ผลสำรวจชี้คนไทยใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพ แต่ 33.35% หวั่นกระทบอาชีพ
https://www.khaosod.co.th/economics/news_10404940
.

.
ผลสำรวจ RealWatch Lab พบชาวเน็ตไทยพูดถึง AI กว่า 2.6 หมื่นข้อความ ชี้การใช้งาน AI รุกเข้าสู่ชีวิตการทำงาน โดย 36.01% ใช้ในงานสร้างสรรค์ ตามด้วยงานเอกสาร 31.07% ขณะที่ด้านความกังวล 33.35% หวั่น AI แย่งงาน ตามด้วยความน่าเชื่อถือและความแม่นยำ 30.96% สะท้อนภาพคนไทย “ใช้ AI มากขึ้น แต่ยังกลัวถูก AI แทนที่”
.
บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด(มหาชน) บริษัท ด้าน AI-Data Driven Technology เปิดเผยว่า เรียลวอทช์ แล๊ป (RealWatch Lab) ซึ่งเป็นส่วนงานวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลของบริษัท ได้มีการสำรวจการใช้งาน AI ของชาวเน็ตไทยที่เผยแพร่สาธารณะผ่านทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ทราบถึงพฤติกรรมการใช้งาน AI และความกังวลในการใช้ AI ของชาวเน็ตไทย ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-31 ส.ค. 2569
.
พบว่าชาวเน็ตมีการพูดถึง AI จำนวนทั้งสิ้น 26,399 ข้อความ แบ่งเป็นส่วนที่เขียนเรื่องทั่วไปเกี่ยวกับ AI จำนวน 17,414 ข้อความ และ ส่วนที่เขียนถึงการใช้งาน AI ในชีวิตประจำวันและการทำงานจำนวน 4,107 ข้อความ และ เป็นส่วนที่เขียนถึงความกังวลและผลกระทบจาก AI จำนวน 4,878 ข้อความ
.
36.01% ใช้งาน AI ในงานสร้างสรรค์ (Creative Work)
.
จากผลการสำรวจในส่วของการนำ AI ไปใช้ในการทำงาน พบว่า 5 อันดับแรกที่ชาวเน็ตไทยใช้งาน AI ได้แก่
.
อันดับแรก เป็นการใช้งานไปในงานสร้างสรรค์ คิดเป็นสัดส่วน 36.01% โดยข้อความส่วนใหญ่ระบุว่า ใช้งาน AI ในการสร้างคลิปวีดีโอ เป็นสื่อการเรียน การสอน, ใช้ AI ช่วยเล่น FM (Football Manager) หรือ เกมส์วางแผนจัดการทีมฟุตบอล, ใช้ AI ในการทำคลิปขายของ online เป็นต้น
.
อันดับสอง ใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยในการทำงานด้านเอกสารคิดเป็นสัดส่วน 31.07% โดยข้อความระบุว่า ใช้งาน AI ด้านการจัดการเอกสารทำได้เร็วมาก, ใช้ AI ในการเขียนสคริป และ วิเคราะห์งานให้ลูกค้า, ใช้ AI สรุปงานทำได้เร็วมาก เป็นต้น
.
อันดับสาม ใช้ในการปรับกระบวนการทำงานในองค์กร คิดเป็นสัดส่วน13.61% โดยข้อความระบุว่า ใช้ AI มาวางแผนทำ Workflow ในงานทำได้เร็วมาก, ใช้ในการช่วยวางแผนออกแบบโครงสร้างทำได้ดีมาก เป็นต้น
.
อันดับสี่ นำมาใช้ช่วยในการเรียน การสอน คิดเป็นสัดส่วน 11.08% โดยข้อความระบุว่า ใช้ AI มาช่วยทำการบ้าน, ช่วยให้ทำการบ้านได้เร็วขึ้น AI เป็นเครื่องมือในการค้นข้อมูลได้เร็วมาก เป็นต้น
.
อันดับห้า ใช้ AI ในการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลเฉพาะทาง คิดเป็นสัดส่วน 8.23% โดยข้อความระบุว่า ใช้มาช่วยในการวิเคราะห์ตลาดหุ้น, เอาข้อมูลหุ้นเก่ามาให้ AI ประมวลผลคาดการณ์ราคาในอนาคต, นำมาช่วยแก้ไขการออกแบบ Code, สถาปนิก ใช้ AI ช่วยคำนวณการออกแบบโครงสร้าง เป็นต้น
.
“กังวลว่าจะตกงาน” สูงสุด 33.35%
.
นอกจากประเด็นเรื่องการใช้งานแล้ว จากการสำรวจยังพบว่า ชาวเน็ตไทยทั้งผู้ที่ใช้งาน AI และ ไม่ได้ใช้งาน AI ยังคงมีความกังวลในการใช้งาน AI ในหลากหลายประเด็น โดย 5 ประเด็นหลักที่มีการพูดถึงในโซเชียล มีเดียสูงสุดได้แก่
.
อันดับแรก เป็นความกังวลว่าจะตกงาน เพราะ AI มาทำงานแทนคน มีความกังวลสูงสุดที่ 33.35% โดยข้อความส่วนใหญ่ระบุว่า AI มาทำงานแทนคน แล้วคนจะไปทำอะไร, ตกงานกันหมดทั้งคนเก่าคนใหม่, ใครใช้ AI เก่ง ได้ไปต่อ เป็นต้น
.
อันดับสอง เป็นความกังวลเรื่องความน่าเชื่อถือและความแม่นยำในการใช้งาน AI คิดเป็นสัดส่วน 30.96% โดยข้อความระบุว่า AI ตอบผิดมากเยอะเลย, AI เป็นแค่เครื่องมือ เวลาใช้งานต้องระวัง, AI มันคิดนอกกรอบไม่ได้, ใช้งาน AI ต้องระวัง ทำผิดบ่อย เป็นต้น
.
อันดับสาม เป็นความกังวลเรื่องผลกระทบระยะยาวกับเศรษฐกิจและสังคม คิดเป็นสัดส่วน 15.15% โดยระบุว่า AI เป็นเครื่องมือให้มิจฉาชีพ สร้างผลกระทบทางสังคม, AI เป็นโจรมาก เยอะเลย, AI จะทำให้คนตกงานเยอะสร้างปัญหาทางเศรษฐกิจในระยะยาว เป็นต้น
.
อันดับสี่ เป็นความกังวลว่าทักษะของมนุษย์จะลดลงเพราะพึ่งพา AI มากเกินไป คิดเป็นสัดส่วน 15.03% โดยข้อความส่วนใหญ่ระบุว่า ใช้แต่ AI อย่างนี้ก็ไม่ต้องใช้สมองแล้ว, AI ทำให้มนุษย์คิดน้อยลง, ส่งเสริมแต่ AI ไม่ส่งเสริมให้คนใช้ปัญญา เป็นต้น
.
อันดับห้า เป็นความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล คิดเป็นสัดส่วน 5.51% โดยข้อความส่วนใหญ่ระบุว่า ใช้ AI แล้ว ข้อมูลส่วนตัวจะรั่วไหลไหม, ข้อมูลเราจะโดนแฮกไหม, AI จะแอบขายข้อมูลเราไหม เป็นต้น
.
จากผลสำรวจทั้งการใช้งานและความกังวลในการใช้งานสะท้อนให้เห็นว่า ชาวเน็ตไทยมีความเข้าใจในการทำงานของ AI และมีการนำ AI เข้ามาใช้งานเพื่อตอบโจทย์กับการทำงานในด้านต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้มากขึ้น และ มีความเข้าใจกระบวนการทำงานของ AI ที่ต้องได้รับการตรวจสอบจากมนุษย์ในการใช้งาน และ มีความรู้เท่าทันถึงปัญหาของ AI ที่ยังมีประเด็นเรื่องของความน่าเชื่อถือและความแม่นยำในการใช้งาน รวมถึงการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการใช้งาน
.
ถึงแม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ ในขณะเดียวกันชาวเน็ตไทย ยังคงกังวลเรื่องของความมั่นคงในอาชีพ ที่จะถูก AI เข้ามาแทนที่ ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของนักวิจัยจาก OpenAI และ Anthropic ที่ ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนการชะลอความเร็วในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง หรือ AI หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากกรณี เจคอบ ค็อกซัน นักวิจัยของ Anthropic ประกาศลาออกจากบริษัท
.
พร้อมกล่าวหาว่าบริษัทของตนเองและ OpenAI กำลัง “
เดิมพันด้วยชีวิตของผู้คน” โดยค็อกซัน แสดงความเห็นว่า ผู้สร้าง AI บางส่วนเชื่อว่าเทคโนโลยีดังกล่าว อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่รุนแรงถึงขั้นทำให้มนุษยชาติสูญพันธุ์ได้ ภายในสิ้นทศวรรษนี้ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน
.
.
นักกฎหมายเผยทางออก แนะ 2 บอร์ดกสทช. เข้าชื่อเรียกประชุม ก่อนตั้งประธาน ปลดล็อกเดินหน้าทำหน้าที่
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10404776
.
นักกฎหมายเผยทางออก แนะ 2 บอร์ดกสทช. เข้าชื่อเรียกประชุม ก่อนตั้งประธาน ปลดล็อกเดินหน้าทำหน้าที่
.
เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่ผ่านมา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ ส.ส.ม.ท. และเครือข่ายนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน กฎหมาย และนโยบายสาธารณะ จัดเวทีเสวนาวิชาการหัวข้อ “
กสทช. ‘ชะงัก’ แล้วใครได้รับผลกระทบ? ทางออกอยู่ตรงไหน?”
.
ในวงเสวนาพูดคุยถึงประเด็นสถานะของประธาน กสทช. รวมถึงผลกระทบต่อการกำกับดูแลกิจการสื่อและโทรคมนาคม หากกลไกองค์กรไม่สามารถดำเนินไปตามปกติ พร้อมหารือในหลากหลายประเด็นในด้านโทรคมนาคมและทิศทางของโทรทัศน์ดิจิทัล
.
ก่อนถึงหัวข้อสำคัญของเวที คือ การบรรยายเรื่อง “
คำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหาและสถานะกรรมการ กสทช. ปัจจุบัน” โดย รศ.ดร.
ณรงค์เดช สรุโฆษิต จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
.
รศ.ดร.
ณรงค์เดช กล่าวว่า หลักกฎหมายปกครอง คำสั่งหรือคำวินิจฉัยทางปกครองย่อมมีผลใช้บังคับอยู่จนกว่าศาลที่มีเขตอำนาจจะมีคำพิพากษาเพิกถอน หรือมีคำสั่งทุเลาการบังคับ การยื่นฟ้องต่อศาลปกครองจึงไม่ได้ทำให้ผลของคำสั่งหยุดลงโดยอัตโนมัติ
.
ดังนั้นมุมมองทางกฎหมาย เมื่อยังไม่มีคำสั่งศาลให้ทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา จึงต้องถือว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ไม่มีสถานะเป็นกรรมการและประธาน กสทช. ตามผลของคำวินิจฉัย และไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการหรือประธานได้
.
รศ.ดร.
ณรงค์เดช กล่าวว่า เมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ไม่ได้หมายความว่า กสทช. ทั้งคณะจะไม่สามารถทำงานได้ เพราะยังมีกรรมการที่สามารถปฏิบัติหน้าที่อยู่ 6 คน ซึ่งมากกว่าองค์ประกอบขั้นต่ำที่กำหนดไว้ ปัญหาสำคัญในขณะนี้จึงไม่ใช่คำถามว่า กสทช. ยังประชุมได้หรือไม่ แต่เป็นคำถามว่า เมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งประธานแล้ว จะใช้กลไกใดในการเรียกประชุมให้ถูกต้องตามกฎหมาย
.
รศ.ดร.
ณรงค์เดช กล่าวว่า จากการสำรวจกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 30 ฉบับ พบหลักการรองรับกรณีเกิดเหตุจำเป็นหรือข้อขัดข้องในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ
.
แนวทางที่เสนอคือ กรรมการ กสทช. 2 คนสามารถเข้าชื่อกัน เพื่อเรียกประชุมคณะกรรมการ จากนั้นสำนักงาน กสทช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการและหน่วยงานธุรการ ต้องดำเนินการจัดการประชุมตามการเรียกประชุมนั้น โดยเชิญกรรมการที่เหลือเข้าร่วมประชุม
.
รศ.ดร.
ณรงค์เดช กล่าวว่า โดยการประชุมครั้งแรก ควรดำเนินการเรื่องผู้ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่อให้กระบวนการประชุมและการพิจารณาวาระต่าง ๆ เดินหน้าต่อได้ ในอดีตเองมีตัวอย่างมติขององค์กรกำกับดูแลชุดก่อน ซึ่งเมื่อไม่มีประธานกรรมการ ได้ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุมตามกฎหมายและข้อบังคับที่ใช้ในขณะนั้น
.
รศ.ดร.
ณรงค์เดช กล่าวว่า เมื่อกรรมการที่เหลือมีองค์ประกอบครบตามที่กฎหมายกำหนด การใช้อำนาจของคณะกรรมการสามารถดำเนินต่อไปได้ และแม้ในอนาคตศาลจะมีคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมายของข้อพิพาท การกระทำของคณะกรรมการที่มีองค์ประกอบโดยชอบในช่วงเวลาดังกล่าวก็ไม่ได้เสียไปโดยอัตโนมัติ โดยยกหลักตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาประกอบการอธิบาย
.
ดังนั้นแนวทางที่นำเสนอในเวทีคือ กรรมการ 2 คนเข้าชื่อเรียกประชุม และสำนักงานต้องจัดประชุม เพื่อให้กรรมการที่เหลือประชุมเลือกผู้ที่จะทำหน้าที่ประธานในการเดินหน้าพิจารณาวาระและปฏิบัติหน้าที่
.
.
หล่มสักอ่วม! น้ำป่าทะลักท่วม ปากช่อง เพชรบูรณ์ ระลอก 3 แม่น้ำป่าสักเอ่อล้นกระทบหลายชุมชน
https://www.dailynews.co.th/news/6203049/
.
หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เจอวิกฤติ ฝนถล่มน้ำป่าทะลักท่วม ต.ปากช่อง ระลอก 3 กระทบกว่า 300 หลังคาเรือน ขณะที่แม่น้ำป่าสักเอ่อล้นตลิ่ง เทศบาลสั่งเตือนประชาชนพร้อมรับมือ 24 ชม.
.
เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงตลอดคืนที่ผ่านมาได้มีฝนตกหนักในพื้นที่ อ.หล่มเก่า และ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ โดยเฉพาะบนเขาปากช่อง ต.ปากช่อง อ.หล่มสัก ส่งผลให้ในช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้เกิดน้ำป่าไหลหลากลงมาเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ต.ปากช่อง ประมาณ 300 ครัวเรือน ได้รับความเดือดร้อน อาสากู้ภัยต้องเร่งเข้าให้การช่วยเหลืออพยพผู้สูงอายุและผู้พิการออกมาอยู่พื้นที่ปลอดภัย
.
นอกจากนั้น กระแสน้ำยังได้พัดเสาไฟฟ้าที่อยู่ข้างคลองเอนลงเกือบถึงพื้น โชคดีที่ไม่มีใครได้รับอันตราย ขณะที่แม่น้ำป่าสักในพื้นที่ อ.หล่มสัก ระดับน้ำอยู่ที่ 8.56 เมตร สูงกว่าระดับตลิ่ง 26 เซนติเมตร ส่งผลให้น้ำเอ่อล้นเข้าพื้นที่บางชุมชนในเขตเทศบาลเมืองหล่มสัก ได้แก่ ชุมชนท่ากกโพธิ์ ชุมชนวัดทุ่งสมุทร และชุมชนบ้านไร่ รวมถึงพื้นที่ในเขตเทศบาลตำบลตาลเดี่ยว หมู่ 7 และตำบลหนองไขว่ หมู่ 12
.
นาย
ภาคภูมิ ภูมี นายอำเภอหล่มสัก แจ้งว่าระดับน้ำในพื้นที่ ต.ปากช่อง กำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าอีกประมาณช่วงบ่ายก็จะเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะนี้ได้แจ้งกำชับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง ให้เตรียมความพร้อมบุคลากร เครื่องจักรกลสาธารณภัย รองรับ สถานการณ์ เพื่อให้พร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ตลอด 24 ชม. และได้แจ้งให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่มีพื้นที่ติดกับแม่น้ำป่าสัก รวมถึงลำน้ำสาขา ให้ประชาสัมพันธ์ แจ้งเตือน ประชาชนให้เฝ้าระวังระดับน้ำในแม่น้ำป่าสัก ตลอด 24 ชม. รวมถึงติดตามข่าวสารแจ้งเตือน จากทางราชการ เฝ้าระวังอุทกภัย น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก
JJNY : ผลสำรวจชี้คนไทยใช้ AI │แนะ 2 บอร์ดกสทช.│น้ำป่าทะลักท่วม ปากช่อง เพชรบูรณ์│ชี้ยุโรปร้อนขึ้น ไวรัสเวสต์ไนล์ระบาด
https://www.khaosod.co.th/economics/news_10404940
.
.
ผลสำรวจ RealWatch Lab พบชาวเน็ตไทยพูดถึง AI กว่า 2.6 หมื่นข้อความ ชี้การใช้งาน AI รุกเข้าสู่ชีวิตการทำงาน โดย 36.01% ใช้ในงานสร้างสรรค์ ตามด้วยงานเอกสาร 31.07% ขณะที่ด้านความกังวล 33.35% หวั่น AI แย่งงาน ตามด้วยความน่าเชื่อถือและความแม่นยำ 30.96% สะท้อนภาพคนไทย “ใช้ AI มากขึ้น แต่ยังกลัวถูก AI แทนที่”
.
บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด(มหาชน) บริษัท ด้าน AI-Data Driven Technology เปิดเผยว่า เรียลวอทช์ แล๊ป (RealWatch Lab) ซึ่งเป็นส่วนงานวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลของบริษัท ได้มีการสำรวจการใช้งาน AI ของชาวเน็ตไทยที่เผยแพร่สาธารณะผ่านทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ทราบถึงพฤติกรรมการใช้งาน AI และความกังวลในการใช้ AI ของชาวเน็ตไทย ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-31 ส.ค. 2569
.
พบว่าชาวเน็ตมีการพูดถึง AI จำนวนทั้งสิ้น 26,399 ข้อความ แบ่งเป็นส่วนที่เขียนเรื่องทั่วไปเกี่ยวกับ AI จำนวน 17,414 ข้อความ และ ส่วนที่เขียนถึงการใช้งาน AI ในชีวิตประจำวันและการทำงานจำนวน 4,107 ข้อความ และ เป็นส่วนที่เขียนถึงความกังวลและผลกระทบจาก AI จำนวน 4,878 ข้อความ
.
36.01% ใช้งาน AI ในงานสร้างสรรค์ (Creative Work)
.
จากผลการสำรวจในส่วของการนำ AI ไปใช้ในการทำงาน พบว่า 5 อันดับแรกที่ชาวเน็ตไทยใช้งาน AI ได้แก่
.
อันดับแรก เป็นการใช้งานไปในงานสร้างสรรค์ คิดเป็นสัดส่วน 36.01% โดยข้อความส่วนใหญ่ระบุว่า ใช้งาน AI ในการสร้างคลิปวีดีโอ เป็นสื่อการเรียน การสอน, ใช้ AI ช่วยเล่น FM (Football Manager) หรือ เกมส์วางแผนจัดการทีมฟุตบอล, ใช้ AI ในการทำคลิปขายของ online เป็นต้น
.
อันดับสอง ใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยในการทำงานด้านเอกสารคิดเป็นสัดส่วน 31.07% โดยข้อความระบุว่า ใช้งาน AI ด้านการจัดการเอกสารทำได้เร็วมาก, ใช้ AI ในการเขียนสคริป และ วิเคราะห์งานให้ลูกค้า, ใช้ AI สรุปงานทำได้เร็วมาก เป็นต้น
.
อันดับสาม ใช้ในการปรับกระบวนการทำงานในองค์กร คิดเป็นสัดส่วน13.61% โดยข้อความระบุว่า ใช้ AI มาวางแผนทำ Workflow ในงานทำได้เร็วมาก, ใช้ในการช่วยวางแผนออกแบบโครงสร้างทำได้ดีมาก เป็นต้น
.
อันดับสี่ นำมาใช้ช่วยในการเรียน การสอน คิดเป็นสัดส่วน 11.08% โดยข้อความระบุว่า ใช้ AI มาช่วยทำการบ้าน, ช่วยให้ทำการบ้านได้เร็วขึ้น AI เป็นเครื่องมือในการค้นข้อมูลได้เร็วมาก เป็นต้น
.
อันดับห้า ใช้ AI ในการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลเฉพาะทาง คิดเป็นสัดส่วน 8.23% โดยข้อความระบุว่า ใช้มาช่วยในการวิเคราะห์ตลาดหุ้น, เอาข้อมูลหุ้นเก่ามาให้ AI ประมวลผลคาดการณ์ราคาในอนาคต, นำมาช่วยแก้ไขการออกแบบ Code, สถาปนิก ใช้ AI ช่วยคำนวณการออกแบบโครงสร้าง เป็นต้น
.
“กังวลว่าจะตกงาน” สูงสุด 33.35%
.
นอกจากประเด็นเรื่องการใช้งานแล้ว จากการสำรวจยังพบว่า ชาวเน็ตไทยทั้งผู้ที่ใช้งาน AI และ ไม่ได้ใช้งาน AI ยังคงมีความกังวลในการใช้งาน AI ในหลากหลายประเด็น โดย 5 ประเด็นหลักที่มีการพูดถึงในโซเชียล มีเดียสูงสุดได้แก่
.
อันดับแรก เป็นความกังวลว่าจะตกงาน เพราะ AI มาทำงานแทนคน มีความกังวลสูงสุดที่ 33.35% โดยข้อความส่วนใหญ่ระบุว่า AI มาทำงานแทนคน แล้วคนจะไปทำอะไร, ตกงานกันหมดทั้งคนเก่าคนใหม่, ใครใช้ AI เก่ง ได้ไปต่อ เป็นต้น
.
อันดับสอง เป็นความกังวลเรื่องความน่าเชื่อถือและความแม่นยำในการใช้งาน AI คิดเป็นสัดส่วน 30.96% โดยข้อความระบุว่า AI ตอบผิดมากเยอะเลย, AI เป็นแค่เครื่องมือ เวลาใช้งานต้องระวัง, AI มันคิดนอกกรอบไม่ได้, ใช้งาน AI ต้องระวัง ทำผิดบ่อย เป็นต้น
.
อันดับสาม เป็นความกังวลเรื่องผลกระทบระยะยาวกับเศรษฐกิจและสังคม คิดเป็นสัดส่วน 15.15% โดยระบุว่า AI เป็นเครื่องมือให้มิจฉาชีพ สร้างผลกระทบทางสังคม, AI เป็นโจรมาก เยอะเลย, AI จะทำให้คนตกงานเยอะสร้างปัญหาทางเศรษฐกิจในระยะยาว เป็นต้น
.
อันดับสี่ เป็นความกังวลว่าทักษะของมนุษย์จะลดลงเพราะพึ่งพา AI มากเกินไป คิดเป็นสัดส่วน 15.03% โดยข้อความส่วนใหญ่ระบุว่า ใช้แต่ AI อย่างนี้ก็ไม่ต้องใช้สมองแล้ว, AI ทำให้มนุษย์คิดน้อยลง, ส่งเสริมแต่ AI ไม่ส่งเสริมให้คนใช้ปัญญา เป็นต้น
.
อันดับห้า เป็นความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล คิดเป็นสัดส่วน 5.51% โดยข้อความส่วนใหญ่ระบุว่า ใช้ AI แล้ว ข้อมูลส่วนตัวจะรั่วไหลไหม, ข้อมูลเราจะโดนแฮกไหม, AI จะแอบขายข้อมูลเราไหม เป็นต้น
.
จากผลสำรวจทั้งการใช้งานและความกังวลในการใช้งานสะท้อนให้เห็นว่า ชาวเน็ตไทยมีความเข้าใจในการทำงานของ AI และมีการนำ AI เข้ามาใช้งานเพื่อตอบโจทย์กับการทำงานในด้านต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้มากขึ้น และ มีความเข้าใจกระบวนการทำงานของ AI ที่ต้องได้รับการตรวจสอบจากมนุษย์ในการใช้งาน และ มีความรู้เท่าทันถึงปัญหาของ AI ที่ยังมีประเด็นเรื่องของความน่าเชื่อถือและความแม่นยำในการใช้งาน รวมถึงการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการใช้งาน
.
ถึงแม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ ในขณะเดียวกันชาวเน็ตไทย ยังคงกังวลเรื่องของความมั่นคงในอาชีพ ที่จะถูก AI เข้ามาแทนที่ ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของนักวิจัยจาก OpenAI และ Anthropic ที่ ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนการชะลอความเร็วในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง หรือ AI หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากกรณี เจคอบ ค็อกซัน นักวิจัยของ Anthropic ประกาศลาออกจากบริษัท
.
พร้อมกล่าวหาว่าบริษัทของตนเองและ OpenAI กำลัง “เดิมพันด้วยชีวิตของผู้คน” โดยค็อกซัน แสดงความเห็นว่า ผู้สร้าง AI บางส่วนเชื่อว่าเทคโนโลยีดังกล่าว อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่รุนแรงถึงขั้นทำให้มนุษยชาติสูญพันธุ์ได้ ภายในสิ้นทศวรรษนี้ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน
.
.
นักกฎหมายเผยทางออก แนะ 2 บอร์ดกสทช. เข้าชื่อเรียกประชุม ก่อนตั้งประธาน ปลดล็อกเดินหน้าทำหน้าที่
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10404776
.
นักกฎหมายเผยทางออก แนะ 2 บอร์ดกสทช. เข้าชื่อเรียกประชุม ก่อนตั้งประธาน ปลดล็อกเดินหน้าทำหน้าที่
.
เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่ผ่านมา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ ส.ส.ม.ท. และเครือข่ายนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน กฎหมาย และนโยบายสาธารณะ จัดเวทีเสวนาวิชาการหัวข้อ “กสทช. ‘ชะงัก’ แล้วใครได้รับผลกระทบ? ทางออกอยู่ตรงไหน?”
.
ในวงเสวนาพูดคุยถึงประเด็นสถานะของประธาน กสทช. รวมถึงผลกระทบต่อการกำกับดูแลกิจการสื่อและโทรคมนาคม หากกลไกองค์กรไม่สามารถดำเนินไปตามปกติ พร้อมหารือในหลากหลายประเด็นในด้านโทรคมนาคมและทิศทางของโทรทัศน์ดิจิทัล
.
ก่อนถึงหัวข้อสำคัญของเวที คือ การบรรยายเรื่อง “คำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหาและสถานะกรรมการ กสทช. ปัจจุบัน” โดย รศ.ดร.ณรงค์เดช สรุโฆษิต จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
.
รศ.ดร.ณรงค์เดช กล่าวว่า หลักกฎหมายปกครอง คำสั่งหรือคำวินิจฉัยทางปกครองย่อมมีผลใช้บังคับอยู่จนกว่าศาลที่มีเขตอำนาจจะมีคำพิพากษาเพิกถอน หรือมีคำสั่งทุเลาการบังคับ การยื่นฟ้องต่อศาลปกครองจึงไม่ได้ทำให้ผลของคำสั่งหยุดลงโดยอัตโนมัติ
.
ดังนั้นมุมมองทางกฎหมาย เมื่อยังไม่มีคำสั่งศาลให้ทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา จึงต้องถือว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ไม่มีสถานะเป็นกรรมการและประธาน กสทช. ตามผลของคำวินิจฉัย และไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการหรือประธานได้
.
รศ.ดร.ณรงค์เดช กล่าวว่า เมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ไม่ได้หมายความว่า กสทช. ทั้งคณะจะไม่สามารถทำงานได้ เพราะยังมีกรรมการที่สามารถปฏิบัติหน้าที่อยู่ 6 คน ซึ่งมากกว่าองค์ประกอบขั้นต่ำที่กำหนดไว้ ปัญหาสำคัญในขณะนี้จึงไม่ใช่คำถามว่า กสทช. ยังประชุมได้หรือไม่ แต่เป็นคำถามว่า เมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งประธานแล้ว จะใช้กลไกใดในการเรียกประชุมให้ถูกต้องตามกฎหมาย
.
รศ.ดร.ณรงค์เดช กล่าวว่า จากการสำรวจกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 30 ฉบับ พบหลักการรองรับกรณีเกิดเหตุจำเป็นหรือข้อขัดข้องในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ
.
แนวทางที่เสนอคือ กรรมการ กสทช. 2 คนสามารถเข้าชื่อกัน เพื่อเรียกประชุมคณะกรรมการ จากนั้นสำนักงาน กสทช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการและหน่วยงานธุรการ ต้องดำเนินการจัดการประชุมตามการเรียกประชุมนั้น โดยเชิญกรรมการที่เหลือเข้าร่วมประชุม
.
รศ.ดร.ณรงค์เดช กล่าวว่า โดยการประชุมครั้งแรก ควรดำเนินการเรื่องผู้ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่อให้กระบวนการประชุมและการพิจารณาวาระต่าง ๆ เดินหน้าต่อได้ ในอดีตเองมีตัวอย่างมติขององค์กรกำกับดูแลชุดก่อน ซึ่งเมื่อไม่มีประธานกรรมการ ได้ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุมตามกฎหมายและข้อบังคับที่ใช้ในขณะนั้น
.
รศ.ดร.ณรงค์เดช กล่าวว่า เมื่อกรรมการที่เหลือมีองค์ประกอบครบตามที่กฎหมายกำหนด การใช้อำนาจของคณะกรรมการสามารถดำเนินต่อไปได้ และแม้ในอนาคตศาลจะมีคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมายของข้อพิพาท การกระทำของคณะกรรมการที่มีองค์ประกอบโดยชอบในช่วงเวลาดังกล่าวก็ไม่ได้เสียไปโดยอัตโนมัติ โดยยกหลักตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาประกอบการอธิบาย
.
ดังนั้นแนวทางที่นำเสนอในเวทีคือ กรรมการ 2 คนเข้าชื่อเรียกประชุม และสำนักงานต้องจัดประชุม เพื่อให้กรรมการที่เหลือประชุมเลือกผู้ที่จะทำหน้าที่ประธานในการเดินหน้าพิจารณาวาระและปฏิบัติหน้าที่
.
.
หล่มสักอ่วม! น้ำป่าทะลักท่วม ปากช่อง เพชรบูรณ์ ระลอก 3 แม่น้ำป่าสักเอ่อล้นกระทบหลายชุมชน
https://www.dailynews.co.th/news/6203049/
.
หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เจอวิกฤติ ฝนถล่มน้ำป่าทะลักท่วม ต.ปากช่อง ระลอก 3 กระทบกว่า 300 หลังคาเรือน ขณะที่แม่น้ำป่าสักเอ่อล้นตลิ่ง เทศบาลสั่งเตือนประชาชนพร้อมรับมือ 24 ชม.
.
เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงตลอดคืนที่ผ่านมาได้มีฝนตกหนักในพื้นที่ อ.หล่มเก่า และ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ โดยเฉพาะบนเขาปากช่อง ต.ปากช่อง อ.หล่มสัก ส่งผลให้ในช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้เกิดน้ำป่าไหลหลากลงมาเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ต.ปากช่อง ประมาณ 300 ครัวเรือน ได้รับความเดือดร้อน อาสากู้ภัยต้องเร่งเข้าให้การช่วยเหลืออพยพผู้สูงอายุและผู้พิการออกมาอยู่พื้นที่ปลอดภัย
.
นอกจากนั้น กระแสน้ำยังได้พัดเสาไฟฟ้าที่อยู่ข้างคลองเอนลงเกือบถึงพื้น โชคดีที่ไม่มีใครได้รับอันตราย ขณะที่แม่น้ำป่าสักในพื้นที่ อ.หล่มสัก ระดับน้ำอยู่ที่ 8.56 เมตร สูงกว่าระดับตลิ่ง 26 เซนติเมตร ส่งผลให้น้ำเอ่อล้นเข้าพื้นที่บางชุมชนในเขตเทศบาลเมืองหล่มสัก ได้แก่ ชุมชนท่ากกโพธิ์ ชุมชนวัดทุ่งสมุทร และชุมชนบ้านไร่ รวมถึงพื้นที่ในเขตเทศบาลตำบลตาลเดี่ยว หมู่ 7 และตำบลหนองไขว่ หมู่ 12
.
นายภาคภูมิ ภูมี นายอำเภอหล่มสัก แจ้งว่าระดับน้ำในพื้นที่ ต.ปากช่อง กำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าอีกประมาณช่วงบ่ายก็จะเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะนี้ได้แจ้งกำชับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง ให้เตรียมความพร้อมบุคลากร เครื่องจักรกลสาธารณภัย รองรับ สถานการณ์ เพื่อให้พร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ตลอด 24 ชม. และได้แจ้งให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่มีพื้นที่ติดกับแม่น้ำป่าสัก รวมถึงลำน้ำสาขา ให้ประชาสัมพันธ์ แจ้งเตือน ประชาชนให้เฝ้าระวังระดับน้ำในแม่น้ำป่าสัก ตลอด 24 ชม. รวมถึงติดตามข่าวสารแจ้งเตือน จากทางราชการ เฝ้าระวังอุทกภัย น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก