รุ่งอรุณแห่งโยนิโสมนสิการ
ม่านหมอกคลุมโลกหล้าคราอับแสง
จิตแสวงทางใดไม่เห็นหน
หลงตามรักตามโกรธโทษกมล
จึงเวียนวนอยู่ในวัฏฏะไกล
ก่อนตะวันจะทอแสงแห่งรุ่งอรุณ
ยังมีคุณแห่งแสงอยู่ริ้วไหว
โยนิโสมนสิการส่องทางใจ
ค่อยเปิดให้เห็นจริงสิ่งทั้งปวง
มิใช่คิดเพียงเพื่อสนองอารมณ์
แต่เพาะบ่มปัญญาให้ใหญ่หลวง
เห็นเหตุเกิดเหตุดับตามทั้งปวง
จึงค่อยล่วงเครื่องผูกแห่งโลกีย์
บุญเก่าหนุน ถิ่นดี มีสัปบุรุษ
ฟังพระธรรมบริสุทธิ์อันเต็มที่
ตั้งตนไว้ในทางแห่งความดี
ปัจจัยนี้เกื้อกูลปัญญาญาณ
ครั้นรุ่งอรุณส่องจิตของสุเมธ
จึงเห็นเหตุแห่งทุกข์ในสงสาร
เห็นกายนี้ไม่เที่ยงเป็นเรือนมาร
เห็นสังสารวัฏวนมิสิ้นไป
ทรัพย์นับร้อยโกฏิที่เคยมี
มิอาจหนีความแก่และความตาย
ปราสาทสูงเพียงใดไม่พ้นกาย
จึงสละสิ่งทั้งหลายด้วยศรัทธา
กายประหนึ่งซากศพคล้องคอไว้
เรือเก่ารั่วลอยไปกลางคงคา
เป็นมหาโจรร้ายคอยมายา
ปล้นคุณค่ากุศลให้หล่นหาย
เห็นสระน้ำอยู่ตรงหน้ากลางป่าใหญ่
ผู้เปื้อนคูถกลับไม่ล้างร่างกาย
เห็นทางรอดจากหมู่ศัตรูราย
แต่ไม่หนีเสียเองใครเล่าผิด
เมื่อมรรคามีอยู่สู่ความพ้น
เหตุแห่งทุกข์ก็มีทางดับสนิท
หากรู้แล้วไม่เดินย่อมเพียงคิด
เหมือนเห็นทิศแต่ไม่ก้าวออกเดิน
สุเมธจึงมุ่งเข้าป่าหิมพานต์
ละนิวรณ์ฝึกจิตให้เจริญ
บำเพ็ญเพียรจนจิตสงบเพลิดเพลิน
อภิญญาเกิดเกินโลกียธรรม
แต่เมื่อเห็นสัตว์โลกยังโศกเศร้า
ยังมัวเมาเวียนว่ายในเขตกรรม
ใจของท่านมิได้สุขเพียงลำพัง
กลับตั้งหวังช่วยสัตว์ให้พ้นภัย
“ตัวเราข้ามแล้วจักช่วยเขาข้าม
ตัวเรางามด้วยธรรมจักนำไป
ตัวเราพ้นแล้วจักช่วยคนไกล
ให้ข้ามฝั่งแห่งภัยไปพร้อมกัน”
รุ่งอรุณครั้งนั้นจึงลุกโชน
มิใช่เพียงแสงโพ้นของวันใหม่
แต่เป็นแสงมหาปณิธานในดวงใจ
มุ่งก้าวไปสู่พุทธภูมิ
พระทีปังกรทรงพยากรณ์
สุเมธจรด้วยใจไม่ถอยหนี
สี่อสงไขยยิ่งแสนกัปนับมากมี
บำเพ็ญบารมีเพื่อโลกา
จากแสงแรกแห่งจิตที่คิดชอบ
ค่อยรายรอบเป็นปัญญาอันแกร่งกล้า
จากหนึ่งใจคิดพ้นวัฏฏะมา
กลายเป็นมหากรุณาพาโลกพ้น
รุ่งอรุณมิใช่แสงแห่งดวงจิต
แต่คือทางให้ชีวิตเห็นเหตุผล
เมื่อคิดชอบ เห็นชอบ และอบรมตน
ย่อมค่อยพ้นความมืดแห่งอวิชชา
ตราบวันนี้ตะวันยังไม่ขึ้น
จงตื่นจากความหลงที่โหยหา
ให้โยนิโสมนสิการนำชีวา
เป็นรุ่งอรุณแห่งปัญญา...ก่อนตะวัน
รุ่งอรุณแห่งปัญญา
ม่านหมอกคลุมโลกหล้าคราอับแสง
จิตแสวงทางใดไม่เห็นหน
หลงตามรักตามโกรธโทษกมล
จึงเวียนวนอยู่ในวัฏฏะไกล
ก่อนตะวันจะทอแสงแห่งรุ่งอรุณ
ยังมีคุณแห่งแสงอยู่ริ้วไหว
โยนิโสมนสิการส่องทางใจ
ค่อยเปิดให้เห็นจริงสิ่งทั้งปวง
มิใช่คิดเพียงเพื่อสนองอารมณ์
แต่เพาะบ่มปัญญาให้ใหญ่หลวง
เห็นเหตุเกิดเหตุดับตามทั้งปวง
จึงค่อยล่วงเครื่องผูกแห่งโลกีย์
บุญเก่าหนุน ถิ่นดี มีสัปบุรุษ
ฟังพระธรรมบริสุทธิ์อันเต็มที่
ตั้งตนไว้ในทางแห่งความดี
ปัจจัยนี้เกื้อกูลปัญญาญาณ
ครั้นรุ่งอรุณส่องจิตของสุเมธ
จึงเห็นเหตุแห่งทุกข์ในสงสาร
เห็นกายนี้ไม่เที่ยงเป็นเรือนมาร
เห็นสังสารวัฏวนมิสิ้นไป
ทรัพย์นับร้อยโกฏิที่เคยมี
มิอาจหนีความแก่และความตาย
ปราสาทสูงเพียงใดไม่พ้นกาย
จึงสละสิ่งทั้งหลายด้วยศรัทธา
กายประหนึ่งซากศพคล้องคอไว้
เรือเก่ารั่วลอยไปกลางคงคา
เป็นมหาโจรร้ายคอยมายา
ปล้นคุณค่ากุศลให้หล่นหาย
เห็นสระน้ำอยู่ตรงหน้ากลางป่าใหญ่
ผู้เปื้อนคูถกลับไม่ล้างร่างกาย
เห็นทางรอดจากหมู่ศัตรูราย
แต่ไม่หนีเสียเองใครเล่าผิด
เมื่อมรรคามีอยู่สู่ความพ้น
เหตุแห่งทุกข์ก็มีทางดับสนิท
หากรู้แล้วไม่เดินย่อมเพียงคิด
เหมือนเห็นทิศแต่ไม่ก้าวออกเดิน
สุเมธจึงมุ่งเข้าป่าหิมพานต์
ละนิวรณ์ฝึกจิตให้เจริญ
บำเพ็ญเพียรจนจิตสงบเพลิดเพลิน
อภิญญาเกิดเกินโลกียธรรม
แต่เมื่อเห็นสัตว์โลกยังโศกเศร้า
ยังมัวเมาเวียนว่ายในเขตกรรม
ใจของท่านมิได้สุขเพียงลำพัง
กลับตั้งหวังช่วยสัตว์ให้พ้นภัย
“ตัวเราข้ามแล้วจักช่วยเขาข้าม
ตัวเรางามด้วยธรรมจักนำไป
ตัวเราพ้นแล้วจักช่วยคนไกล
ให้ข้ามฝั่งแห่งภัยไปพร้อมกัน”
รุ่งอรุณครั้งนั้นจึงลุกโชน
มิใช่เพียงแสงโพ้นของวันใหม่
แต่เป็นแสงมหาปณิธานในดวงใจ
มุ่งก้าวไปสู่พุทธภูมิ
พระทีปังกรทรงพยากรณ์
สุเมธจรด้วยใจไม่ถอยหนี
สี่อสงไขยยิ่งแสนกัปนับมากมี
บำเพ็ญบารมีเพื่อโลกา
จากแสงแรกแห่งจิตที่คิดชอบ
ค่อยรายรอบเป็นปัญญาอันแกร่งกล้า
จากหนึ่งใจคิดพ้นวัฏฏะมา
กลายเป็นมหากรุณาพาโลกพ้น
รุ่งอรุณมิใช่แสงแห่งดวงจิต
แต่คือทางให้ชีวิตเห็นเหตุผล
เมื่อคิดชอบ เห็นชอบ และอบรมตน
ย่อมค่อยพ้นความมืดแห่งอวิชชา
ตราบวันนี้ตะวันยังไม่ขึ้น
จงตื่นจากความหลงที่โหยหา
ให้โยนิโสมนสิการนำชีวา
เป็นรุ่งอรุณแห่งปัญญา...ก่อนตะวัน