฟีลลิ่งคล้ายกับการบินจากกรุงเทพไปลงที่นราธิวาส ใกล้ๆบ้านเกิดของดิฉัน) ถึงแม้ว่าบ้านที่สามจังหวัดชายแดนใต้จะไม่ไกลจากทะเล แต่เชื่อไหมคะว่า... ทุกครั้งที่มีโอกาสได้ไปเที่ยวทะเล ไม่ว่าจะไปเยือนเกาะแห่งไหน ดิฉันก็ยังคงตื่นเต้นและดีใจทุกครั้งที่ได้ไปสัมผัสนุ่มๆของเม็ดทรายและน้ำทะเลใสๆ ถึงแม้ทะเลแถบนี้น้ำจะเย็นไปสักหน่อย แต่เกาะซาร์ดีเนียไม่ใช่เช่นนั้น น้ำใส อุ่นพอดี คนไทยลงเล่นได้ค่ะ
เปิดตัวด้วยภาพทะเลยามเช้าวิวจากระเบียงห้องพัก
พอเดินทางถึงสนามบินเมือง Cagliari (เกาะซาร์ดีเนียมีสามสนามบิน Cagliari ทางตอนใต้ของเกาะ, Olbia ทางตะวันออกเฉียงเหนือและ Alghero ทางตะวันตกเฉียงเหนือ) เราก็นั่งรถรับส่งของบริษัทรถเช่าต่อไปยังออฟฟิศเพื่อรับรถค่ะ แต่ปรากฏว่าคิวยาวเหยียดจนต้องยืนรอไปเกือบสองชั่วโมงเต็ม กว่าจะได้รถคันเล็กๆที่เราจองไว้ ตอนแรกคุณสามีตั้งใจเลือกรถ
Fiat Panda เพราะคันเล็กกะทัดรัด หาที่จอดง่าย ยิ่งถนนหนทางในอิตาลีไม่ได้กว้างขวางอะไร การใช้รถคันเล็กย่อมคล่องตัวกว่า แต่สุดท้ายเราได้รถ
Kia Picanto เกียร์อัตโนมัติมาแทน สำหรับพวกเราที่คุ้นชินกับการขับรถเกียร์กระปุกและใช้เท้าซ้ายเหยียบคลัตช์มาตลอด งานนี้เลยมีเรื่องให้ตื่นเต้นตั้งแต่เริ่มออกตัวเลยค่ะ!
ขับออกมาได้ไม่ทันไร พอใกล้จะถึงวงเวียน คุณสามีเผลอใช้เท้าซ้ายเหยียบเบรกเต็มแรงเพราะคิดว่าจะเหยียบคลัตช์เพื่อเปลี่ยนเกียร์ เล่นเอาหัวทิ่มคะมำไปตามๆกัน แต่วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของเราง่ายนิดเดียวค่ะ... ดิฉันรีบบอกคุณสามี 'ถอดรองเท้าข้างซ้ายออกซะ' พอเท้าเปล่าไม่มีรองเท้า ฮีก็เริ่มรู้ตัวและคอยระวังไม่ให้เท้าซ้ายขยับไปไหน จากนั้นก็ตั้งสติใช้แค่เท้าขวาเหยียบเบรกและคันเร่งตามปกติ เป็นอันรอดตัวและเดินทางต่อได้อย่างปลอดภัยตลอดทั้งทริป โครตจะภูมิใจในความฉลาดของตัวเอง 555
ขับรถกินลมชมวิวมาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง เราก็เดินทางมาถึงที่พักที่จองไว้ นั่นคือ
Abamar Hotel ตั้งอยู่ที่หาด
Sant'anna Margherita ที่นี่เป็นโรงแรมเก่าแก่ริมชายหาด แต่เขาเพิ่งจะทำการรีโนเวทใหม่ มู้ดแอนด์โทนของโรงแรมดีต่อใจมากค่ะ ห้องพักชั้นห้า เค้าเลือกใช้สีฟ้าพาสเทล ส่วนตัวล็อบบี้ออกโทนสีน้ำตาลอ่อนๆ ห้องอาหารใช้ผ้าปูโต๊ะสีขาวและสีครีมสะอาดตา ซึ่งตัวดิฉันเองชอบโทนสีแนวนี้อยู่แล้วด้วย เห็นแล้วรู้สึกผ่อนคลาย เหมาะกับบรรยากาศทะเล๊ทะเลเป็นที่สุด
ลายกระเบื้องนั่น ดูไม่เชยนะเออ เก่าแต่เก๋า
เช็คอิน เข้าห้องพัก ถ่ายรูปวิวทันที
ให้มันเป็นสีฟ้า ฟ้า ฟ้า กี่โทนฟ้ากันคะเนี่ย
และเปลี่ยนชุด ใส่รองเท้าแตะ เดินลงไปชายหาดทันที
น้ำใสกิ๊งเลยจ้ะแม่จ๋า
ที่สำคัญน้ำไม่เย็น กระโดดลงเล่นได้
ถูกใจคนไทยยิ่งนัก
ลุงเค้าทนไม่ไหว ตอนหลังถอดเสื้อ กระโจนลงแช่น้ำยังกะเด็กน้อย
หลังจากกลับเข้าห้องมาพักผ่อนหย่อนใจคลายความเหนื่อยล้า ก็ถึงเวลาอาหารเย็นพอดีค่ะ สำหรับทริปนี้เราเลือกจองแพ็กเกจแบบรวมอาหารเช้าและอาหารเย็น ซึ่งต้องบอกว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในสามโลก! เพราะก่อนเวลาอาหารเย็น ดิฉันลองเดินสำรวจรอบๆโรงแรมดู ปรากฏว่า... ไม่มีร้านค้าใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีซูเปอร์มาร์เก็ต ไม่มีแม้กระทั่งมินิมาร์ทของโรงแรม เรียกว่า 'ไม่มีอะไรเลย' นอกจากโรงแรมข้างเคียงและบ้านพักตากอากาศเท่านั้น โชคดีจริงๆที่เราตัดสินใจเช่ารถ ไม่อย่างนั้นถ้าเกิดขาดเหลืออะไรขึ้นมา ก็ไม่รู้จะไปหาซื้อจากไหนเลยค่ะ ต้องเดินไปโบกรถเมล์ตรงถนนสายหลักโน่นแน่ะ ซึ่งระยะทางจากถนนมาที่โรงแรมก็ราวๆสี่ร้อยเมตรได้มั้ง ใครจะมาพักผ่อนเกาะซาร์ดีเนีย เช็คดีๆว่าโรงแรมอยู่ไกลปืนเที่ยงแค่ไหน ต้องเช่ารถหรือเปล่า หรือจองแบบ full packet รวมอาหารสามมื้อกันไปเลย
เอาเถอะค่ะ ถึงอย่างไร พวกเราก็อยู่รอดปลอดภัย กินอิ่ม นอนหลับฝันดีในทุกๆวัน มาดูรูปอาหารมื้อเย็นที่โรงแรมกันดีกว่า ห้องอาหารอยู่ริมทะเล ได้ยินเสียงคลื่นกระทบฝั่งเบาๆ เอาอะไรมาให้กินก็คงจะอร่อยไปหมดแหละ
เมนูเรียกน้ำย่อยวันนั้นคือ สลัดรวมมิตรทะเล โรงแรมนี้ไม่มีตัวเลือกอื่นสำหรับ starter มีอะไรก็ต้องกิน แต่เนื่องด้วยมันอร่อย ถูกปาก ให้อภัยจ้ะ
ไวน์ขาวชื่อดังและเป็นเอกลักษณ์ประจำเกาะซาร์ดีเนียก็คือ Vermentino (แวร์เมนติโน)
เป็นพันธุ์องุ่นขาวพื้นเมืองที่เป็นเอกลักษณ์และขึ้นชื่อที่สุดของเกาะ
Vermentino di Gallura DOCG (รุ่น Sèrime ของ Cantina del Vermentino)
คืนนั้นลองดื่มตัวนี้ดู กลิ่นหอม สดชื่น
อาหารจานหลักจานแรก คือ พาสต้ากับซอสเนื้ออกไก่สับ
เมนูอาหารจานหลักจานแรกมีช้อยส์ให้เลือกสามเมนู จะมีซุป,พาสต้าและพวกอาหารจานอบต่างๆ
แต่ดิฉันแทบจะเลือกพาสต้าทุกวัน
คุณสามีเลือก Risotto ใส่ซีฟู้ดรวมมิตร
อาหารจานหลักที่สอง ดิฉันเลือกรวมมิตรทะเลย่าง
กินเกือบไม่หมด ไม่น่าเล้ย รู้งี้ไม่กินพาสต้าก็ดี
จะได้มีพื้นที่ว่างในกระเพาะไว้กินขนมหวาน
อาหารจานเคียง ส่วนใหญ่เป็นผักอบ ย่าง ตุ๋น ดิฉันเลือกถั่วแขกตุ๋นกับเนื้อมะเขือเทศ
ขนมหวานวันนั้น ไม่รับค่ะ ไม่ไหวจริงๆ วันหลังๆเลยสั่งแค่อาหารหลักแค่จานเดียว กินมากไม่ได้แล้วจ้า
มันจะอึดอัด แน่นท้อง แล้วจะนอนไม่ค่อยหลับ
ตามวัยซินะ *__*
ตอนนี้อิตาลีดึกแล้ว ขอตัวไปนอนก่อนนะคะ พรุ่งนี้จะมาเขียนต่อ โปรดติดตามตอนต่อไป ในกระทู้เดิมนี่แหละค่ะ
Bye for now.
เล่าสู่กันฟัง ณ อิตาลี...Diaries in Sardinia 2026 ep.1
พูดง่ายๆว่าพออ่านเยอะขึ้น ก็เลยคันไม้คันมืออยากเขียนมากขึ้นตามไปด้วย เอาเป็นว่า... ทุกคนต้องทนอ่านและช่วยดูรูปที่ดิฉันเอามาฝากกันไปเรื่อยๆ อย่าเพิ่งเบื่อกันเด้อ
หลังจากเกริ่นไว้ในกระทู้ก่อนหน้านี้ กระทู้พาเก็บเห็ดและทำเมนูข้าว Risotto ว่าพวกเราจะแพ็กกระเป๋าไปพักผ่อนกันที่ เกาะซาร์ดีเนีย (Sardinia) เกาะที่ใหญ่เป็นอันดับสองของอิตาลีรองจากซิชิเลีย นี่ถือเป็นการไปเยือนเกาะนี้ครั้งแรกของเราสองคน หลังจากที่วางแผนและตั้งท่าว่าจะมากันหลายรอบแล้ว
การเดินทางของเราเริ่มต้นด้วยการจองตั๋วเครื่องบินกับ Ryanair ซึ่งมีฮับอยู่ที่สนามบินเมืองแบร์กาโม่ (Bergamo) ไม่ไกลจากมิลานมากนัก จากบ้านของเราบนเทือกเขาแอลป์ ขับรถลงมาใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงนิดๆ หากการจราจรไม่หนาแน่นจนเกินไป เราจองไฟลต์รอบเช้าเวลา 09.50 น. ใช้เวลาบินเพียงชั่วโมงครึ่งเท่านั้นเองค่ะ (ฟีลลิ่งคล้ายกับการบินจากกรุงเทพไปลงที่นราธิวาส ใกล้ๆบ้านเกิดของดิฉัน) ถึงแม้ว่าบ้านที่สามจังหวัดชายแดนใต้จะไม่ไกลจากทะเล แต่เชื่อไหมคะว่า... ทุกครั้งที่มีโอกาสได้ไปเที่ยวทะเล ไม่ว่าจะไปเยือนเกาะแห่งไหน ดิฉันก็ยังคงตื่นเต้นและดีใจทุกครั้งที่ได้ไปสัมผัสนุ่มๆของเม็ดทรายและน้ำทะเลใสๆ ถึงแม้ทะเลแถบนี้น้ำจะเย็นไปสักหน่อย แต่เกาะซาร์ดีเนียไม่ใช่เช่นนั้น น้ำใส อุ่นพอดี คนไทยลงเล่นได้ค่ะ
พอเดินทางถึงสนามบินเมือง Cagliari (เกาะซาร์ดีเนียมีสามสนามบิน Cagliari ทางตอนใต้ของเกาะ, Olbia ทางตะวันออกเฉียงเหนือและ Alghero ทางตะวันตกเฉียงเหนือ) เราก็นั่งรถรับส่งของบริษัทรถเช่าต่อไปยังออฟฟิศเพื่อรับรถค่ะ แต่ปรากฏว่าคิวยาวเหยียดจนต้องยืนรอไปเกือบสองชั่วโมงเต็ม กว่าจะได้รถคันเล็กๆที่เราจองไว้ ตอนแรกคุณสามีตั้งใจเลือกรถ Fiat Panda เพราะคันเล็กกะทัดรัด หาที่จอดง่าย ยิ่งถนนหนทางในอิตาลีไม่ได้กว้างขวางอะไร การใช้รถคันเล็กย่อมคล่องตัวกว่า แต่สุดท้ายเราได้รถ Kia Picanto เกียร์อัตโนมัติมาแทน สำหรับพวกเราที่คุ้นชินกับการขับรถเกียร์กระปุกและใช้เท้าซ้ายเหยียบคลัตช์มาตลอด งานนี้เลยมีเรื่องให้ตื่นเต้นตั้งแต่เริ่มออกตัวเลยค่ะ!
ขับออกมาได้ไม่ทันไร พอใกล้จะถึงวงเวียน คุณสามีเผลอใช้เท้าซ้ายเหยียบเบรกเต็มแรงเพราะคิดว่าจะเหยียบคลัตช์เพื่อเปลี่ยนเกียร์ เล่นเอาหัวทิ่มคะมำไปตามๆกัน แต่วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของเราง่ายนิดเดียวค่ะ... ดิฉันรีบบอกคุณสามี 'ถอดรองเท้าข้างซ้ายออกซะ' พอเท้าเปล่าไม่มีรองเท้า ฮีก็เริ่มรู้ตัวและคอยระวังไม่ให้เท้าซ้ายขยับไปไหน จากนั้นก็ตั้งสติใช้แค่เท้าขวาเหยียบเบรกและคันเร่งตามปกติ เป็นอันรอดตัวและเดินทางต่อได้อย่างปลอดภัยตลอดทั้งทริป โครตจะภูมิใจในความฉลาดของตัวเอง 555
ขับรถกินลมชมวิวมาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง เราก็เดินทางมาถึงที่พักที่จองไว้ นั่นคือ Abamar Hotel ตั้งอยู่ที่หาด Sant'anna Margherita ที่นี่เป็นโรงแรมเก่าแก่ริมชายหาด แต่เขาเพิ่งจะทำการรีโนเวทใหม่ มู้ดแอนด์โทนของโรงแรมดีต่อใจมากค่ะ ห้องพักชั้นห้า เค้าเลือกใช้สีฟ้าพาสเทล ส่วนตัวล็อบบี้ออกโทนสีน้ำตาลอ่อนๆ ห้องอาหารใช้ผ้าปูโต๊ะสีขาวและสีครีมสะอาดตา ซึ่งตัวดิฉันเองชอบโทนสีแนวนี้อยู่แล้วด้วย เห็นแล้วรู้สึกผ่อนคลาย เหมาะกับบรรยากาศทะเล๊ทะเลเป็นที่สุด
หลังจากกลับเข้าห้องมาพักผ่อนหย่อนใจคลายความเหนื่อยล้า ก็ถึงเวลาอาหารเย็นพอดีค่ะ สำหรับทริปนี้เราเลือกจองแพ็กเกจแบบรวมอาหารเช้าและอาหารเย็น ซึ่งต้องบอกว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในสามโลก! เพราะก่อนเวลาอาหารเย็น ดิฉันลองเดินสำรวจรอบๆโรงแรมดู ปรากฏว่า... ไม่มีร้านค้าใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีซูเปอร์มาร์เก็ต ไม่มีแม้กระทั่งมินิมาร์ทของโรงแรม เรียกว่า 'ไม่มีอะไรเลย' นอกจากโรงแรมข้างเคียงและบ้านพักตากอากาศเท่านั้น โชคดีจริงๆที่เราตัดสินใจเช่ารถ ไม่อย่างนั้นถ้าเกิดขาดเหลืออะไรขึ้นมา ก็ไม่รู้จะไปหาซื้อจากไหนเลยค่ะ ต้องเดินไปโบกรถเมล์ตรงถนนสายหลักโน่นแน่ะ ซึ่งระยะทางจากถนนมาที่โรงแรมก็ราวๆสี่ร้อยเมตรได้มั้ง ใครจะมาพักผ่อนเกาะซาร์ดีเนีย เช็คดีๆว่าโรงแรมอยู่ไกลปืนเที่ยงแค่ไหน ต้องเช่ารถหรือเปล่า หรือจองแบบ full packet รวมอาหารสามมื้อกันไปเลย
เอาเถอะค่ะ ถึงอย่างไร พวกเราก็อยู่รอดปลอดภัย กินอิ่ม นอนหลับฝันดีในทุกๆวัน มาดูรูปอาหารมื้อเย็นที่โรงแรมกันดีกว่า ห้องอาหารอยู่ริมทะเล ได้ยินเสียงคลื่นกระทบฝั่งเบาๆ เอาอะไรมาให้กินก็คงจะอร่อยไปหมดแหละ