มุมมองเศรษฐกิจไทยผ่านสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
วันนี้ทุกท่านคงได้รับฟังข่าวที่น่ายินดีว่า Fitch Rating ได้ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจาก negative เป็น Stable และคงอันดับที่ BBB+ เท่ากับว่าตอนนี้ทั้ง 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Fitch, S&P, Moody’s) ได้ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจากมุมมองเป็นลบ (negative) เป็น ‘มีเสถียรภาพ (stable)’ ทั้งหมดแล้ว ภายใต้การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน1 ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน
ในภาพรวม Fitch มีมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยสรุปได้ดังนี้
+ สัดส่วนหนี้รัฐบาลต่อ GDP จะอยู่ในระดับต่ำกว่า 63% ภายในปีงบประมาณ 2571 เนื่องจากเศรษฐกิจจะยังสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นรักษาวินัยการคลังต่อไป
+ เศรษฐกิจรับมือกับผลกระทบจากราคาพลังงานได้ดีกว่าคาด
+ เศรษฐกิจปี 2569 มีแนวโน้มเติบโต 2.3% โดยแรงสนับสนุนจากการลงทุนเกี่ยวกับ AI และการบริโภคจากมาตรการภาครัฐ
+ ความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลงและนโยบายมีความชัดเจนต่อเนื่อง ทำให้สามารถคาดการณ์การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระยะปานกลางได้ดีมากขึ้น
ที่ผมสนใจมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของอันดับเครดิต คือ เหตุผลว่าทำไมสถาบันจัดอันดับมีมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยดีขึ้น และเหล่านี้สะท้อนการดำเนินโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างไร
1. การรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงาน: โครงการไทยช่วยไทยพลัสช่วยเพิ่มกำลังซื้อและลดภาระค่าของชีพของประชาชนที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาพลังงาน ในขณะเดียวกันกำลังซื้อจากโครงการนี้ได้ช่วยประคองร้านค้ารายเล็กรายย่อยให้สามารถผ่านสถานการณ์ยากลำบากนี้ได้ในระยะสั้น ส่วนมาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเป็นการแก้ปัญหาค่าครองชีพ เช่น การลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้จากการขายไฟคืนผ่านการติดตั้งโซล่าห์ครัวเรือน และเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิงในระยะยาว เหล่านี้ทำให้สถาบันจัดอันดับมองเศรษฐกิจไทยสามารถรับมือผลกระทบจากความผันผวนของพลังงานได้ดีกว่าคาด
2. แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจ: หนึ่งในข้อพิจารณาของสถาบันจัดอันดับน่าเชื่อถือ คือ ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ (potential growth) สำหรับเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา เราเห็นแนวโน้มศักยภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจากการลงทุนภาคเอกชนที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ ดังนี้
• การลงทุนภาคเอกชนในครึ่งปีแรกขยายตัวต่อเนื่องที่ร้อยละ 10.1 ในไตรมาสแรก และร้อยละ 13.4 .ไตรมาส 2
• การลงทุนจริงในอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต เช่น อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ และยานยนต์อนาคต ที่ได้รับส่งเสริมจาก BOI มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 538,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 ในครึ่งปีแรก
• การอนุมัติโครงการการลงทุนของ BOI ในช่วงเดียวกันมีมูลค่าประมาณ 1.31 ล้านล้านบาท มีแผนจ้างงานคนไทยกว่า 82,000 ตำแหน่ง ซื้อวัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศประมาณ 386,000 ล้านบาทต่อปี และสร้างมูลค่าการส่งออกประมาณ 1.24 ล้านล้านบาทต่อปี
แน่นอนครับ นโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการลงทุน (Investment led-growth) เพื่อให้เศรษฐกิจโตเต็มศักยภาพและทั่วถึง ไม่ใช่เป็นการนำเม็ดเงินลงทุนเข้ามาอย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยนเงินลงทุนให้เป็น “ศักยภาพใหม่ของเศรษฐกิจไทย ให้คนไทยได้ทักษะใหม่ ได้เข้าสู่งานที่ดีขึ้น และ SME ไทยได้เข้าสู่ Supply Chain ใหม่ และท้ายที่สุดผลิตภาพเพิ่มขึ้น และนำไปสู่รายได้ของคนไทยที่เพิ่มขึ้น” ซึ่งเป็นหัวใจของยุทธศาสตร์ใหม่ในการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ควบคู่กับการปลดล๊อคข้อติดขัดในการลงทุนจริงผ่าน Thailand Fast Pass และ พัฒนาทักษะแรงงานยุคใหม่และการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทย (technology transfer) ผ่านโครงการ Skill Bridge ซึ่งได้อนุมัติโครงการไปแล้วราว 108 โครงการ มูลค่าราว 4,800 ล้านบาท เพื่อปั้นบุคลากรทักษะสูงให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ราว 76,000 คน เหล่านี้น่าจะค่อยๆ ทยอยเห็นผลในระยะถัดไป
คำถามถัดมาคือ ทำอย่างไรให้เรามีอุตสาหกรรมใหม่ที่เป็น champions ของประเทศไทยจริงๆ เหมือนภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา และทำอย่างไรให้การลงทุนใหม่นี้ส่งต่อไปยังภาคการผลิตให้คนไทย ธุรกิจไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลกยุคใหม่ จุดนี้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ซึ่งมี 4 เสาหลัก ได้แก่ การพัฒนาลงทุนใหม่ของประเทศ การพัฒนาค้าการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน และการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยี และการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจและการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ จะเข้ามามีบทบาทสำคัญที่จะปรับโครงสร้างและขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งองคาพยพให้บูรณาการไปด้วยกัน โดยมีภาคเอกชนเป็นกองหน้าในการขับเคลื่อนการลงทุนพร้อมกับการนำปัญหาจากหน้างานและโอกาสใหม่เข้ามา และภาครัฐต้องทำหน้าที่เป็นกองกลางสนับสนุน (enabler) แปลงสิ่งเหล่านั้นเป็นการตัดสินใจ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบเพื่อรองรับหรือแก้ปัญหา การผลักดันโครงการ และการประสานงานให้เกิดผล โดยมีเสถียรภาพการเงินการคลังเป็นพื้นฐานของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สำหรับเสาการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศได้เริ่มขับเคลื่อนกันแล้ว ผมจะขออนุญาตเล่าให้ฟังในโอกาสถัดไป
3. ด้านการคลัง: การเริ่มจัดทำงบประมาณแบบเปิดเผยและโปร่งใส รวมทั้งการลดการขาดดุลการคลังจากร้อยละ 4.4 ในปีงบประมาณ 2569 เป็นขาดดุลลดลงเหลือร้อยละ 3.9 ในการจัดทำงบประมาณปี 2570 ตามที่กำหนดไว้ภายใต้กรอบการคลังระยะปานกลาง สะท้อนว่ารัฐบาลมีการบริหารจัดการด้านการคลังอย่างเป็นระบบและรักษาวินัยทางการคลังเป็นรูปธรรม แน่นอนว่ามีอีกหลายอย่างที่จะต้องปฏิรูปงบประมาณซึ่งทุกท่านจะได้เห็นในการทำงบประมาณปี 2571
การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ยกมาเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ทำให้มุมมองของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกทั้ง 3 สถาบันปรับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยเป็น ‘มีเสถียรภาพ (Stable)’ และคงอันดับไว้ที่ BBB+ สิ่งสำคัญอีกอย่างที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือ เสถียรภาพของระบบการเงินและแนวโน้มความต่อเนื่องของนโยบายและการลงมือทำจริง ท่ามกลางปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่ทับถมมานานและปัจจัยภายนอกที่ผันผวนตลอดเวลา การจะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาโตเต็มศักยภายเกิน 3% ต้องใช้เวลา ความมุ่งมั่น และร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่าย ซึ่งตอนนี้สถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือเริ่มเห็นแสงสว่างในปลายอุโมงค์ของเศรษฐกิจไทยแล้วครับ
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122128231161377842&set=a.122104307523377842
ลงทุนลงมาเยอะจริงแต่อาจจะไปเฉพาะกลุ่ม ตอนนี้ดอกเบี้ยไทยก็น่าจะต่ำสุดในโลกแล้ว
Fitch Rating ได้ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจาก negative เป็น Stable และคงอันดับที่ BBB+
มุมมองเศรษฐกิจไทยผ่านสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
วันนี้ทุกท่านคงได้รับฟังข่าวที่น่ายินดีว่า Fitch Rating ได้ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจาก negative เป็น Stable และคงอันดับที่ BBB+ เท่ากับว่าตอนนี้ทั้ง 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Fitch, S&P, Moody’s) ได้ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจากมุมมองเป็นลบ (negative) เป็น ‘มีเสถียรภาพ (stable)’ ทั้งหมดแล้ว ภายใต้การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน1 ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน
ในภาพรวม Fitch มีมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยสรุปได้ดังนี้
+ สัดส่วนหนี้รัฐบาลต่อ GDP จะอยู่ในระดับต่ำกว่า 63% ภายในปีงบประมาณ 2571 เนื่องจากเศรษฐกิจจะยังสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นรักษาวินัยการคลังต่อไป
+ เศรษฐกิจรับมือกับผลกระทบจากราคาพลังงานได้ดีกว่าคาด
+ เศรษฐกิจปี 2569 มีแนวโน้มเติบโต 2.3% โดยแรงสนับสนุนจากการลงทุนเกี่ยวกับ AI และการบริโภคจากมาตรการภาครัฐ
+ ความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลงและนโยบายมีความชัดเจนต่อเนื่อง ทำให้สามารถคาดการณ์การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระยะปานกลางได้ดีมากขึ้น
ที่ผมสนใจมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของอันดับเครดิต คือ เหตุผลว่าทำไมสถาบันจัดอันดับมีมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยดีขึ้น และเหล่านี้สะท้อนการดำเนินโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างไร
1. การรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงาน: โครงการไทยช่วยไทยพลัสช่วยเพิ่มกำลังซื้อและลดภาระค่าของชีพของประชาชนที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาพลังงาน ในขณะเดียวกันกำลังซื้อจากโครงการนี้ได้ช่วยประคองร้านค้ารายเล็กรายย่อยให้สามารถผ่านสถานการณ์ยากลำบากนี้ได้ในระยะสั้น ส่วนมาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเป็นการแก้ปัญหาค่าครองชีพ เช่น การลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้จากการขายไฟคืนผ่านการติดตั้งโซล่าห์ครัวเรือน และเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิงในระยะยาว เหล่านี้ทำให้สถาบันจัดอันดับมองเศรษฐกิจไทยสามารถรับมือผลกระทบจากความผันผวนของพลังงานได้ดีกว่าคาด
2. แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจ: หนึ่งในข้อพิจารณาของสถาบันจัดอันดับน่าเชื่อถือ คือ ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ (potential growth) สำหรับเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา เราเห็นแนวโน้มศักยภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจากการลงทุนภาคเอกชนที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ ดังนี้
• การลงทุนภาคเอกชนในครึ่งปีแรกขยายตัวต่อเนื่องที่ร้อยละ 10.1 ในไตรมาสแรก และร้อยละ 13.4 .ไตรมาส 2
• การลงทุนจริงในอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต เช่น อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ และยานยนต์อนาคต ที่ได้รับส่งเสริมจาก BOI มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 538,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 ในครึ่งปีแรก
• การอนุมัติโครงการการลงทุนของ BOI ในช่วงเดียวกันมีมูลค่าประมาณ 1.31 ล้านล้านบาท มีแผนจ้างงานคนไทยกว่า 82,000 ตำแหน่ง ซื้อวัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศประมาณ 386,000 ล้านบาทต่อปี และสร้างมูลค่าการส่งออกประมาณ 1.24 ล้านล้านบาทต่อปี
แน่นอนครับ นโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการลงทุน (Investment led-growth) เพื่อให้เศรษฐกิจโตเต็มศักยภาพและทั่วถึง ไม่ใช่เป็นการนำเม็ดเงินลงทุนเข้ามาอย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยนเงินลงทุนให้เป็น “ศักยภาพใหม่ของเศรษฐกิจไทย ให้คนไทยได้ทักษะใหม่ ได้เข้าสู่งานที่ดีขึ้น และ SME ไทยได้เข้าสู่ Supply Chain ใหม่ และท้ายที่สุดผลิตภาพเพิ่มขึ้น และนำไปสู่รายได้ของคนไทยที่เพิ่มขึ้น” ซึ่งเป็นหัวใจของยุทธศาสตร์ใหม่ในการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ควบคู่กับการปลดล๊อคข้อติดขัดในการลงทุนจริงผ่าน Thailand Fast Pass และ พัฒนาทักษะแรงงานยุคใหม่และการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทย (technology transfer) ผ่านโครงการ Skill Bridge ซึ่งได้อนุมัติโครงการไปแล้วราว 108 โครงการ มูลค่าราว 4,800 ล้านบาท เพื่อปั้นบุคลากรทักษะสูงให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ราว 76,000 คน เหล่านี้น่าจะค่อยๆ ทยอยเห็นผลในระยะถัดไป
คำถามถัดมาคือ ทำอย่างไรให้เรามีอุตสาหกรรมใหม่ที่เป็น champions ของประเทศไทยจริงๆ เหมือนภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา และทำอย่างไรให้การลงทุนใหม่นี้ส่งต่อไปยังภาคการผลิตให้คนไทย ธุรกิจไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลกยุคใหม่ จุดนี้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ซึ่งมี 4 เสาหลัก ได้แก่ การพัฒนาลงทุนใหม่ของประเทศ การพัฒนาค้าการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน และการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยี และการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจและการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ จะเข้ามามีบทบาทสำคัญที่จะปรับโครงสร้างและขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งองคาพยพให้บูรณาการไปด้วยกัน โดยมีภาคเอกชนเป็นกองหน้าในการขับเคลื่อนการลงทุนพร้อมกับการนำปัญหาจากหน้างานและโอกาสใหม่เข้ามา และภาครัฐต้องทำหน้าที่เป็นกองกลางสนับสนุน (enabler) แปลงสิ่งเหล่านั้นเป็นการตัดสินใจ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบเพื่อรองรับหรือแก้ปัญหา การผลักดันโครงการ และการประสานงานให้เกิดผล โดยมีเสถียรภาพการเงินการคลังเป็นพื้นฐานของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สำหรับเสาการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศได้เริ่มขับเคลื่อนกันแล้ว ผมจะขออนุญาตเล่าให้ฟังในโอกาสถัดไป
3. ด้านการคลัง: การเริ่มจัดทำงบประมาณแบบเปิดเผยและโปร่งใส รวมทั้งการลดการขาดดุลการคลังจากร้อยละ 4.4 ในปีงบประมาณ 2569 เป็นขาดดุลลดลงเหลือร้อยละ 3.9 ในการจัดทำงบประมาณปี 2570 ตามที่กำหนดไว้ภายใต้กรอบการคลังระยะปานกลาง สะท้อนว่ารัฐบาลมีการบริหารจัดการด้านการคลังอย่างเป็นระบบและรักษาวินัยทางการคลังเป็นรูปธรรม แน่นอนว่ามีอีกหลายอย่างที่จะต้องปฏิรูปงบประมาณซึ่งทุกท่านจะได้เห็นในการทำงบประมาณปี 2571
การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ยกมาเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ทำให้มุมมองของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกทั้ง 3 สถาบันปรับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยเป็น ‘มีเสถียรภาพ (Stable)’ และคงอันดับไว้ที่ BBB+ สิ่งสำคัญอีกอย่างที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือ เสถียรภาพของระบบการเงินและแนวโน้มความต่อเนื่องของนโยบายและการลงมือทำจริง ท่ามกลางปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่ทับถมมานานและปัจจัยภายนอกที่ผันผวนตลอดเวลา การจะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาโตเต็มศักยภายเกิน 3% ต้องใช้เวลา ความมุ่งมั่น และร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่าย ซึ่งตอนนี้สถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือเริ่มเห็นแสงสว่างในปลายอุโมงค์ของเศรษฐกิจไทยแล้วครับ
ลงทุนลงมาเยอะจริงแต่อาจจะไปเฉพาะกลุ่ม ตอนนี้ดอกเบี้ยไทยก็น่าจะต่ำสุดในโลกแล้ว